มหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้าน ปี 2563 (ตอนที่ 22)

ตอนที่ 22 ระบบเกษตรเชิงนิเวศ : การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

       โจทย์สำคัญของ ดร.จุตพร เทียรมา คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ก็คือ “การบริการของระบบนิเวศสามารถส่งผลต่อระบบเกษตรกรรมได้อย่างไร?” อาจารย์จตุพร ได้ใช้พื้นที่แปลงตัวเองจำนวน 8 ไร่ ตำบลเขวา อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ในการทำศึกษาวิจัยเพื่อการหาคำตอบ

       อาจารย์จตุพรกล่าวว่า “เริ่มต้นในการศึกษาการบริการระบบนิเวศนั้น ต้องเข้าใจความหมายระบบนิเวศว่า ในระบบนิเวศหนึ่งๆ นั้นมีองค์ประกอบ 2 ด้าน คือด้านชีวภาพและด้านกายภาพ ที่ทำให้เกิดหน้าที่ต่างๆ เช่น การถ่ายทอดพลังงานจากแสงอาทิตย์ การหมุนเวียนของสสาร” แล้วจึงนำเอาหน้าที่ของระบบนิเวศนี้ มาผนวกเข้ากับระบบการทำเกษตร จึงเรียกว่า ระบบเกษตรเชิงนิเวศ …เริ่มแรก ต้องมีการจัดองค์ประกอบของพื้นที่ทำเกษตร ทั้งด้านกายกายและชีวภาพ ให้สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ของระบบนิเวศ

วางแผน และจัดการแปลงเกษตร

       เนื้อที่ 8 ไร่ ที่ทำการทดลองนั้น สภาพกายภาพเป็นที่เนิน ลักษณะดินมีอัตราของดินเหนียวมากกว่าดินทราย เป็นดินเค็ม ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดี เนื่องจากสามารถกักเก็บน้ำได้ดี  สิ่งที่ได้ทำการศึกษาและทดลอง คือ

  • การเก็บปริมาณน้ำฝนทุกปี พบว่าในระยะเวลา 4 ปี ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในพื้นที่ไม่ได้มีปริมาณที่ต่างไปจาก 30 ปีที่ผ่านมา คืออยู่ในระดับ 1,300 มม./ปี แต่สิ่งที่พบคือ จำนวนวันที่ฝนตกลดน้อยลง ช่วงต้นฤดูปริมาณฝนตกน้อย แต่ปลายฤดูฝนปริมาณฝนเยอะบางวันถึง 250 มม.
  • ตรวจวัดธาตุอาหารที่มากับฝน ซึ่งพบว่า ก๊าซไนโตรเจนในอากาศจะละลายกับน้ำฝนตกลงมา แล้วแปรสภาพเป็นแอมโมเนียมและไนเตรท ในระดับ 6 มม.ต่อลิตร ดังนั้นถ้าปริมาณฝนตกจำนวนมาก ก็จะได้ธาตุอาหารในปริมาณมากด้วย ซึ่งพืชก็นำไปใช้ประโยชน์ได้
  • สร้างระบบกักเก็บน้ำในแปลงเกษตร เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนธาตุอาหารและการมีปริมาณน้ำเพียงพอในการทำเกษตร โดยวางแผนดูสภาพพื้นที่ ใช้พื้นที่ลุ่มต่ำในแปลงสำหรับกักเก็บน้ำ คำนวณการซึมของน้ำในดิน คำนวณปริมาณการใช้น้ำในแปลงเกษตร สำหรับในแปลง 8 ไร่ คำนวณปริมาณการใช้น้ำทั้งปีจำนวน 6,000 ลบ.ม.
  • วางแผนการจัดการแปลงและเลือกพืชสำหรับการปลูกในแปลงให้เหมาะสม เนื่องจากสภาพดินเป็นดินเค็ม จึงต้องเลือกพืชที่เหมาะกับดินเค็มมาปลูก ทำระบบร่องสวน เพื่อดักกะตอน ซึ่งเป็นธาตุอาหารให้กับพืช ในสระเอาผักตบมาปล่อยให้เจริญเติบโต เนื่องจากผักตบมีธาตุไนโตรเจน แคลเซี่ยม โปสแตสเซี่ยม ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่เป็นความต้องการของพืช จากนั้นดึงผักตบมาใส่โคนต้นไม้ผลที่ต้องการ ทิ้งไว้ราว 2-3 เดือนให้ย่อยสลายเป็นอินทรียวัตถุให้พืช
  • ปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดิน เช่น ปอเทือง ถั่วพร้า พบว่า รากถั่วพร้าทำให้ดินเป็นรูพรุนจากการชอนไช และดินที่ดีต้องมีช่องว่าง 50% เพื่อให้น้ำและอากาศแทรกซึมได้ง่าย ดังนั้น ถ้าฝนตกน้ำฝนก็ซึมลงดินได้ รากไม้ผลหยั่งลึกหาธาตุอาหารได้ดี ที่สำคัญการปลูกพืชตระกูลถั่วยังช่วยควบคุมวัชพืชไปในตัว
  • ปลูกไม้ใช้สอยหรือไม้ป่าให้รอบขอบแปลง ทั้งมีประโยชน์ในการกำบังลม ใบไม้เป็นอินทรียวัตถุให้กับดินในแปลง เนื้อไม้เอามาใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ ที่สำคัญเป็นการกักกันน้ำฝนไม่ให้ไหลออกไปสู่นอกแปลง อย่างที่กล่าวไว้แล้วว่า ฝนที่ตกลงมามีธาตุอาหารลงมาด้วย โดยเฉพาะไนโตรเจน ดังนั้นการปลูกไม้รอบขอบแปลงก็จะช่วยกักเก็บไนโตรเจนไว้ในแปลงด้วย
  • ไม่ใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ในแปลง เช่น รถไถ รถเกี่ยว เนื่องจากเครื่องจักรเหล่านี้มีน้ำหนักมาก ทำให้ดินในแปลงแน่น ไม่มีความร่วนซุย

       ดังนั้น การทำเกษตรที่คำนึงถึงระบบนิเวศ ต้องมีการกักเก็บน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของพืช ซึ่งต้องคำนวณความเพียงพอของน้ำที่ต้องมีการกักเก็บ ต้นไม้และพืชจะใช้น้ำในปริมาณมากช่วงต้นเล็กแต่เมื่อต้นไม้โตปริมาณการใช้น้ำจะลดลง และใบไม้ที่ร่วงหล่นได้กลายเป็นอินทรียวัตถุให้กับพืชนั้นๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม อาจารย์จตุพร ได้ฝากในตอนท้ายไว้ว่า  “การสร้างระบบเกษตรเชิงนิเวศในแปลงเนื้อที่ 8 ไร่นี้ ได้ปฏิบัติมา 7 ปี เราไม่สามารถสร้างระบบนิเวศให้เกิดขึ้นได้ในทันที แต่ต้องใช้เวลาศึกษาแล้วค่อยๆ เรียนรู้ ค่อยๆ ปลูกพืชไม้ผลต่างๆ”

ข้อมูลจาก เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “เกษตรกรรมกับการเปลี่ยน ปรับ รับมือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ”  มหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้าน ปี 2563 วันที่ 11 มิถุนายน 2563

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *