นโยบายเกษตรยั่งยืน กับกระบวนการขับเคลื่อน เขตการค้าเสรีอาเซียน...สถานะหลังขจัดภาษีศุลกากร

Create PDF Recommend Print

เขตการค้าเสรีอาเซียน...สถานะหลังขจัดภาษีศุลกากร

There are no translations available.

เขตการค้าเสรีอาเซียน...สถานะหลังขจัดภาษีศุลกากร (วันที่ 1 มกราคม 2553)

................................................................................................................................................................................

โดย : โครงการปฏิบัติการเชิงนโยบายด้านความมั่นคงทางอาหาร

เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก

1.แนวคิดการค้าเสรี

จากแนวคิดที่เชื่อว่าการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการขจัดความยากจนนั้นต้องปล่อยให้ระบบตลาดทำหน้าที่อิสระโดยรัฐไม่ควรเข้าไปแทรกแซงนั้นได้มาเป็นส่วนหนึ่งของการนำพาประเทศสู่“การค้าเสรี” โดยผู้ผลิตเลือกผลิตสินค้าที่ตนมีความชำนาญสามารถผลิตได้ในปริมาณมากและต้นทุนต่ำเมื่อนำสินค้ามาซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างกันผู้ผลิตจะกำไรมากขึ้น ผู้บริโภคจะได้สินค้าที่ถูกลงตามกลไกตลาด การค้าเสรีจึงกลายเป็นเครื่องมือในการขยายโอกาสการค้าและสร้างความสามารถการแข่งขันและขยายโอกาสทางการค้า สร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจโดยมีมาตรการลดภาษีนำเข้า ยกเลิกมาตรการจำกัดปริมาณนำเข้ารวมทั้งการยกเลิกมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีเป็นตัวขับเคลื่อน ……

 2.กำเนิดเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า)

การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519 ผู้นำอาเซียน 5 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์และไทย ได้กำหนดทิศทางและวางแผนด้านเศรษฐกิจร่วมกันในปี พ.ศ. 2530 อาเซียนได้รับสมาชิกเพิ่มอีก 1 ประเทศ คือ บูรไน จากนั้นการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 4 ในปี พ.ศ. 2535 ได้มีการออกแถลงการณ์สิงคโปร์ (Singaoore Declaration of 1992) เพื่อแสดงเจตนารมย์การพัฒนาความสัมพันธ์ทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจรวมทั้งรักษาเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองภายในภูมิภาค ตามกรอบแนวคิดการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและขจัดความยากจนและได้ลงนามความตกลง 2 ฉบับ คือ ความตกลงแม่บทว่าด้วยการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียน(Framework Agreement on Enhancing ASEAN Economic Cooperation ) และความตกลงว่าด้วยอัตราภาษีพิเศษที่เท่ากันสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน( Agreement on the Common Effective Preferential Tariff Scheme for the ASEAN Free Trade Area) หรือเรียกว่า ความตกลง ซีอีพีที (CEPT) เพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีภายในภูมิภาคอาเซียนหรืออาฟต้า ( AFTA ) และเมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลอาเซียนจึงมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 โดยกำหนดเป้าหมายให้เกิดเขตการค้าเสรี ภายในระยะเวลา 15 ปีคือภายในวันที่ 1 มกราคม 2551  ต่อมาเลื่อนดำเนินการให้เร็วขึ้นเป็นภายใน 10 ปีคือปี พ.ศ. 2546 จนท้ายสุดได้กำหนดเป้าหมายขจัดภาษีศุลกากรให้หมดภายในปี พ.ศ. 2553 สำหรับประเทศสมาชิกเดิม 6 ประเทศคือ ไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์และบูรไน และภายในปี พ.ศ. 2558 สำหรับสมาชิกใหม่ 4 ประเทศคือ เวียดนาม ลาว เขมรและพม่า

อย่างไรก็ตามการดำเนินการผลักดันให้อาเซียนเป็นหนึ่งเดียวนั้นจำเป็นต้องมีการวางแผนให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค ในการประชุมสุดยอดอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการเมื่อเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2540 ณ ประเทศมาเลเซียผู้นำอาเซียนได้ประกาศวิสัยทัศน์อาเซียน (ASEAN Vision 2020) เพื่อใช้เป็นเป้าหมายของการดำเนินงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียนในศตวรรษที่ 21 และต่อมาในปี พ.ศ. 2540 ผู้นำอาเซียนได้ให้ความเห็นชอบต่อแผนปฏิบัติการฮานอยเพื่อใช้เป็นแผนการดำเนินงานให้บรรลุวิสัยทัศน์อาเซียนในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 6 ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม และในขณะที่อาเซียนอยู่ระหว่างการดำเนินตามแผนปฏิบัติการฮานอยนั้นผลจากกระแสโลกาภิวัตน์ ความล่าช้าในการเจรจาการค้าพหุภาคีและกระแสภูมิภาคนิยมรวมทั้งเศรษฐกิจการค้าภายนอกภูมิภาคได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้อาเซียนได้เข้าสู่การเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรีกับประเทศคู่เจรจาต่างๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตเรีย ฯลฯ รวมทั้งอาเซียนเองได้จัดทำการศึกษาความเป็นไปได้ของการจัดทำเขตการค้าเสรีอาเซียน-ปากีสถาน เขตการค้าเสรีตะวันออกและความตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดในเอเซียตะวันออก ซึ่งส่งผลให้อาเซียนต้องเร่งรัดให้เกิดการรวมกลุ่มระหว่างประเทศสมาชิกให้เข้มแข็งขึ้น ผู้นำอาเซียนจึงได้ประกาศแสดงเจตนารมณ์รวมกลุ่มในภูมิภาคให้เสร็จสิ้นภายในปี พ.ศ. 2563 ตามแถลงการณ์บาหลีฉบับที่ 2 (Bali Concord II) ซึ่งได้ลงนามในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 9 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2546 ณ ประเทศอินโดนีเซีย

ดังนั้นในปี พ.ศ. 2550 ผู้นำอาเซียนได้เร่งรัดเป้าหมายการจัดตั้งประชาคมอาเซียนจากเดิมที่กำหนดไว้ในปี พ.ศ. 2563 ให้เป็นปี พ.ศ. 2558 เพื่อให้ทันกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยประกาศปฏิญญาเซบูว่าด้วยการเร่งรัดการจัดตั้งประชาคมอาเซียน เมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2550 ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ และเมื่อครั้งประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 13 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ผู้นำอาเซียนได้เห็นชอบและลงนามในเอกสารสำคัญอีก 2 ฉบับได้แก่ กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Economic Community Blueprint – AEC) และปฏิญญาว่าด้วยแผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งเป็นแผนงานสำหรับการดำเนินการตามพันธกรณีต่างๆอันนำไปสู่การจัดตั้งประชาคมอาเซียนนั่นเอง

กฎบัตรอาเซียน เป็นเสมือนธรรมนูญของอาเซียนที่วางกรอบทางกฎหมายและโครงสร้างองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการขับเคลื่อนการรวมตัวกันภายในปี 2558 นอกจากนี้กฎบัตรอาเซียนจะให้สถานะนิติบุคคลแก่อาเซียนเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาล กฎบัตรอาเซียนประกอบด้วยข้อบทต่างๆ 13 บท 55 ข้อ ได้แก่ การจัดตั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนของอาเซียน การให้อำนาจเลขาธิการอาเซียนสอดส่องและรายงานการทำความตกลงของรัฐสมาชิก และการจัดตั้งกลไกสำหรับระงับข้อพิพาทต่างๆระหว่างประเทศสมาชิกเป็นต้น(กรมการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, 2552: 1-6)

 3. สถานะเขตการค้าเสรีอาเซียน...วันที่ 1 มกราคม 2553)

ตามข้อตกลงระหว่างกันภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียนนั้นที่ได้ทยอยลดภาษีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 และมีการเลื่อนดำเนินการมาโดยตลอดที่สุดได้กำหนดเป้าหมายขจัดภาษีศุลกากรให้หมด(0%) เมื่อ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 ในประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ(ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และบรูไน) และภายในปี พ.ศ. 2558 สำหรับสมาชิกใหม่ 4 ประเทศ (เวียดนาม ลาว เขมรและพม่า) ซึ่งกระบวนการลดภาษีของแต่ละประเทศอาเซียนภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียนนี้ขึ้นอยู่กับประเภทและการจัดแบ่งกลุ่มสินค้ารวมถึงสถานะของสมาชิกว่าเป็นสมาชิกใหม่หรือเก่า ทั้งนี้แบ่งประเภทสินค้าออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่ 1 สินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรแปรรูป และกลุ่มที่ 2 คือ สินค้าเกษตรไม่แปรรูป ทั้งนี้สินค้าที่เกี่ยวข้องและส่งผลกับภาคเกษตรกรรมก็คือสินค้าประเภทที่ 2 คือสินค้าเกษตรไม่แปรรูป

ในข้อตกลงระหว่างกันของเขตการค้าเสรีอาเซียนได้กำหนดมาตรการและเงื่อนไขสินค้าเกษตรไม่แปรรูปไว้ดังนี้

- กลุ่มสินค้าที่ลดภาษีทันที (IL) ซึ่งได้กำหนดให้มีการลดภาษีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ให้เหลือ 0-5% ภายในปี พ.ศ. 2546 และขจัดภาษีให้เหลือ 0% ภายในปี 2553 สำหรับสมาชิกเก่า 6 ประเทศและภายในปี 2558 สำหรับสมาชิกใหม่ 4 ประเทศ

- กลุ่มสินค้าที่ได้รับการยกเว้นลดภาษีชั่วคราว (TEL) กำหนดให้เริ่มลดภาษีให้เหลือ 0-5% ภายในปี 2546 สำหรับสมาชิกเดิม และ ปี 2553 สำหรับสมาชิกใหม่

- กลุ่มสินค้าอ่อนไหวเป็นกลุ่มสินค้าที่เพิ่มขึ้นมาเฉพาะกรณีสินค้าเกษตรไม่แปรรูป แบ่งออกเป็น

กลุ่มสินค้าอ่อนไหว (Sensitive List : SL) เป็นสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีได้มีมาตรการเริ่มลดภาษีมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2544 และกำหนดให้เหลือ 0-5% ภายในปี พ.ศ. 2553 ประเทศไทยกำหนดสินค้าอ่อนไหวอยู่เพียง 4 ชนิดสินค้า คือ ไม้ตัดดอก มันฝรั่ง กาแฟและเนื้อมะพร้าวแห้ง

กลุ่มสินค้าอ่อนไหวสูง (Highly Sensitive List : HSL) ได้แก่ ข้าวซึ่งประเทศสมาชิกขอชะลอระยะเวลาลดภาษีออกไปให้นานที่สุด สามารถมีอัตราภาษีสุดท้ายสูงกว่า 5% และมีมาตรการคุ้มกันพิเศษได้ ซึ่งมีเพียง 3 ประเทศที่กำหนดข้าวเป็นสินค้าอ่อนไหวสูง คือ อินโดนีเซีย(35%) มาเลเซีย (20%)และฟิลิปปินส์ (40%)

-   กลุ่มสินค้ายกเว้นทั่วไป (General Exclusion: GE) หมายถึงสินค้าที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ศีลธรรมและจริยธรรม สังคมชีวิตและสุขภาพอนามัยของประชาชน สัตว์และพืช วัตถุโบราณ ศิลปะและประวัติศาสตร์ สินค้าเหล่านี้ที่จะไม่นำมาลดภาษีเลย ซึ่งทุกประเทศได้ระบุสินค้าในกลุ่มนี้ ยกเว้น 2 ประเทศ คือ สิงคโปร์และไทย

นอกจากนั้นได้มีมาตรการยกเลิกโควต้าสินค้า 23 ชนิด ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กาก ถั่วเหลือง ชา กาแฟ น้ำมันปาล์ม น้ำตาล กระเทียม หอมหัวใหญ่ น้ำนมดิบ นมผงขาด มันเนย ลำไยแห้ง เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง พริกไทย กากถั่วเหลือง น้ำมันถั่วเหลือง มะพร้าวผล น้ำมันมะพร้าว ไหมดิบและใบยาสูบ เนื้อมะพร้าวแห้ง ไม้ตัดดอก เมล็ดกาแฟ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง น้ำมัน ภายในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 (คณะทำงานความมั่นคงทางอาหาร, 7-10)

สำหรับประเทศไทยนั้นได้ผูกพันสินค้าเกษตรทุกรายการ(จำนวน 8,300 ประเภทย่อย) ได้ภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือสินค้าที่ลดภาษีทันทีให้เหลือ 0% ในปี พ.ศ. 2553 (จำนวน 8,287 ประเภทย่อย) และสินค้าในกลุ่มอ่อนไหวที่จะมีอัตราภาษีสุดท้าย 5%(ไม่ลดลงเหลือร้อยละ 0) คือ ไม้ตัดดอก มันฝรั่ง กาแฟและเนื้อมะพร้าวแห้ง(จำนวน 13 ประเภทย่อย) สำหรับการลดภาษีของสินค้าทั้งสองกลุ่ม กระทรวงการคลังได้ดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้เวลาในการปรับตัวรองรับการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งได้มีการปรับปรุงโครงสร้างภาษีศุลกากรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดต้นทุนการผลิตให้แก่ผู้ประกอบการที่มีฐานการผลิตในประเทศ

 4.ข้อคิดเห็น/คาดการณ์ก่อน 1 มกราคม 2553

อย่างไรก็ตามก่อนที่อาเซียนจะใช้มาตรการลดภาษี 0% นั้นประเทศไทยเองได้มีการคาดการณ์กับสินค้าภาคเกษตรที่จะเกิดขึ้นไว้หลายมุมมอง เช่น

ผลกระทบด้านบวก

กฤษฎา บุญชัยและคณะ ในโครงการประมวลข้อมูลความมั่นคงทางอาหารเพื่อพัฒนากรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศ ประมวลผลกระทบด้านบวกที่มีต่อการลดภาษีนำเข้าต่อสินค้าอุตสาหกรรมว่า

-       เพิ่มโอกาสในการผลิตและขยายตลาดส่งออก โดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหารไทย ได้แก่ เครื่องข้าว อาหารกระป๋อง น้ำตาลทราย

-        ผู้บริโภคมีทางเลือกการบริโภคที่หลากหลายมากขึ้น สามารถซื้อสินค้าได้ในราคาที่ต่ำลง เช่น ปลาทะเล (สดแช่เย็น/แช่แข็ง) เป็นต้น

-        ผู้ประกอบการสามารถนำเข้ามาประกอบการผลิตภาษีที่ต่ำลง เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สิ่งปรุงแต่งที่ทำจากมอลต์ เป็นต้น

-        ขยายโอกาสทางการตลาดข้าวไทยเนื่องจากการอนุญาตให้เพิ่มนำเข้าชนิดของข้าวมากขึ้นและทำให้โรงสีในประเทศมีข้าวเปลือกสีแปรสภาพเป็นข้าวสารได้มากขึ้น  รวมทั้งช่วยป้องกันการปลอมปนกับข้าวคุณภาพดีของไทย ซึ่งอาจฉุดราคาให้ต่ำลงได้

-        ผลไม้ไทยบางชนิด เช่น มะม่วง มะปราง มะยงชิด จะมีปริมาณการส่งออกเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากมีคุณภาพดีกว่าประเทศอื่นๆในอาเซียน

-       สามารถจัดส่งอาหารฮาลาลไปประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศมุสลิมได้มากขึ้น

เช่นกันข้อมูลออนไลน์ http://www.clt.or.th/main/director/2010 สืบค้นวันที่ 2/6/2554 ได้กล่าวถึงข้อดีของการลดภาษีสินค้าเกษตรระหว่างกันในกลุ่มอาเซียนว่าสำหรับประเทศไทยนั้นจะมีผลดีมากกว่าผลเสียโดยพิจารณาผู้เกี่ยวข้องต่างๆภายในประเทศ สรุปได้คือ

-  ต่อผู้ผลิต จะช่วยยกระดับความสามารถในการหาปัจจัยการผลิตได้กว้างขวาง เช่น ทรัพยากรธรรมชาติจากพม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม และรับเทคโนโลยีจากสิงคโปร์ มาเลเซียที่มีคุณภาพในราคาที่ไม่แพง ซึ่งเป็นการลดต้นทุนการผลิตได้

-   จะทำให้เกิดการแข่งขันอย่างกว้างขวางและเข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้ผู้ผลิตภายในประเทศมีการปรับตัวทั้งด้านโครงสร้างการผลิต โครงสร้างการบริหารการหานวตกรรมใหม่เพื่อสามารถแข่งขันได้

-   ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้ามาอุปโภค บริโภคในราคาที่ถูกและมีสินค้าให้เลือกซื้อได้หลายประเภท

-   ผู้ส่งออกและนำเข้าทำให้ขนาดตลาดขยายตัวขึ้น
ผลกระทบด้านลบและข้อกังวล

            คณะทำงานความมั่นคงทางอาหารได้แสดงความกังวลและคาดการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นในเอกสารนโยบายสาธารณะนัยต่อความมั่นคงทางอาหารในประเด็นเขตการค้าเสรีอาเซียน : ผลกระทบต่อเกษตร โดยมีประเด็นสำคัญเช่น

-  ความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทยน้อยลง ด้วยต้นทุนที่สูงขึ้นจะทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศในอาเซียน เช่น ข้าว ข้าวโพด รวมทั้งคุณภาพของยางพารา และปาล์มน้ำมันที่ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย

-  การรุกขยายพื้นที่ปลูกพืชในประเทศกลุ่มอาเซียน เช่น อ้อย ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด ส่งผลให้ราคาพืชเหล่านี้ลดต่ำลง

-  สินค้าเกษตร 23 รายการที่ต้องลดภาษีเหลือ 0% ในวันที่ 1 มกราคม 2553 นั้นส่งผลให้สินค้า 3 ใน 4 รายการที่ไทยส่งออกไปอาเซียนเกิน 10% เช่น ข้าว น้ำมันปาล์มและเมล็ดกาแฟ ประสบปัญหาสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดอีก 1-2% ภายในปี 2558 โดยประเมินว่าการส่งออกข้าวจะสูญเสียตลาดให้เวียดนามและพม่า น้ำมันปาล์มสูญเสียให้มาเลเซีย เมล็ดกาแฟจะเสียตลาดให้เวียดนาม ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจะมีอัตราเติบโตลดลง

-  เกิดการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศใกล้เคียงส่งผลต่อระดับราคาในประเทศและการปลอมปนสินค้า

และกฤษฎา บุญชัยและคณะในโครงการเดียวกัน ได้คาดการณ์ผลกระทบด้านลบในประเด็นดังนี้

-       การทุ่มตลาดที่ส่งสินค้าขายในราคาถูกนั้นทำให้อาจนำไปสู่การควบคุมพื้นที่ปลูกข้าวของบรรษัทข้ามชาติและเจ้าของที่ดิน และมีความเข้มข้นในการสนับสนุนข้าวลูกผสม (Hybrid Rice) และGMOs ซึ่งต้องทำให้เกษตรกรต้องขึ้นต่อบริษัทปุ๋ยยาและเคมีภัณฑ์

-       เกิดการผูกขาดปัจจัยการผลิตและทรัพยากร ความสัมพันธ์เชิงอำนาจในภาคเกษตรกรรมที่ไม่สามารถแข่งขันกับเทคโนโลยีได้รวมทั้งการไม่สามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือและอุดหนุน

 5. เหตุกรณีที่เกิดขึ้น หลัง 1 มกราคม 2553

- สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รายงานการค้าสินค้าเกษตรอาฟต้าไตรมาศแรกของปีไทยยังได้ดุลการค้า เกษตรฯระบุพบมูลค่าการค้าพุ่งกว่าปีที่แล้วถึง 12.95%  ซึ่งนายธีระ วงศ์สมุทร รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “การติดตามสถานการณ์นำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟต้าในปี พ.ศ. 2554 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศสมาชิกอาเซียน 9 ประเท ศ ในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคมถึงมูลค่าการส่งออกและนำเข้าโดยรวมสินค้ายางพาราธรรมชาติ พบว่าไทยได้เปรียบดุลการค้ากับอาเซียน 9 ประเทศมากขึ้นคิดเป็นมูลค่า 51,400 ล้านบาท มูลค่าการส่งออก 68,000 ล้านบาทและมูลค่าการนำเข้า 16,500 ล้านบาท โดยมูลค่าการค้ารวมสูงถึง 84,600 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีพ.ศ. 2553 ร้อยละ 12.95  และกลุ่มสินค้าที่ไทยขยายปริมาณการส่งออกไปอาเซียนมากขึ้น ได้แก่ หอมหัวใหญ่และหอมหัวเล็กสดแช่เย็น ลำไยสด มะม่วงสด ชิ้นส่วนสัตว์ปีกแช่แข็ง เนื้อกระบือแช่แข็งและใบจากที่ใช้มวนบุหรี่ และสินค้าที่ไทยได้มีการนำเข้าจากอาเซียนมากขึ้นได้แก่ น้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันโอเลอินจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย กากน้ำมันจากผลปาล์มสำหรับทำอาหารสัตว์ มันสำปะหลังจากกัมพูชา มะพร้าวสดและผลแห้งจากอินโดนีเซียและเวียดนาม เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ โคกระบือมีชีวิตและไม้ตัดดอกสำหรับตัดช่อ(สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2554 )

-  นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศได้เปิดเผยผลการศึกษาผลกระทบต่อเศรษฐกิจข้าวไทยว่า ได้วิเคราะห์เปรียบเทียบกับประเทศเวียดนามซึ่งเป็นประเทศคู่แข่งอันดับหนึ่งของไทยในการส่งออกข้าวว่า หากปรับลดอัตราเป็น 0% ทั้ง 10 ประเทศภายใต้ความเป็นประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. 2558 นั้นพบว่าเวียดนามจะมีมูลค่าการส่งออกข้าวสารไปยังตลาดอาเซียนได้มากกว่าไทยซึ่งในปัจจุบันเองเวียดนามได้เป็นผู้ครองตลาดข้าวสารในอาเซียนนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 โดยในปี พ.ศ. 2552 นั้นประเทศเวียดนามมีมูลค่าสูงออกข้าวเท่ากับ 1,310 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศไทยส่งออกได้เพียง 316 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยส่วนแบ่งตลาดของประเทศเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 79.4% ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของไทยเหลือเพียง 19.2% (http:www.ftawatch.org/print/22544)

- http://www.mcot.net ค้นเมื่อวันที่ 2/6/2554 กล่าวถึงตัวเลขการส่งออกข้าวไทยในปัจจุบันเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเวียดนามและประมาณการใน 10 ปีข้างหน้า โดยในปี 2553 ไทยมีปริมาณการส่งออกข้าว 10 ล้านตัน ขณะที่เวียดนามมีปริมาณส่งออก 6 ล้านตัน แต่ในอีก 10 ปีข้างหน้าคือปี 2563 ไทยจะมีปริมาณส่งออกข้าวลดลงเหลือ 8.6 ล้านตัน แต่เวียดนามส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 7.5 ล้านตัน หรือขยายตัวร้อยละ 25 ส่วนไทยลดลงร้อยละ 14 ซึ่งชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนและจุดแข็งของเวียดนามที่มีผลกระทบต่อการแข่งขัน โดยปัจจุบันเวียดนามสามารถมีผลผลิตต่อไร่สูงกว่าไทย โดยเวียดนามมีผลผลิตต่อไร่ที่ 862.4 กิโลกรัม ขณะที่ไทยมีผลผลิตต่อไร่ที่ 448 กิโลกรัมและมีผลผลิตต่อไร่เป็นอันดับ 7 ของอาเซียน

- กฤษฎาและคณะ (อ้างแล้ว) พบว่าหลังเปิดการค้าเสรีเขตอาเซียน

-  มียอดสั่งซื้อข้าวพม่าสูงขึ้น เนื่องจากข้าวพม่ามีราคาถูกกว่าข้าวไทย อย่างไรก็ตามคุณภาพข้าวไทยเป็นที่นิยมรับประทานมากว่าขณะที่ข้าวพม่าที่ส่วนใหญ่ได้รับความนิยมในหมู่แรงงานพม่าที่เข้ามาขายแรงงานในพื้นที่ชายแดน รวมทั้งมีการนำข้าวญี่ปุ่นทะลักเข้ามาจำนวนมาก อีกทั้งมีการลักลอบการนำเข้าข้าวเพิ่มอันเนื่องจากข้อตกลงฯและนโยบายแทรกแซงราคาทำให้ราคาข้าวภายในประเทศสุงขึ้นและราคาข้าวขาว 5% ภายในประเทศมีราคาแตกต่างกับราคาข้าวในประเทศเพื่อนบ้าน

-          มีการนำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศที่มีเขตแดนติดต่อกับประเทศไทยและมีราคาถูกทำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเสียโอกาส โดยเฉพาะในชายแดน เช่น จังหวัดน่าน

-          สินค้าเกษตร 3 ใน 4 รายการหลักที่ไทยส่งออกไปอาเซียนเกิน 10% ได้แก่ ข้าว น้ำมันปาล์ม และเมล็ดกาแฟ ประสบปัญหาสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดอีก 1-2% ภายในปี 2558 คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม 2,040 ล้านบาท ประเมินว่าการส่งออกข้าวจะสูญเสียตลาดให้เวียดนามและพม่า น้ำมันปาล์มจะสูญเสียตลาดให้มาเลเซีย เมล็ดกาแฟจะเสียตลาดให้เวียดนาม ขณะที่ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังแม้ว่าไทยยังครองการส่งออกเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียนแต่เป็นอัตราเติบโตที่ลดลง

 6.  บทวิเคราะห์

                 ผลกระทบด้านลบที่เกิดขึ้นนั้นเห็นได้ชัดเจนว่าเกิดกับเกษตรกรรายย่อยโดยเฉพาะประเด็นข้าวจากการเปิดเสรีการค้าและการลดภาษีนำเข้า ซึ่งเวียดนามได้รับประโยชน์ค่อนข้างมากทั้งในแง่การผลิต การส่งออกและรายได้ต่อชาวนา เนื่องจากเวียดนามมีการพัฒนาการผลิตและการส่งออกข้าวอย่างจริงจังจนสามารถครองส่วนแบ่งตลาดข้าวส่วนใหญ่ในอาเซียนได้  ทั้งนี้เนื่องจากการบริหารจัดการในกลไกการตลาดข้าวเปลือกภายในประเทศของไทยตลอดจนนโยบายการเสริมสร้างศักยภาพในภาคการผลิตมิได้มีการเตรียมความพร้อมให้สามารถแข่งขันได้ การดำเนินนโยบายในการแทรกแซงกลไกตลาดของรัฐภายใต้โครงการรับจำนำข้าวเปลือกพร้อมๆกับการยกระดับราคาจำนำให้สูงกว่าระดับราคาตลาด นโยบายดังกล่าวได้สร้างผลกระทบต่อตลาดข้าวเปลือกในประเทศและตลาดส่งออกข้าวไทย อีกทั้งการขาดการพัฒนากลไกโครงสร้างของตลาดกลางเพราะมาตรการรับจำนำข้าวเปลือกที่ยกระดับราคาสูงกว่าราคาตลาดได้ทำให้ตลาดกลางข้าวเปลือกที่มีอยู่ต้องออกไปจากการทำธุรกิจและสร้างผลกระทบเชิงลบด้านคุณภาพข้าวและทำให้โรงสีในพื้นที่มีอำนาจเหนือเกษตรกรในการกำหนดราคา นอกจากนี้ต้นทุนราคาข้าวของไทยในตลาดส่งออกที่สูงขึ้นทำให้การส่งออกข้าวของเวียดนามได้เข้ามาแทนที่ตลาดอาเซียน โดยในปี 2553 การส่งออกข้าวของเวียดนามในตลาดอาเซียนได้มีถึง 2.6 ล้านตันในขณะที่ประเทศไทยสามารถส่งออำไปในตลาดอาเซียนได้เพียง 0.8 ล้านตัน       

กรณีสินค้าผักและผลไม้ในการเปิดเสรีการค้าเร่งด่วนกับจีนนั้นพบว่า การนำเข้าสินค้าผักและผลไม้จากจีนมาไทยได้เติบโตขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ในขณะที่การขยายตัวของผักผลไม้ของไทยไปจีนค่อยๆขยายตัวอย่างช้าๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่ปลูกผักและผลไม้ของไทยที่ต้องแข่งขันกับสินค้าของจีน

รวมทั้งยังมีกลุ่มสินค้าที่ไทยต้องนำเข้าจากอาเซียนมากขึ้น ได้แก่ น้ำมันปาล์มดิบจากมาเลเซีย และน้ำมันโอเลอินจากอินโดนีเซีย กากน้ำมันจากผลปาล์มสำหรับทำอาหารสัตว์ มันสำปะหลังจากกัมพูชา มะพร้าวสดและผลแห้งจากอินโดนีเซียและเวียดนาม เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ โค กระบือมีชีวิตและไม้ตัดอกสำหรับตัดช่อ

ทั้งนี้มีกลุ่มสินค้าที่ไทยขยายปริมาณส่งออกไปอาเซียนมากขึ้น ได้แก่ หอมหัวใหญ่และหอมเล็กสดแช่เย็น ลำไยสด มะม่วงสด ชิ้นส่วนสัตว์ปีกแข็ง เนื้อกระบือแช่แข่งและใบจากที่ใช้มวนบุหรี่

เห็นได้ว่าเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากไม่สามารถใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีการค้าแต่ในขณะเดียวกันกลับเป็นผู้แบกรับความสูญเสียจากผลกระทบทางการตลาดและทำให้สูญเสียรายได้ตามมา

ไม่นับรวมที่ไทยยังต้องเผชิญกับการลักลอบนำเข้าสินค้าบางชนิด เช่น ข้าวจากพม่า ข้าวโพดจากเขตแดนติดต่อประเทศไทย

 “ดังนั้นกล่าวได้ว่า ความคาดหวังที่ว่าประเทศไทยจะได้โอกาสกับการเปิดเสรีการค้ากับอาเซียนนั้นกลับกลายเป็น วิกฤตของปัญหาที่สร้างผลกระทบต่อเกษตรกรโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย”

 

เอกสารอ้างอิง

 กฤษฎา บุญชัยและคณะ ในโครงการประมวลข้อมูลความมั่นคงทางอาหารเพื่อพัฒนากรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศ. สำนักคณะกรรมการอาหารและยา (ยังไม่ตีพิมพ์)

 ข้าวไทยหมดหวังเจาะปท.อาเซียน.(ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก http://www.ftawatch.org (วันที่ค้นข้อมูล : 15 มิถุนายน 2554).

 สมพร อิศวิลานนท์. การตลาดสินค้าเกษตรและโครงสร้างการตลาด : ประเด็นปัญหาเพื่อสู่การปฎิรูป.เอกสารอัดสำเนา. การทบทวนวรรณกรรมโครงสร้างการตลาดสินค้าเกษตร

 สำนักอาเซียน กรมการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ. AFTA(ASEAN Free TRADE Area) & AEC ( ASEAN Economic Community) จากเขตการค้าเสรีอาเซียน สู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน. (ออนไลน์) .เข้าถึงได้จาก:  http://www.dft.moc.go.th/Safeguard/  (วันที่ค้นข้อมูล : 3 มิถุนายน 2554).

 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร. การค้าสินค้าเกษตรอาฟต้าไตรมาศแรกของปีไทยยังได้ดุลการค้า เกษตรฯระบุพบมูลค่าการค้าพุ่งกว่าปีที่แล้วถึง 12.95%. (ออนไลน์). เข้าถึงได้จากhttp://www.oae.go.th/ewtadmin/ewt/oae_web/ (วันที่ค้นข้อมูล : 14 มิถุนายน 2554).

 แผนงานฐานทรัพยากรอาหาร สำนักงานสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานคณะกรรมการ

สุขภาพแห่งชาติ. นโยบายสาธารณะนัยต่อความมั่นคงทางอาหารเขตการค้าเสรีอาเซียน : ผลกระทบต่อเกษตร. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.biothai.net/node/1611 (วันที่ค้นข้อมูล : 9 กุมภาพันธ์ 2554).

 หอการค้าไทยยอมรับวิตกส่งออกข้าวไทยในอาเซียนลดลง.(ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก http://www.mcot.net/cfcustom/cache_page/110933.html (วันที่ค้นข้อมูล : 2  มิถุนายน 2554).

 

                                               

ยอดรวม hit counter


วันที่เริ่มสำรวจ 02/05/2554