หอมกลิ่นข้าวพื้นบ้าน เรื่องเล่าจาก จ.ยโสธร

หอมกลิ่นข้าวพื้นบ้าน กลิ่นข้าวหอมจางๆเกสรข้าวสีเหลืองนวลและแปลงพันธุกรรมพื้นบ้านที่กุดชุม จังหวัดยโสธร

                หอมกลิ่นข้าวพื้นบ้านสายฝนยังคงโปรยปรายมาเรื่อยๆ ให้ได้ชุ่มฉ่ำกันทั่วหน้า ชาวนาที่กุดชุมปีนี้ ยิ้มได้กว้างกว่าปีที่ผ่านมา เพราะธรรมชาติไม่ได้นำมาซึ่งความแห้งแล้งดังเช่นช่วงปีที่แล้ว จนสร้างภาพของชาวนา หยาดเหงื่อไหลย้อย สองมืออันกร้านหยาบ ปูดปูนด้วยเส้นเอ็น ข้างหนึ่งถือต้นกล้าเล็กแกร็น อีกข้างถือถังใส่น้ำ เติมชีวิตให้ผืนอันเต็มไปด้วยดินแตกระแหง หลุมเล็กๆที่ขุดไว้ถูกแทนที่ด้วยต้นข้าว น้ำอันน้อยนิดถูกรินเติมไปเพื่อให้ชีวิตน้อยๆพออยู่ได้ รอคอยสายฝนที่จะมาเยือนในวันข้างหน้า เหมือนกับความไม่แน่นอนของราคาข้าวที่พวกเขาได้รับครั้งนี้ฉันเดินทางมาเยี่ยมเยียนแปลงนารวม ของกลุ่มนักอนุรักษ์ ปรับปรุงและพัฒนาพันธุกรรมข้าวพื้นบ้านภูมินิเวศยโสธร หลังจากที่ห่างหายไปเกือบหลายเดือน จำได้ว่ายังได้ช่วยกันปักดำต้นกล้าอายุเดือนเศษๆร่วมกับเหล่าพ่อๆในหมู่ บ้านอยู่เลย ข้าวกว่า 30 สายพันธุ์ในแปลงแห่งนั้นคงเติบโตไปพอสมควรเป็นแน่

                กลิ่นหอมอ่อนๆของใบข้าวโชยมาในขณะที่ฉันเริ่มก้าวเท้าเข้าไปในท้องทุ่ง สัมผัสได้ถึงความสดชื่นและกลิ่นไอแห่งลูกชาวนาอย่างแท้จริง โดยเฉพาะข้าวอินทรีย์แล้วฉันว่ามันหอมเป็นพิเศษ หอมจนลืมเรื่องราวต่างๆของเมืองหลวงที่ฉันได้จากมา หอมจนรู้สึกอิจฉาผู้คนที่ไดสัมผัสกลิ่นไอแห่งธรรมชาติอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ที่ไม่มีแม้กระทั้งน้ำหอมชื่อก้องโลกชนิดใดจะแทนที่ได้ข้าวในแปลงทดลองของเกษตรกรหัวก้าวหน้าที่หันมาใส่ใจกับการทำเกษตรกรรมแบบ ยั่งยืน ที่เกื้อกูลกับธรรมชาติ ปรับเปลี่ยนมาสู่การไม่ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี ในการผลิต แต่ข้าวในแปลงแห่งนี้ก็สามารถเติบโตได้อย่างดี สมกับเป็นข้าวพันธุ์พื้นบ้านที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างแท้จริง

                 แปลงนารวมวันนี้ต่างจากที่เคยได้เห็นในครั้งที่แล้วอย่างสิ้นเชิง ต้นกล้าต้นเล็กๆได้เติบโตจนสูงจนท่วมหัวฉันไปแล้ว ลองคิดๆดูดีๆแล้ว คนเราก็เป็นแค่สิ่งเล็กๆในธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ก็เท่านั้นเอง แต่เรากลับริอยากไปควบคุมธรรมชาติ ไปดัดแปลงนั้น ดัดแปลงนี่ พืชพันธุ์ที่เคยมีอยู่อย่างหลากหลายก็ไปควบคุมให้เหลือเพียงไม่กี่สายพันธุ์ เพื่อที่จะให้ได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งกำไรอย่างสูงสุดกับกลุ่มคนเพียงหยิบมือเดียว ทุกวันนี้ธรรมชาติเริ่มจะถึงจุดวิกฤติเต็มทีแล้ว แต่เรายังคงโยนความผิดให้แก่กันอยู่ไม่คิดจะแก้ไขมันอย่างจริงจังเสียทีแต่ใช่ว่าจะไม่มีความหวัง เมื่อยังมีคนกลุ่มเล็กๆ ตัวเล็กๆ เสียงเบาๆ หลายกลุ่มที่กำลังเป็นฟันเฟืองเล็กๆที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อนำไปสู่การ เปลี่ยนแปลงโลก ดังเช่น เหล่าเกษตรกรรายย่อยที่เริ่มหันมาทำเกษตรในรูปแบบที่เป็นมิตรกับสรรพสิ่งมาก ขึ้น (แต่ขอย้ำว่าไม่เป็นมิตรกับสารเคมีทุกประเภท) และพวกเขาเหล่านี้ยังเป็นนักวิจัยชาวบ้าน นักศึกษาด้านพันธุกรรมข้าวพื้นบ้านตัวยงเชียวหละ  

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *