กลับไป sathai โฮมเพจ

::: โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย :::
ข้อมูลพื้นฐานพื้นที่โครงการนำร่องฯ ภาคกลาง


<<กลับหน้าแรก
| หน้าโครงการนำร่องฯ | ข้อมูลพื้นฐาน 4 ภาค 19 ภูมินิเวศน์>>



สรุปข้อมูลพื้นฐานภาคกลาง

 

ที่ตั้ง
โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อยของภาคกลาง ประกอบด้วย 2 ภูมินิเวศน์ คือ ภูมินิเวศน์ฉะเชิงเทรา และภูมินิเวศน์สุพรรณภูมิ ซึ่งมีครัวเรือนเป้าหมายของโครงการทั้งหมด 400 ครัวเรือน

ที่ตั้งชุมชนเป้าหมายของภูมินิเวศน์ฉะเชิงเทราประกอบด้วย 11 หมู่บ้าน ใน 4 ตำบล 3 อำเภอ คือ อำเภอสนามชัยเขต จำนวน 9 หมู่บ้าน อำเภอพนมสารคาม จำนวน 1 หมู่บ้าน และอำเภอท่าตะเกียบ จำนวน 1 หมู่บ้าน

ที่ตั้งชุมชนเป้าหมาย/การตั้งถิ่นฐานของชุมชนของภูมินิเวศน์สุพรรณภูมิ ประกอบด้วย 3 จังหวัดคือ

(1) จังหวัดสุพรรณบุรี เกษตรกรที่เป็นสมาชิกโครงการนั้นอยู่ในพื้นที่ 3 ตำบล 3 อำเภอ ได้แก่ตำบลหัวเขา อำเภอเดิมบางนางบวช,ตำบลโคกโคเฒ่า อำเภอเมือง ตำบลวังยาง อำเภอศรีประจันต์ โดยมีสมาชิกทั้งสิ้น 10 คน

(2) จังหวัดกาญจนบุรี เกษตรกรที่เป็นสมาชิกโครงการ อยู่ในพื้นที่ 2 ตำบล 1 อำเภอ คือ ตำบลทุ่งกระบำและตำบลหนองโสน อำเภอเลาขวัญ โดยมีสมาชิก 28 คน

(3) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เกษตรกรที่เป็นสมาชิกโครงการอยู่ในพื้นที่ 3 ตำบล 1 อำเภอ คือ ตำบลบางนมโค ตำบลบ้านหลวง ตำบลสามตุ่ม อำเภอเสนา โดยมีสมาชิก 24 คน

ลักษณะภูมิประเทศ / ลักษณะทางกายภาพ
ลักษณะทางภูมิประเทศของพื้นที่ภาคกลาง ภูมินิเวศน์ฉะเชิงเทรา และภูมินิเวศน์สุพรรณภูมินั้นมีความแตกต่างกันดังนี้คือภูมินิเวศน์ฉะเชิงเทรา อำเภอสนามชัยเขต มีพื้นที่ลาดเนิน มีที่ราบอยู่ระหว่างเนินเขา และมีภูเขาเตี้ยๆ พื้นที่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแควระบม-สียัด ซึ่งมีสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรมและแปรสภาพเป็นพื้นที่การเกษตรโดยทางราชการมีการจัดสรรเป็นเขตปฏิรูปที่ดินให้ราษฎรเข้าทำกินในพื้นที่ และอีกส่วนหนึ่งยังคงสภาพเป็นป่าดงดิบซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารสำคัญ มีลำน้ำสายสำคัญ คือ คลองระบม และคลองสียัด สภาพของดินเป็นลักษณะดินเหนียวปนทราย พื้นที่ราบจะมีสภาพดินร่วนซุยกว่าพื้นที่ซึ่งเป็นเนิน ซึ่งมีการปลูกพืชไร่ และพืชเชิงเดี่ยว ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดินเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว

ลักษณะทางภูมิประเทศ/ลักษณะทางกายภาพของภูมินิเวศน์สุพรรณภูมินั้น แบ่งตามลักษณะของพื้นที่เป้าหมายดังนี้คือ จังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดกาญจนบุรี มีลักษณะทางกายภาพใกล้เคียงกันกล่าวคือ คือ เป็นที่ราบเชิงเขา มีเขาเตี้ย ๆ เป็นระยะ แต่สิ่งที่แตกต่างกัน คือ พื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีมีปริมาณน้ำเพื่อการเกษตรที่ยังขาดแคลน สามารถทำการเกษตรได้ปีละครั้ง เนื่องจากอยู่บนพื้นที่อับฝนและไม่มีระบบชลประทานในการกักเก็บน้ำในเพื่อใช้ในฤดูแล้ง เมื่อถึงฤดูแล้งจะแล้งจัดคล้ายกับพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ภูมิอากาศในพื้นที่ภาคกลางนั้นมีลักษณะร้อนชื้น ในฤดูฝนมักจะมีน้ำหลากและมีน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่ม ในอำเภอศรีประจันต์และอำเภอเมืองนั้น ลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบตะกอนลำน้ำ เหมาะแก่การทำนาและมีคลองชลประทานและแม่น้ำสุพรรณหรือแม่น้ำท่าจีนไหลผ่าน ทำให้สามารถทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปีและในบางปีที่น้ำหลากจะเกิดปัญหาน้ำขังในพื้นที่บางส่วน ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลักษณะทางกายภาพจะแตกต่างจากพื้นที่อื่นมาก คือเป็นพื้นที่ราบลุ่ม น้ำท่วมถึง ที่เรียกว่า “ที่ราบลุ่มเดลต้า” ซึ่งเกิดจากการที่แม่น้ำไหลพัดพาเอาเศษหิน ดิน ทรายมาทับถมเป็นเวลายาวนานจนกลายเป็นที่ราบกว้าง พื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่จึงเป็นทุ่งนาและไม่มีภูเขา ไม่มีพื้นที่ป่า แต่เมื่อถึงคราวถึงหน้าน้ำหลาก จะเกิดปัญหาน้ำท่วมในลักษณะน้ำท่วมทุ่งในเดือนสิงหาคมถึงเดือนพฤศจิกายน

ลักษณะภูมิอากาศ
ภูมิอากาศในพื้นที่ภาคกลางนั้นมีลักษณะอากาศร้อนชื้น ฤดูร้อนมีอากาศร้อนจัด ฤดูฝนมีฝนตกชุก ส่วนฤดูหนาวมีสภาพอากาศอบอุ่น ในฤดูฝนจะเริ่มประมาณเดือนพฤษภาคมหรือเดือนมิถุนายนจนถึงเดือนตุลาคม ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมหรือเดือนมิถุนายน ฝนจะเริ่มตกและตกถี่ขึ้นในเดือนสิงหาคมหรือเดือนกันยายน ซึ่งเป็นเดือนที่ฝนตกชุกมากที่สุด ในฤดูหนาวเริ่มประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน จะเป็นระยะเปลี่ยนจากฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาว ในฤดูร้อนเริ่มประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน เมื่ออิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนืออ่อนตัวลงทำให้อากาศร้อนชื้นและจะอบอ้าวที่สุดในเดือนเมษายน แต่จะไม่ร้อนมากนัก เนื่องจากมีแม่น้ำลำคลองมากมายทำให้ช่วยคลายความร้อนได้ รวมระยะเวลาของฤดูร้อนประมาณ 4 เดือน

ลักษณะพืชพรรณธรรมชาติและระบบนิเวศ
ลักษณะพืชพรรณธรรมชาติของพื้นที่ภาคกลาง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมแก่การเพาะปลูกพืชในทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นการทำไร่ ทำนาหรือทำสวน ด้วยเหตุผลของลักษณะพื้นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งมีทรัพยากรน้ำที่เหมาะสมกับระบบการผลิต ในพื้นที่อำเภอเดิมบางนางบวชนั้น เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมทำนา ทั้งนาปีและนาปรัง ในรอบ 1 ปีสามารถทำนาได้ถึง 3 ครั้ง และยังมีการทำสวนและทำไร่เพิ่มเติม เช่น สวนมะม่วง สวนผักไร่ข้าวโพด เป็นต้น ส่วนพื้นที่ในอำเภอศรีประจันต์เกษตรกรนิยมทำนาแห้ว นาข้าวและสวนผัก ซึ่งมีน้ำเพียงพอต่อการผลิตและสามารถมีกิจกรรมการผลิตได้ตลอดทั้งปี ในพื้นที่อำเภอเมืองนั้นเกษตรกรจะทำนาเป็นอาชีพหลักและในรอบ 1 ปีก็สามารถทำนาได้ปีละหลาย ๆ ครั้งและสามารถทำสวนผลไม้ สวนผักควบคู่กันไปด้วย

ระบบนิเวศของพื้นที่ภาคกลาง ค่อนข้างจะขาดความสมดุลย์ เนื่องจากเน้นการเพิ่มปริมาณการผลิตเพื่อการค้า จากการที่มีทรัพยากรน้ำเพียงพอที่จะทำนาได้ปีละ 3 ครั้ง จึงเกิดการใช้สารเคมีและสารกระตุ้นทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้ได้ผลผลิตตามความต้องการ โดยให้ความสำคัญกับการได้ผลผลิตทางการเกษตรมากกว่าการคำนึงถึงระบบนิเวศที่สร้างการเกื้อกูลกันระหว่างพืช สัตว์และสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการทำลายแมลงศัตรูพืช เกิดการทำลายห่วงโซ่อาหาร การให้ความสำคัญกับพืชที่ปลูกมากเกินไปจนขาดการให้ความสำคัญกับพืชข้างเคียงที่คอยเกื้อหนุนกัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถูกลดความสำคัญลงไปจนไม่เห็นคุณค่าของความสมดุลย์ทางธรรมชาติ

อย่างไรก็ตามในพื้นที่เป้าหมายโครงการซึ่งผ่านการส่งเสริมกระบวนการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมมาระยะพอสมควรเกษตรกรเกิดตระหนักถึงปัญหาสภาพแวดล้อม มีการรื้อฟื้นสภาพป่าธรรมชาติขึ้นมาเป็นป่าตามหัวไร่ปลายนาและมีการปลูกเสริมพันธุ์พืชในแปลงเกษตรของชาวบ้านเองทำให้พันธุ์พืชในพื้นที่มีความหลากหลายขึ้นทั้งชนิดของไม้ยืนต้นที่เป็นไม้ใช้สอยเช่น ไม้ยาง ไม้ประดู่ ไม้เต็ง ไม้รัง ต้นไผ่ป่า เป็นต้น มีพันธุ์พืชผักพื้นบ้านที่เป็นอาหาร เช่น ชะอม แต้ว ชะมวง เสม็ด ดอกดิน (กระเจียว) หวาย ผักหวานป่า ข่าป่า ฯลฯ และยังคงมีพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของท้องถิ่น เช่น พันธุ์ตะเภาแก้ว พันธุ์เหลืองประทิว พันธุ์หอมจันทร์ พันธุ์ขวัญชัย มีการเพาะปลูกและเก็บรักษาพันธุ์ไว้



ดูรายละเอียด
ภูมินิเวศน์สุพรรณภูมิ
ภูมินิเวศน์ฉะเชิงเทรา


<<กลับหน้าแรก | หน้าโครงการนำร่องฯ | ข้อมูลพื้นฐาน 4 ภาค 19 ภูมินิเวศน์>>