ความเข้าใจเกี่ยวกับไร่หมุนเวียน

คุณค่าของระบบไร่หมุนเวียน

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจใหม่ว่า..ไร่หมุนเวียนไม่ใช่ไร่เลื่อนลอย…

      กระบวนการสร้างอัตลักษณ์เพื่อแก้ข้อกล่าวหา เริ่มจากการใช้คำว่า "ไร่หมุนเวียน" (Rotational Cultivation) แทน "ไร่เลื่อนลอย" ที่มีความหมายในทางลบว่าเป็นการแผ้วถางป่าเพื่อเพาะปลูกไปเรื่อยๆ นอกจากนั้น ด้วยอคติทางชาติพันธุ์ที่มีต่อกลุ่มชนบทพื้นที่สูง ว่าเป็นกลุ่มชนที่ล้าหลัง ไร้อารยะธรรม ไร่หมุนเวียน จึงไม่ได้ยอมรับว่าเป็น "ระบบการเกษตร" หากแต่เป็นการทำมาหากินของ "กลุ่มคนเร่ร่อน" ที่ล้าหลังหรือตกค้างมาจากประวัติศาสตร์

กลุ่มชาติพันธุ์จึงพยายามที่จะปลดปล่อยตนเองด้วยการสร้างอัตลักษณ์ว่าการเพาะปลูกแบบดั้งเดิมของตนเป็น “ระบบการเกษตร” แบบหนึ่ง และใช้คำว่า ไร่หมุนเวียน ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเข้าใจใหม่ว่าการทำเกษตรแบบนี้เป็นการ หมุนเวียนพื้นที่เพาะปลูกอย่างเป็นระบบโดยไม่เลื่อนลอย พื้นที่ไร่เหล่านี้ซึ่งถูกพักจากการทำไร่ ไม่ใช่พื้นที่ถูกปล่อยทิ้งร้างอย่างไร้ความหมายแต่ชาวบ้านต้องการที่จะพักฟื้นความอุดมสมบูรณ์ของที่ดินตามกระบวนการธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็นำเสนอคุณค่าของไร่เหล่าในช่วงอายุต่างๆ กล่าวคือ เหล่าในช่วง 1-2 ปีแรกเป็นช่วงการฟื้นฟูของไม้เบิกนำ เป็นแหล่งเก็บหาอาหารที่ยังหลงเหลือจากการเพาะปลูก เช่น มะเขือ เผือก มัน ฯลฯ เป็นแหล่งเลี้ยงสัตว์จำพวกวัว ควาย เหล่านี้อายุ 2-4 ปี มีไม้พุ่มปกคลุมพื้นที่ เป็นแหล่งอาศัยและหลบภัยของสัตว์ป่าขนาดเล็ก เช่นตะกวด เม่น อีเห็น หมูป่า ฯลฯ เหล่านี้อายุ 4-6 ปีขึ้นไป มีต้นไม้ใหญ่เจริญเติบโตขึ้น ทำให้ไม้พื้นล่างและหญ้าลดจำนวนลง ชาวบ้านจะเข้ามาเก็บหาไม้ใช้สอย

สืบเนื่องจากไร่หมุนเวียนไม่ใช่ไร่เลื่อนลอย และยังไม่ได้ทำลายป่าด้วย….

การโค่น ถาง และเผา ในระบบไร่หมุนเวียน ที่ถูกมองว่าเป็นการทำลายป่านั้น มีการสร้างคำอธิบายใหม่ว่า เป็นกระบวนการผลิตที่เกิดจากเงื่อนไขทางภูมิศาสตร์ ที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ พื้นที่ลาดชัน ไม่สามารถสะสมธาตุอาหารได้ ชาวบ้านจึงจำเป็นต้องถางและเผาเพื่อคืนธาตุอาหารที่สะสมธาตุอาหารได้ ชาวบ้านจึงจำเป็นต้องถางและเผาเพื่อคืนธาตุอาหารที่สะสมอยู่ในต้นไม้ให้กลายเป็นปุ๋ยบำรุงดินก่อนทำการเพาะปลูก การถางไร่จะลิดเฉพาะกิ่งกิ่งก้านของไม้ใหญ่ ส่วนต้นไม้ขนาดกลางจะตัดเหลือตอไว้ให้มีความสูงระดับเอว ซึ่งหลังจากการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ตอไม้เหล่านั้นจะสามารถแตกหน่อใหม่และฟื้นสภาพเป็นป่าได้อย่างรวดเร็วส่วนการเผาอย่างถูกวิธีก็จะไม่ทำให้ดินสูญเสียธาตุอาหาร และยังไม่ทำให้ตอไม้ที่หลงเหลือจากการถางไร่ตายลงไปด้วย
การชะล้างพังทลายของหน้าดิน ยังเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ระบบไร่เลื่อนลอยถูกกล่าวหาว่า เป็นการเกษตรที่ทำลายระบบนิเวศ แต่ไร่หมุนเวียนอธิบายว่า การใช้ไม้แหลมแทงดิน เพื่อหยอดเมล็ดแทนที่จะใช้จอลพลิกหน้าดินหรือไถพรวณ เป็นวิธีการที่ช่วยไม่ให้หน้าดินพังทลาย ขณะเดียวกันการปลูกพืชพรรณที่หลากหลาย ยังช่วยให้ผิวดินมีสิ่งปกคลุม และการปล่อยตอไม้ไว้ในแปลงเพาะปลูก ทำให้รากไม้เหล่านั้นทำหน้าที่ช่วยยึดเกาะหน้าดินไม่ให้เกิดการชะล้างพังทลาย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *