นโยบายพืชพลังงานและยางพารา:ความเสี่ยงและโอกาส
-
Hits11424 views
-
Favourites
-
CreatedSunday, 19 October 2008
-
Created byนาถพงศ์ พัฒนพันธ์ชัย
-
Last modifiedFriday, 15 April 2011
ประมวลเนื้อหาการสัมมนาสาธารณะ เรื่อง
“นโยบายพืชพลังงานและพืชยางพารา : โอกาส & ความเสี่ยง ของเกษตรกร”
วันที่ 17 - 19 ตุลาคม 2551
ณ ห้องศรีเมืองใหม่ ตึกอธิการบดี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
เรียบเรียงโดย
นาถพงศ์ พัฒนพันธ์ชัย
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)
ปล. เป็นการเรียบเรียงในเบื้องต้น โปรดอย่าใช้อ้างอิงทางวิชาการ
ดาว์นโหลดเอกสารประกอบการประชุมได้ที่ด้านล่างนี้

เรียบเรียงโดย
นาถพงศ์ พัฒนพันธ์ชัย
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)
ปล. เป็นการเรียบเรียงในเบื้องต้น โปรดอย่าใช้อ้างอิงทางวิชาการ
ดาว์นโหลดเอกสารประกอบการประชุม....![]()
หลักการและเหตุผล
นโยบายการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจทั้งในภาคอีสานและภาคใต้มีมานานแล้ว และมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ฐานทรัพยากร และแหล่งอาหารในสองภาคอย่างรวดเร็ว ในภาคอีสาน การส่งเสริมการปลูกมันสำปะหลัง และอ้อย เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญต่อการขยายการใช้ที่ดินเข้าไปในพื้นที่ราบ และพื้นที่ป่า ในขณะที่ภาคใต้การส่งเสริมการปลูกยางพารามาเป็นเวลามากกว่า 100 ปี และส่งเสริมการปลูกพืชปาล์มน้ำมันเพื่อการส่งออกและแปรรูปมาไม่น้อยกว่า 30 ปี ซึ่งทำให้พืชยางพาราและพืชปาล์มน้ำมันกลายพืชเศรษฐกิจที่สำคัญต่อรายได้ของ เกษตรกรภาคใต้ การใช้ที่ดินของภาคใต้จากเดิมที่เคยเป็นแหล่งปลูกข้าวและสวนผลไม้ ได้เปลี่ยนมาเป็นยางพาราเกือบทุกพื้นที่ทั้งในพื้นที่ราบ พื้นที่ป่า และพื้นที่ชุ่มน้ำ
การใช้ที่ดินในลักษณะดังกล่าวของทั้งสองภาคมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงฐาน ทรัพยากรจากผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ มาเป็นสภาพดินที่เสื่อมโทรมอันเนื่องมาจากการใช้สารเคมีอย่างหนัก แหล่งน้ำชลประทานถูกถมและปิดกั้นซึ่งส่งผลกระทบต่อการปลูกข้าวในพื้นที่ การรุกคืบในการใช้ที่ดินในพื้นที่ป่าต้นน้ำ และทำลายความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของทั้งสองภาค
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมารัฐบาลเล็งเห็นว่าการปลูกพืชเศรษฐกิจดังกล่าวควรนำมาส่งเสริมให้ มากยิ่งขึ้นเพื่อเป็นฐานการผลิตพืชน้ำมัน ทดแทนการนำเข้า เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด นำมาผลิตเป็นเอทานอลผสมในเบนซิน โดยส่งเสริมในพื้นที่ภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคกลาง ซึ่งแนวโน้มรุกเข้าไปปลูกในพื้นที่นา และที่ดินของรัฐเช่นที่ราชพัสดุ สำหรับน้ำมันปาล์มนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซล โดยส่งเสริมในพื้นที่ภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีน้ำฝนในปริมาณที่เพียงพอ ซึ่งแนวโน้มรุกเข้าไปปลูกในพื้นที่นาร้างและพื้นที่ชุ่มน้ำ
สำหรับพืชยางพารารัฐบาลได้ส่งเสริมให้ปลูกขยายเข้าไปในพื้นที่ภาคอีสาน และภาคตะวันออกเพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกน้ำมันยาง และสินค้าแปรรูปจากยางพารา เป็นที่น่าสังเกตว่า การส่งเสริมการปลูกพืชดังกล่าว ไม่ได้ส่งเสริมบนพื้นฐานของการให้ความรู้แก่เกษตรกรในการศึกษาสภาพพื้นที่ ดินฟ้าอากาศ และระบบนิเวศน์เหมาะสมอย่างไร ลักษณะพันธุ์ที่ปลูกควรเป็นอย่างไร แต่กลับส่งเสริมการปลูกจากแรงบูมของราคาผลผลิต และแข่งขันเพื่อการส่งออก ซึ่งทำให้เกษตรกรภาคอีสานรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และเปลี่ยนระบบการผลิตจากพืชอาหารมาเป็นพืชเศรษฐกิจเช่นเดียวกับภาคใต้ที่ ประสบปัญหาการขาดแคลนแหล่งอาหารของข้าว ที่ต้องนำเข้าจากภาคอื่น
ด้วยเหตุนี้เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน และภาคใต้ เครือข่ายป่าชุมชน และแก้ไขปัญหาที่ดินและป่าทั้งในภาคอีสานและภาคใต้ ร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชน จึงได้ศึกษาทำความเข้าใจ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน ต่อนโยบายพืชน้ำมันและพืชยางพาราที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร เพื่อให้เกษตรกรได้รู้เท่าทัน และวางแผนในการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตอย่างไรจึงจะเหมาะสมกับสภาพของระบบ นิเวศและรักษาความมั่นคงทางอาหารให้ยั่งยืนในอนาคต นอกจากนี้งานศึกษานำไปสู่การขับเคลื่อนปรับปรุงนโยบายของรัฐในการส่งเสริม รักษาความมั่นคงทางอาหารในพื้นที่ภาคใต้และภาคอีสาน ทั้งนี้ ทางเครือข่ายยังได้ร่วมกับสถาบันวิจัยและการพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในการร่วมจัดสัมมนารณรงค์เผยแพร่และการขับเคลื่อนทางนโยบาย เพื่อสร้างฐานองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรและสังคมไทยในอนาคต
วัตถุประสงค์การสัมมนาสาธารณะ
1. เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษานโยบายพืชน้ำมันและพืชยางพารากับผลกระทบต่อความมั่น คงทางอาหารในภาคอีสานและภาคใต้ และนำไปปรับปรุงงานศึกษาให้สมบูรณ์ต่อไป
2. เพื่อให้เกษตรกรในภาคอีสานและภาคใต้ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ในการปลูกพืชน้ำมันและพืชยางพารา
3. เพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับงานศึกษาในการขับเคลื่อนรณรงค์เผยแพร่ระดับนโยบาย
กลุ่มเนื้อหาว่าด้วยนโยบายในประเทศไทย
1. วิกฤติพลังงาน พืชพลังงาน : โอกาสของเกษตรกรไทย
โดย กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา มูลนิธิชีววิถี
สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนให้เราเห็นถึงการสิ้นสุด ยุคทองของน้ำมัน และราคาน้ำมันก็มีความผันผวนและแกว่งตัวอย่างรุนแรง ที่ผ่านมาการใช้น้ำมันเป็นไปตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจ โดยการบริโภคพลังงานขั้นสุดท้ายจะสูงสุดในภาคขนส่ง ประเทศไทยใช้น้ำมันเพลิงมูลค่า 9 แสนล้านบาทต่อปี ใช้น้ำมันเบนซิน ปีละ 12 ล้านลิตรต่อวัน
สำหรับมาตรการการส่งเสริมของภาครัฐ ก็มีมติ ครม. กำหนดให้วิกฤติอาหารและพลังงานของโลกเป็นวาระแห่งชาติ และผลการประชุมมีการตั้งคระทำงานในหลายๆ เรื่องตามมา ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองได้จัดสัมมนาไปหลายครั้ง มีการตั้งเป้าขยายพื้นที่ปลูกและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ แต่ที่น่าสนใจ คือ กลายเป็นการส่งเสริมโดยใช้บริษัทเป็นหลัก เช่น ซีพี ทำให้คิดได้ว่ารัฐประกาศนโยบายแล้วให้บริษัทมาเป็นผู้ดำเนินการ รวมทั้งมีแนวโน้มให้การผลิตเป็นไปในรูปแบบเกษตรพันธะสัญญากับบริษัทเป็น สำคัญ
สรุปก็คือรัฐมีเป้าหมายแต่ไม่มีแผนการส่งเสริมที่ชัดเจน และจากกระแสเหล่านี้โดยเฉพาะเรื่องพันธุ์พืช (ยางพารา ปาล์มน้ำมัน) ก็เปิดโอกาสให้พ่อค้านายทุนลงไปในทำกำไรในพื้นที่ เกิดการเอารัดเอาเปรียบชาวบ้าน จะเห็นว่าเป้าหมายรัฐเน้นการจัดการพลังงานด้วยการจัดหาเชื้อเพลิงราคาถูก (Demand side) โดยไม่ได้สนใจการจัดการให้สมดุลกับการใช้ และนโยบายเหล่านี้นำมาสู่การทำลายวิถีชีวิตชุมชน
เมื่อเป้าหมายบอกว่าต้องเพิ่มรายได้ ก็ต้องเพิ่มผลผลิต แล้วเรามีความสามารถเพิ่มหรือไม่และเรามีอำนาจในทางการตลาดหรือไม่ มันอยู่ในกลไกตลาดผูกขาด เกษตรกรกลายเป็นแค่คนขายวัตถุดิบ ไม่มีอำนาจต่อรอง แล้วมันจะเพิ่มรายได้จริงแค่ไหน และเมื่อต้องเพิ่มทุนในการผลิต ก็เพิ่มหนี้ และเพิ่มต้นทุนในอาหาร จึงต้องคิดอะไรมากกว่าในเรื่องเงิน ไม่ว่าจะในด้านเศรษฐกิจ สังคม และความยั่งยืน
2. นโยบายพืชพลังงาน อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน
โดย สมบัติ เหสกุล นักวิจัยอิสระ
ในปี 2011 ประเทศไทยวางแผนว่าต้องการเอทานอล 2.4 ล้านลิตรต่อวัน (ปัจจุบันทำได้ 1 ล้านลิตรต่อวัน ) และไบโอดีเซลต้องการ 3.0 ล้านลิตรต่อวัน (ปัจจุบันทำได้ 1.44 ล้านลิตรต่อวัน) ทุกวันนี้อ้อยผลผลิตต่อไร่ก็ยังได้ต่ำกว่าเป้าหมาย เขาคิดกันว่าจะเลิกส่งออกอ้อย และส่งเสริมให้ปลูกอ้อยมากขึ้น ในขณะที่คณะกรรมการข้าวก็จะบอกว่าต้องเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าว คณะกรรมการพลังงานก็บอกต้องส่งเสริมพื้นที่ปลูกพืชพลังงานแล้วจะเอาพื้นที่ จากไหน ส่วนมันสำปะหลังก็บอกว่าจะผลิตเพิ่มขึ้น แต่อุตสาหกรรมอาหารก็ต้องการใช้ปีละหลายล้านตัน เราจึงผลิตแป้งมันได้เพียงพอแค่กับอาหารแต่ไม่พอกับพลังงาน
การใช้ปาล์มน้ำมันกับน้ำมันเชื้อเพลิง ปัจจุบันอยู่ที่ 22% แต่อุตสาหกรรมอาหารยังต้องใช้น้ำมันปาล์มอยู่มาก แสดงว่าเรามีปาล์มไม่เพียงพอ นโยบายคือขยายพื้นที่ปลูกใหม่ 2.5 ล้านไร่ และปรับปรุงพื้นที่เดิม 3 แสนไร่ และเพิ่มผลผลิตต่อไปจาก 2.8 เป็น 3.5 ตันต่อไร่ (ฝันไปหรือเปล่า)
จะเห็นได้ว่าการเพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อยทำได้ถ้าเพิ่มในพื้นที่นาข้าว พื้นที่ถั่วเหลือง (รุกพื้นที่พืชไร่อื่นๆ) ส่วนมันสำปะหลังขยายพื้นที่ได้ แต่เข้าไปอยู่ในไร่อ้อยและรุกเข้าไปในพื้นที่ป่าได้ ส่วนการเพิ่มปาล์มน้ำมัน จากการวิเคราะห์ความเหมาะสมทางกายภาพและการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานทำได้ไม่ เกิน 3 แสนไร่ ซึ่งต่างข้อมูลของกรมวิชาการเกษตรที่ใช้การพิจารณาทางกายภาพเท่านั้น ทำให้ระบุว่ามีพื้นที่เหมาะสมถึง 19 ล้านไร่ แต่ถ้าเอาปัจจัยอื่นๆ มาคิดด้วยจะเหลือแค่ 3 แสนไร่เท่านั้น (ปลูกต่ำกว่า 20 ไร่ไม่คุ้มเชิงพาณิชย์) และพื้นที่ส่วนใหญ่ก็ไปอยู่ที่ภาคใต้ ส่วนภาคอีสานเพิ่มได้เพียงหมื่นห้าพันกว่าไร่ (มากสุดคือจังหวัดกาฬสินธุ์ รองลงมาคือโคราช)
จึงอยากมีข้อเสนอว่า เรื่องของพืชพลังงานไม่ควรพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ควรเป็นระดับชุมชมแล้วนำมาใช้ในครัวเรือนเป็นหลัก เช่น ปลูกไว้ตามหัวไร่ปลายนาไม่กี่ต้น แล้วนำมาแปรรูปใช้ในครัวเรือนกับเครื่องจักรกลเกษตร เป็น หรือถ้าจะทำในรูปแบบอุตสาหกรรมก็ควรเป็นโรงงานขนาดเล็กๆ ครอบคลุมพื้นที่ปลูกประมาณ ๘,๐๐๐ ไร่ต่อชุมชน และนำส่วนที่เหลือไปแปรรูปเป็นสินค้าของชุมชนได้อีกหลายอย่าง
3. จากนโยบายปลูกป่าเชิงพาณิชย์สู่นโยบายพืชน้ำมันกับความมั่นคงทางอาหารในภาคใต้
โดย ศยามล ไกยูรวงศ์ โครงการเสริมสร้างจิตสำนึกนิเวศวิทยา
แนวคิดความมั่นคงทางอาหาร เป็นแนวคิดที่ให้สังคมไทยและสังคมโลกได้พิจารณาว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิในการ มีสุขภาวะที่ดี มีอาหารที่มีคุณค่าไว้บริโภคอย่างพอเพียง ซึ่งหล่อหลอมสั่งสมมาจากวัฒนธรรมภูมิปัญญาของแต่ละสังคม และฐานทรัพยากรของระบบนิเวศน์ที่มีความแตกต่างกัน ความมั่นคงทางอาหารจะเกิดขึ้นได้ต้องไม่มีการผูกขาดในเชิงโครงสร้างทางการ ผลิต การเข้าถึงฐานทรัพยากร และการบริโภค หากแต่มีการกระจายให้ทุกคนได้มีอิสระในการผลิต การเข้าถึงและการจัดการฐานทรัพยากร รวมทั้งการบริโภคที่พอเพียง เพื่อนำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดี โดยแนวคิดความมั่นคงทางอาหารยังสอดคล้องกับแนวคิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่ถูกรับรองโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 อีกด้วย
ผลกระทบของการทำสวนยางพารา และสวนปาล์มน้ำมันเชิงเดี่ยว มีหลากหลายประการ เช่น 1) การลดลงของพื้นที่ป่าและการแย่งชิงที่ดิน 2) ระบบนิเวศเสื่อมโทรม 3) ผลกระทบต่อสุขภาพ 4) วัฒนธรรมของชาวสวนยางและชาวสวนปาล์มแบบปัจเจกแยกจากชุมชนและธรรมชาติ 5) ทำลายภูมิปัญญาท้องถิ่น 6) ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน 7) ความเสี่ยงต่อการล่มสลายของชุมชนและระบบนิเวศ
ทางออกและข้อเสนอ
1) การปลูกพืชร่วมยางสร้างความมั่นคงทางอาหารและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพได้ เป็นอย่างดี ซึ่งการปลูกพืชร่วมยางในลักษณะของสวนสมรม หรือสวนผสมมีมาแต่ดั้งเดิมควบคู่กับป่ายางของภาคใต้ แต่ภูมิปัญญาท้องถิ่นดังกล่าวได้ถูกทำลายไปจากการส่งเสริมปลูกยางพาราแบบพืช เชิงเดี่ยว (monoculture)
2) รัฐบาลต้องสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมแก่ชาวสวน โดยออกกฎหมาย คุ้มครองสิทธิเกษตรกรรายย่อย เพื่อป้องกันการผูกขาดตลาดและพันธุกรรม รับรองสิทธิทำกินแก่เกษตรกรที่ประสบปัญหาเขตป่าทับซ้อน และควบคุมการขายให้เป็นธรรม
3) ส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกพืชร่วมยาง การปลูกปาล์มน้ำมันที่ไม่ใช้สารเคมี การรวมกลุ่มของชาวสวนยางและชาวสวนปาล์ม ตลอดจนดำเนินนโยบายควบคุมกลไกตลาด แทนการผลิตตามความต้องการของตลาดในระยะสั้นซึ่งก่อให้เกิดปัญหามาโดยตลอด
4) การขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันและยางพารารัฐบาลควรทบทวนพื้นที่ปลูกที่เหมาะ สมอย่างจริงจัง ที่ไม่เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ป่าและระบบนิเวศน์
กลุ่มเนื้อหาว่าด้วยกรณีศึกษาในภาคอีสานและภาคใต้
1. กรณีมันสำปะหลังในภาคอีสาน
โดย เรืองเดช โพธิ์ศรี เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน
ข้อมูลการปลูกมันสำปะหลังพบว่ามีกว่า 7 ล้านไร่ เพิ่มจากปีที่แล้วมา 1 ล้านไร่ โดยอยู่ในภาคอีสานประมาณ 4 ล้านไร่ เกี่ยวข้องกับครอบครัวกว่า 3 แสน ครอบครัว โดยจังหวัดที่ปลูกมากสุดคือโคราช ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ ๓ ตันต่อไร่
ตอนต้นปี 51 ราคามันสำปะหลังเพิ่มสูงขึ้น คาดว่าเกิดจากประเทศจีนนำเข้ามันสำปะหลังมากขึ้น จากราคาน้ำมันอาหารแพงทำให้ต้องการมันสำปะหลังมาผลิตอาหารสัตว์ รวมทั้งไทยก็มีโรงงานผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลังด้วย ผลที่ตามมาคือ เกษตรกรขยายพื้นที่ (เปิดใหม่ ป่าหัวไร่ปลายนา และปลูกมันในนาข้าว) แต่ในเดือนพฤษภาคมเกิดฝนตกเร็วกว่ากำหนด ทำให้น้ำท่วมพื้นที่มันสำปะหลัง เกษตรกรต้องรีบกู้ ก็เจอปัญหามันสำปะหลังมีอายุสั้น เปอร์เซ็นต์แป้งต่ำมาก ขนาดหัวก็เล็ก และหาที่ขายไม่ได้อีด้วย
นอกจากนี้ ยังมีการใช้สารเคมีมากขึ้น เพราะต้องการเร่งการผลิต จากเดิมใช้ปริมาณ 1 กระสอบต่อ 2 ไร่ ก็เพิ่มเป็น 1 กระสอบต่อ 1 ไร่ แถมมีฮอร์โมนระเบิดหัว และใช้ยาฆ่าหญ้ามากขึ้น ที่บ้านดงดิบมีปัญหาสารเคมีสะสมในห้วย หนอง บึง อาหารที่มีอยู่ในธรรมชาติไม่สามารถกินได้ มีคนเริ่มขายวัวควายที่เลี้ยงไว้ เพราะไม่สามารถหาหญ้ามาให้วัวได้
ในการวิเคราะห์ต้นทุน (ต้นทุนหลักคือ ปุ๋ยเคมี ค่าแรงในการดายหญ้า) ถ้าไม่ใช้ยาฆ่าหญ้ารวมต้นทุน 7,260 บาทต่อไร่ ถ้าไม่ใช่ยาฆ่าหญ้าก็ตก 6,260 บาท ราคารับซื้อมันสำปะหลังที่เปอร์เซ็นต์แป้งเท่ากับ 30% ราคา 1.6 บาทต่อกิโลกรม และถ้าเปอร์เซ็นต์ไม่ถึง ราคาจะละลดลง %ละ 40 สตางค์ ส่วนใหญ่จึงขายได้กิโลกรัมละไม่เกิน 1.44 สตางค์ หากผลผลิตเฉลี่ย 3 ตันต่อไร่ชาวบ้านจะขายผลผลิตได้ 4,320 บาท จึงขาดทุนตลอด
ข้อเสนอจากการศึกษา
1. ต้องส่งเสริมระบบการผลิตที่ลดต้นทุนได้อย่างชัดเจน ดังกรณีที่เกษตรกรหลายรายสามารถพัฒนาเทคนิคการผลิตที่ลดต้นทุนจากการใช้ เทคนิคเกษตรอินทรีย์ในการปลูกมันสำปะหลัง
2. รัฐควรสนับสนุนให้เกษตรกรใช้ประโยชน์จากมันสำปะหลังในพื้นที่ของตนเองมาก ขึ้น เช่นการผลิตมันเส้นในระดับชุมชน และใช้เป็นส่วนผสมผลิตอาหารสัตว์ใช้เองเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้กับเกษตรกร
3. รัฐควรส่งเสริมให้เกษตรกรมีโอกาสในการเป็นเจ้าของในอุสาหกรรมมันสำปะหลัง เช่น สนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มเป็นองค์กรเกษตรกรในการผลิตเอทานอลในระดับชุมชนรวม กัน
2. กรณีอ้อย : ความฝันสีเขียว อีสานกับการเป็นโอเปกพืชพลังงาน
โดย ถนัด แสงทอง เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน
ปัจจุบันพบว่ามีป้ายเชิญชวนปลูกอ้อยจำนวนมาก มีการให้เงินสนับสนุนจูงใจ สำหรับการเปิดพื้นที่ใหม่ก็ให้เงินเพิ่มขึ้น โดยพื้นที่ปลูกอ้อยอยู่ที่ประมาณ 6.5 ล้านไร่ อยู่ในภาคอีสานมากที่สุด และเพิ่มขึ้นมาทุกปี จังหวัดที่ปลูกมากคือ โคราช อุดรราชธานี ขอนแก่น และอีสานมีโรงงานน้ำตาล 15 โรงจาก 46 โรงทั่วประเทศ (๒๐ ปีที่แล้วในอีสานมีแค่ 5 โรง)
ปัญหาที่พบจากการปลูกอ้อย ได้แก่ 1) ความไม่เป็นธรรม ไม่มีอำนาจต่อรองกับโรงงาน ต้องพึ่งโรงงานและถูกเอารัดเอาเปรียบ บางรายเสียที่ดินให้โรงงาน 2) การผลิตไม่คุ้มทุน ปีแรกรวมต้นทุน 11,420 บาทต่อไร่ ปีที่สอง 6,990 บาทต่อไร่ ส่วนมากเป็นค่าแรงงาน แต่ขายอ้อยได้ปีละประมาณ 6,400 บาทเท่านั้น จึงเห็นได้ว่าจะขาดทุนในปีแรก 5,020 บาท และได้กำไรปีที่สอง 500 บาท ที่เกษตรกรยังอยู่กันได้เพราะไม่คิดถึงค่าแรงตัวเอง 3) ปัญหาการรุกพื้นที่อาหาร เช่น อ้อยลงนา ทำลายพื้นที่อาหาร ป่าหัวไร่ปลายนา 4) มีความเสี่ยงในการผลิต 5) การใช้สารเคมีอย่างเข้มข้น 6) การใช้แรงงานหนักและผลกระทบต่อสุขภาพ และ 7) และเกษตรกรไม่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ตื่นตัวเรื่องพืชพลังงานเลย เพราะกากน้ำตาลเป็นของโรงงาน
ข้อเสนอจากการศึกษา
1. การลดต้นทุนทางการผลิต / การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ / อ้อยอินทรีย์
2. การสร้างความหลากหลายในแปลงอ้อย/การปลูกพืชอาหาร
3. กรณีปาล์มน้ำมันในภาคอีสาน
โดย มาลี สุปันตี เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน
ประเมินโดยคร่าวๆ พบว่าภาคอีสานมีพื้นที่ปาล์มปลูกแล้วกว่า 60,000 ไร่ แรงจูงใจของการปลูกปาล์มน้ำมันอาทิเช่น มองว่าเป็นการลงทุนครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ยาวนานเป็นเวลา 20 – 25 ปี ระยะเวลาการให้ผลผลิตเร็วกว่าไม้ผล อีกทั้งราคาผลผลิตไม้ผลก็ตกต่ำ ไม่แน่นอน แม้ว่าปาล์มน้ำมันจะเป็นการลงทุนที่สูงมากแต่คาดว่าจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า สามารถสร้างเงินรายได้เป็นก้อนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะนำมันแพง ความต้องการพลังงานทดแทนมีมากขึ้น ผลผลิตปาล์มมีราคาถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญมีการส่งเสริมและการสร้างแรงงจูงใจด้วยการให้สินเชื่อ การได้รับในเชิงบวก โดยธุรกิจขายพันธุ์ และสร้างแรงจูงใจด้วยการให้ผ่อนซื้อจากราคา 160 บาท ให้ซื้อในราคา 110 บาท เมื่อได้รับผลผลิตจึงจะจ่ายคืนอีก 50 บาท
ปัญหาคือ ขาดความรู้ เทคนิค การปลูกปาล์มน้ำมัน การดูแลรักษาต้นกล้า การให้น้ำ ให้ปุ๋ย กำจัดวัชพืช ควบคุมโรคและแมลง รวมทั้งความเสี่ยงด้านสภาพพื้นที่ ความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสมต่อการออกดอก การเจริญของผลปาล์ม แม้ว่าต้นปาล์มเจริญเติบโตดี แต่การให้ผลผลิตยังไม่สามารถประเมินได้ว่าคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่
ปัญหาอื่นๆ เช่น ไม่มีตลาดที่แน่นอน และยังไม่มีโรงงานสกัดปาล์มน้ำมัน ราคาผลผลิตได้เพียงกิโลกรัมละ 2 บาท การขนส่งต้องส่งโรงงานภายใน 24 ชั่วโมงหากหลังจากนั้นจะทำให้น้ำหนักลด ปัญหาการรุกพื้นที่ของปาล์มน้ำมันในพื้นที่อาหาร ปรากฏในหลายพื้นที่ เช่น พื้นที่ปลูกไม้ผล ที่ อ.เชียงคาน พื้นที่นาข้าว นาที่ลุ่มใน อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ และพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง การสูญเสียพื้นที่อันเคยเป็นแหล่งอาหารทั้งอาหารธรรมชาติ และการปลูกพืชผักอาหาร หากไม่มีมาตรการกำกับที่ชัดเจนและราคาจูงใจ จะส่งผลให้เกิดการขยายตัวเบียดแย่งพื้นที่ผลิตอาหารได้
ข้อเสนอจากการศึกษา
1. เกษตรกรรายย่อยที่ยังไม่ตัดสินใจ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเท่าทันข้อมูล ศึกษาอย่างละเอียดบนพื้นฐานความเป็นจริงของที่ดิน แหล่งน้ำ ตลาด และความรอบรู้เกี่ยวกับปาล์มน้ำมันก่อนที่จะตัดสินใจ ใคร่ครวญต่อวิถีการผลิตที่ต้องพึงรักษาพื้นที่อาหาร แหล่งอาหารธรรมชาติ อย่าให้สูญเสียไปกับการผลิตพืชน้ำมัน
2. เกษตรกรที่ลงทุนปลูกไปแล้ว รัฐต้องประสานให้มีการรับซื้อ สกัดปาล์มน้ำมันเพื่อใช้ในชุมชน
3. จำเป็นที่ต้องหาข้อสรุปทางวิชาการในการศึกษา วิจัย ค้นคว้าข้อเท็จจริง ให้เกิดข้อสรุปที่ชัดเจนก่อนทำการส่งเสริมและเผยแพร่ข้อมูล ความรู้ต่อเกษตรกรและสาธารณะ ทั้งแง่มุมโอกาสและความเสี่ยงที่จะอาจเกิดขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้เกษตรกรตัดสินใจบนพื้นฐานการรับรู้ข้อมูลที่เห็นว่าจะได้ น่าจะให้ผลผลิตที่ดี หรือได้รับคำแนะนำจากกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจกล้าปาล์ม และสุดท้ายเกษตรกรก็ต้องเป็นผู้ที่แบกรับความเสี่ยงเพียงลำพัง
4. กรณีศึกษาผลกระทบและปัญหาการปลูกยางพารา
ในพื้นที่ตำบลทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ
โดย ศูนย์นิเวศชุมชนศึกษาและเครือข่ายองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์ลุ่มน้ำเซิน
พื้นที่ชัยภูมิคาดว่าปี 2551 จะมีพื้นที่ปลูกยางพารา ประมาณ 40,000 ไร่ อยู่ในอำเภอคอนสารประมาณ 8,000 ส่วนใหญ่อยู่ที่ทุ่งลุยลาย ตอนนี้พื้นที่ร้อยละ 95 ปลูกยางพาราหมดแล้ว การเข้ามาของยางพาราในทุ่งลุยลาย ปลูกช่วงแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 พอถึงช่วงปี พ.ศ. 2536 เป็นต้นมา สำนักงานกองทุนสงเคราะห์สวนยาง ( สกย.) ได้เข้ามาสนับสนุน
การปลูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ เกษตรกรรายย่อย และเกษตรกรที่รวมกลุ่มการผลิต เช่น สหกรณ์หนองหญ้าโก้ง กลุ่มเกษตรกรทำสวนทุ่งลุยลาย เป็นต้น
ปัญหาที่พบอันดับแรกคือ ต้นทุนการผลิตสูงใกล้เคียงกับพืชเชิงเดี่ยวอื่นๆ ต้นทุนปลูกครั้งแรกประมาณไร่ละ 5,000 บาท ต้นทุนในการดูแล 6 ปี ประมาณปีละ 1,500 บาทต่อไร่ รวมทั้งหมดถึงกรีดประมาณ 14,000 บาทต่อไร่ ได้ผลผลิตต่อไร่ประมาณ 230 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี
ปัญหาอื่นๆ เช่น โรคระบาด และการปลูกพืชระยะสั้นเช่น ถั่วลิสง ทำให้ยางเติบโตไม่ดี ปัญหาการจับกุมดำเนินคดีในพื้นที่เขตอนุรักษ์ ปัญหาด้านสังคม ทำให้ประเพณีไทคอนสารไม่มีคนมาร่วม เช่น บุญเดือน 6 ผลกระทบจากากรชะล้างหน้าดิน และการไหลลงมาของสารเคมีจากสวนยางที่อยู่สูงกว่า ทำให้พืชน้ำที่กินได้หายไป ทั้งนี้ในช่วงที่เป็นยางยุคนโยบายทักษิณ พบว่ามียางออกดอกเต็มไปหมด บางรายซื้อพันธุ์จากพ่อค้าคนกลาง เขาก็บอกว่าพันธุ์ 600 แต่ปลูกได้ 6 เดือน ยางออกดอก แคระแกร็น ไม่ค่อยเจริญเติบโต
5. การปลูกยางพาราในพื้นที่ป่าดุงขุมคำ จังหวัดอุบลราชธานี
โดย ตัวแทนจากป่าดงขุมคำ
ป่าดงขุมคำครอบคลุม 5 อำเภอ เป็นป่าดิบแล้ง มีต้นจีบ ต้นกุม ต้นติ๊ว มากมาย สภาพดินมีหลากหลาย เช่น ดินทราย ดินมันปู (ไม่เหมาะปลูกพืช ที่ขึ้นได้คือผักหนาม) ดินร่วมผสมหินลูกรัง (มีมากในพื้นที่นาข้าว เป็นอุปสรรคในการทำการเกษตร) ดินร่วนปนทราย มีอยู่ทั่วไป พื้นที่ป่า 20,000 ไร่ ปัจจุบันน่าจะเหลือไม่ถึง 5% เห็นเฉพาะข้างทาง ลึกเข้าไปก็กลายเป็นยางพาราไปหมดแล้ว
สาเหตุการปลูก คือ ยางราคาสูง มีกระแสการปลูกในพื้นที่อื่นๆ และในพื้นที่เองที่ได้ผลดี (ได้รับการส่งเสริม จาก สกย. ได้กรีดจริง) ภาครัฐสนับสนุน และชาวบ้านก็ลองพืชมาหมดแล้วตั้งแต่ มันสำปะหลัง ยูคาลิปตัส กฤษณา ตะกู ก็ไม่ประสบความสำเร็จ บางพื้นที่เป็นป่าสงวน/สวนป่า ไม่ได้รับเอกสารสิทธิ์ ถ้าปลูกยางรัฐจะให้เอกสาร และมีนายทุนเข้าไปกว้านซื้อปลูกยาง และต้องการเพิ่มมูลค่าที่ดินด้วยการปลูกยางจะขายได้ราคาดีกว่า
ปัญหาที่พบ คือ โรคเชื้อรา (เกิดบ่อย ทำให้ลำต้นโค้งงอ) โรคบอด (กรีดได้แล้วหยุดไปให้น้ำยาง แล้วมันลามไปเรื่อยๆ ภาคใต้บอกว่าเกิดจากเชื้อรา ที่ติดต่อกันได้ถ้ากรีดต่อ) เกิดปัญหาการแห้งตายของยาง บางรายตายเกือบหมดสวน ยางออกดอกเป็นเรื่องธรรมชาติ โดยเฉพาะยางจากสกย. (มากกว่า 50%) ออกดอกช่วง 2-3 ปี และปัญหายางโตช้า บางรายรับพันธุ์มาจาก สกย. 1,000 ต้น ปีแรกตายมากว่า 50% ปีต่อๆ มาก็ตายเกือบหมด
ในพื้นที่มีการปลูกพืชผสมผสานด้วย แต่เน้นเพื่อขาย เช่น ข้าวโพด ฟักทอง ข้าวไร่ มัน แตงโม โดยเฉพาะมันกับยางจะเห็นเกือบทุกสวนที่สับในร่องยาง
ความเสี่ยงที่พบคือ ลงทุนสูงตั้งแต่เริ่มต้นปลูก ต้องซื้อพันธุ์ ปรับที่ ดูแล ขุดหลุม ชาวบ้านไม่มีความรู้เลยจริงๆ ไม่รู้เท่าๆ กัน (แล้วใครจะลงไปช่วยชาวบ้าน) ราคายางมีความผันผวน พี่น้องเริ่มคิดว่าจะหาทางเลือกในสวนยางมากขึ้น บางรายได้รับยางปลอม (ยางตาสอย) ก็เกิดคำถามว่าถ้าออกดอกในช่วงกรีดได้จะมีน้ำยางหรือไม่ หรือ กรีดได้สักกี่ปี ใครจะตอบชาวบ้านได้ ความแน่นอนในผลผลิตก็ไม่มีเพราะได้ผลไม่เท่ากัน ยางในแปลงทดลองเองก็ไม่รู้ว่าเป็นพันธุ์อะไร มีปัญหาเรื่องแรงงาน ไม่มีคนกรีดยาง หาแรงงานในครอบครัวไม่พอ ถ้าเด็กๆ ไม่ทำช่วย ก็ต้องหาจากข้างนอก ถ้าปลูกยางพารากันทั่วอีสานก็คงมีปัญหาแรงงานในที่สุด และเสี่ยงต่อการเสียที่ดิน อนาคตข้างหน้าก็มืดมน ภาครัฐขาดหลักประกัน
ผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ ปัญหาหนี้สิน กระทบวิถีชีวิต ป่าหัวไร่ปลายนาหายไป น้ำก็ไม่กล้าใช้กล้าอาบกิน พืชที่อยู่ในน้ำก็หายหมด กินไม่ได้ ชนิดของทรัพยากรอาหารลดลง ไม้ท้องถิ่นหายไป สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม เกิดความขัดแย้งในชุมชน เช่น การปรับสินไหมวัวไปกินยาง (หลักพันถึงหลักแสน) บางรายขายวัวทั้งคอก ทำให้อาชีพเสริมที่มีอยู่ในชุมชนหายไปเลย บางรายก็ขายที่ดิน ให้กับบริษัทและคนภายนอกซื้อไปปลูกยาง
สรุปได้ว่าการสนับสนุนของ สกย. ไม่สามารถสร้างองค์ความรู้ในการปลูกยางแก่ชาวบ้านได้ และชาวบ้านก็ได้รับพันธุ์ที่ไม่มีคุณภาพ เช่น ยางตาย และ ออกดอก
ข้อเสนอแนะ คือ ควรมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกยางพาราต่อชาวบ้านอย่างต่อเนื่ององค์กร ชาวบ้านควรมีกิจกรรมส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษุ์ป่าหัวไร่ปลายนาและสร้างทาง เลือกในวิถีที่มั่นคงในสวนยางพารา ข้อมูลผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ควรได้รับการเผยแพร่ และควรสร้างกระบวนการในการดำเนินการให้รัฐมีข้อรับประกันความเสี่ยงต่อชาว บ้าน
6. ประสบการณ์ปลูกยางพาราในภาคใต้
โดย เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้
ภาคใต้ยางพารากลายเป็นวิถีชีวิตไปแล้ว มีการสืบต่อมารุ่นสู่รุ่น องค์ความรู้ที่มีก็ตั้งแต่ ปลูกยางธรรมชาติ ปลูกริมบ้าน แต่เมื่อมีนโยบาย สกย. ก็มาจัดระบบเข้าแถวยาง บางคนก็พยายามติดตายางเอง ตอนนี้เมล็ดพันธ์ยางพื้นบ้านก็หายากแล้ว
การปลูกพืชในสวนยางก็ทำได้หลากหลาย แต่ต้องศึกษาว่าพืชอะไรที่เหมาะสม ที่อีสานเป็นป่าโปร่ง ก็น่าจะหายางพื้นบ้านมาลองศึกษาปลูกดู ได้ทั้งป่าได้ทั้งยาง เพราะการปลูกยางให้ยั่งยืน เราเน้นแต่น้ำยางไม่ได้ คิดว่ายางพันธุ์ปัจจุบันน่าจะกรีดได้ไม่ถึง 10 ปี
ปัญหาโรคยางก็มีมากขึ้น ยางใบร่วง (พันธุ์ยางอันดามันมาปลูกอ่าวไทยไม่ดี) เจอปัญหาสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ฝนตกในช่วงใบแก่จะผลัดใบ เกิดเชื้อรา ส่งผลต่อน้ำยาง สารเคมีในสวนยางก็เป็นค่านิยมของเจ้าของสวนด้วย เอาเร็วเข้าว่าแต่ส่งผลกระทบต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ได้ สวนยางที่รุกนาก็เป็นทำลายมากกว่าทำนาเสียอีก
คนใต้ที่มีสวนยางไม่ได้รวยทั้งหมด ถ้ามีพื้นที่น้อยๆ ก็ต้องกรีดสูงขึ้นทุกที จะโค่นก็ไม่ได้ไม่รู้เอาอะไรมาเลี้ยงชีพ เพราะปลูกยางอย่างเดียว อีกอย่างยางที่กรีดเลอะเทอะแล้วก็ขายไม้ยาก
ในอดีตยางพารามีจุดแข็ง คือ เป็นทางเลือกและหลักประกันด้านรายได้ในระยะยาว สมัยก่อนทำยางโดยขายยางแผ่น เก็บออมไปขาย แต่วันนี้ต้องรีบเร่งขายน้ำยาง คิดว่าดีกว่าทำแผ่น ได้เงินมาก็หมดไปเป็นวันๆ เงินออมไม่มีเลย ตัวเองเองกรีดอยู่ 5-6 ปียังปลดหนี้ไม่ได้เลย เงินออมก็ไม่มีเลย ทุกอย่างมันแพงหมด แต่ยังไงเสียต้นยางก็สามารถใช้ประโยชน์ที่หลากหลาย ต้นขายได้ ใบยาง รากยางก็ขายได้อีก
จุดอ่อน คือ ราคายางไม่แน่นอน ชาวสวนไม่สนใจปรังปรุงพันธ์ ปัญหาโรคยาง ปัญหาสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง (แต่ก่อนหลังฤดูฝนยางจะให้น้ำยาง แต่ตอนนี้ไม่ให้น้ำยาง) น้ำยางลดลงทุกปี เป็นเหมือนกันหมด เกษตรกรทำงานหนัก เวลาพักน้อย ระบบการทำงานร่างกายเปลี่ยนแปลง คนกรีดยางใหม่ๆ ตัวจะซีดเหลือง คนกรีดยางมักเป็นความดันมากเพราะอดนอน และทำลายวัฒนธรรมการช่วยเหลือกันของคนในชุมชน ลามไปถึงการเสื่อมวัฒนธรรมทางศาสนา พระไปบิณฑบาทก็ไม่เจอเจ้าของบ้าน งานวัฒนธรรมอะไรก็ตามที่จัดช่วงเช้าก็ทำไม่ได้เลย ยากที่จะหาคนมาช่วยกันคิดกันทำ
7. การจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน กรณีชุมชนบ้านทับเขือ ปลักหมู
โดย เครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด
จังหวัดตรังเป็นที่แรกที่มีต้นยาง ที่บ้านคละ ต้นยางพารามันใหญ่มาก ใหญ่กว่าต้นที่เขาเอามาปลูกอีก และมีหลายต้นด้วย แต่ก่อนยางก็ไม่ได้ปลูกเชิงเดี่ยว ปู่ยาตายาย ก็ปลูกผสมผสาน แต่ในปี 2510 มี สกย. มาส่งเสริมยางเชิงเดี่ยว (คล้ายเป็นการบังคับมากกว่าเหมือนการมัดมือชก) ช่วงแรกๆ พี่น้องก็ไม่ทำ แต่นานไปนานไปก็ค่อยๆ เปลี่ยน
ผลกระทบจากนโยบายพัฒนาที่มีต่อภาคใต้ ทรัพยากรที่หลากหลายมันสูญหายไป ปัญหาสารเคมี ปุ๋ยเคมี ทางเครือข่ายก็มองเห็นและหาทางออกแก้ไขปัญหา โดยมีรูปธรรมที่ชุมชนบ้านทับเขือ-ปลักหมู (จังหวัดตรังต่อกับพัทลุง) ซึ่งเป็นชุมชนในหุบเขามีป่าล้อมรอบ ตั้งมาปี 2488 มีคนเข้าไปจับจอง พอปี 2507 มีการสัมปทานป่าไม้ในเขต ก็มีคนเข้าไปอยู่ มีการทำไร่ ปลูกข้าว ปลูกยางพารา เก็บของป่า ปี 2525 มีการประกาศเขตอุทยาน เกิดการต่อสู้เรื่องที่ดินเกิดการรวมตัวเป็นองค์กรชุมชนที่ต่อสู้เรื่องนี้
ปัจจุบัน บ้านทับเขือมี 60 ครอบครัว ประชากร 200 กว่าคน เป็นสมาชิกองค์กร 50 กว่า ครอบครัว องค์กรมีกติกา แผนการจัดการ และกิจกรรมต่อเนื่อง ตัวอย่างรูปธรรมของการการจัดการที่ดินและที่อยู่อาศัย เช่น การมีแปลงรวม (ที่ดินปัจเจก ผลผลิตรวม) การสร้างบ้านในป่ายาง หรือปลูกพืชอาหารและอื่นๆ รวมทั้งเลี้ยงสัตว์ใกล้บ้าน ปลูกหรือเว้นพืชอาหาร สมุนไพร และไม้ใช้สอยหลายระดับชั้น ระหว่างแนวยางพารา คือ มีสี่ชั้นพืช ชั้นแรกพืชคลุมดินมีพืชที่หลากหลายมากมาย เช่นสมุนไพร ชั้นที่สองพวกผักเหรียง ชั้นสามพวกผลไม้ ชั้นสี่คือยางพาราและสะตอ เป็นต้น ไปจนถึงการออกโฉนดชุมชน สร้างแปลงพันธุ์เอง และรวมกลุ่มขายผลผลิต
ทุกวันนี้คิดว่าถ้าต่างคนต่างคิดต่างทำเราจะไม่มีอำนาจในการต่อรอง เราต้องรวมกันเป็นเครือข่าย เป็นองค์กรต่อสู้ และสร้างสิ่งที่เราต้องการ เราต้องกำหนดทิศทางในการต่อสู้ให้เป็นจริง
8. กรณีการสร้างทางเลือกในสวนปาล์ม
โดย ถาวร ศร่างเศร้า เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้
จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของเครือข่ายเกษตรกรรมทาง เลือกจังหวัดกระบี่ โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลคลองท่อมเหนือและตำบลคลองพน ได้เกิดรูปธรรมของทางเลือกในสวนปาล์มหลายระดับ สามารถสรุปได้ดังนี้
1. การจัดการที่ดินให้มีการผลิตที่หลากหลายผสมผสานกัน นับเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ของการสร้างทางเลือกในสวนปาล์ม เช่น การผสมผสานปาล์ม สวนหลังบ้าน สระน้ำ และนาข้าว
2. ปลูกปาล์มด้วยพันธุ์ใต้ต้น จากองค์ความรู้ของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกได้พบข้อพิสูจน์ที่เป็นรูปธรรม ชัดเจนแล้วว่า การนำพันธุ์ใต้ต้นปาล์มมาปลูกให้ผลผลิตไม่แตกต่างจากพันธุ์ที่ต้องซื้อหามา ในราคาแพง
3. ปรับปรุงบำรุงดินด้วยเทคนิคชีวภาพ ในพื้นที่ศึกษาบางคนสามารถผลิตปุ๋ยไว้ใช้เองได้ แต่ส่วนหนึ่งยังคงต้องซื้อปุ๋ยอินทรีย์ที่มีบรรจุถุงขายมาใช้ร่วมกับปุ๋ยคอก จากมูลวัว มูลไก่ มูลแพะ ที่เกษตรกรแต่ละรายมีอยู่ รวมทั้งมีการนำทางปาล์มมาคลุมดินเพื่อรักษาความชุ่มชื้นและเพิ่มอินทรีย วัตถุให้กับดิน
4. การเลี้ยงสัตว์ในสวนปาล์ม นอกเหนือจากเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรแล้ว ผลพลอยได้จากการเลี้ยงสัตว์เหล่านี้นอกจากมูลที่สามารถนำมาใช้บำรุงดินแล้ว สัตว์หลายๆ ชนิดจะช่วยกำจัดวัชพืชในสวนปาล์มไปด้วยในตัว เช่น วัว แพะ เป็นต้น ทั้งนี้ตัวอย่างการเลี้ยงสัตว์ในสวนปาล์ม
5. การปลูกพืชชนิดอื่นๆ ร่วมกับการปลูกพืชเศรษฐกิจ นอกจากเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยังมีไม้ใช้สอยไปใช้ประโยชน์ในลักษณะต่างๆ เป็นการสร้างความมั่นคงทางชีวิตให้กับเกษตรกร นอกจากนี้การปลูกพืชร่วมกับพืชเศรษฐกิจยังเป็นการอนุรักษ์พืชดั้งเดิมไว้ใน แปลง และสร้างความหลากหลายทางชีวภาพของพืชพรรณและสัตว์ เป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศในแปลงได้เป็นอย่างดี เช่น การปลูกพืชร่วมปาล์มเล็ก (ปาล์มอายุระหว่าง 0 - 3 ปี) ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วพร้า ปลูกข้าว ข้าวโพด สัปปะรด การปลูกพืชผักสวนครัวและสมุนไพรชนิดต่างๆ เพื่อใช้ในครัวเรือน และการปลูกพืชร่วมปาล์มใหญ่ (ปาล์มอายุ 3 ปีขึ้นไป) ได้แก่ ไม้เทียม ไม้ประ ไม้หาด ไม้มะฮอกกานี ไม้ทัง สะเดา สะตอ มังคุด เนียง ผักเหมียง ผักหวานป่า ผักหมุย มะไฟ กระชาย เปราะ ขมิ้นอ้อย ขมิ้นขาว ข่า ตะไคร้ เป็นต้น
9. กรณีศึกษายางพาราใน สปป.ลาว
โดย พรพนา ก๋วยเจริญ โครงการฟื้นฟูนิเวศวิทยาในภูมิภาคอินโดจีนและพม่า
ลาวเปิดประเทศได้ไม่นาน เริ่มจากปี 2530 นี้เอง แต่การเปลี่ยนแปลงเรื่องพืชเศรษฐกิจเริ่มในปี 2546 โดยแก้ไขกฎหมายการลงทุนเปิดให้มีการเข้าไปลงทุนจากต่างประเทศได้ 100% โดยมีที่ดินเป็นตัวดึงดูด ปัจจุบันมี 109 บริษัทได้สัมปทานที่ดินรวมกันกว่า 1 ล้านไร่ เช่น สวนป่าโอจิ-(ญี่ปุ่น) บริษัทเบอร์ล่าลาว (อินเดีย) ไทยฮั้ว (ไทย) น้ำตาลมิตรลาว (ไทย) พืชที่ปลูกมี 4 ชนิดหลักๆ คือ ยูคาลิปตัส ยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง โดยหลายโครงการมีการกระจุกตัวที่แขวงสะหวันนะเขต (ลาวประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษของลาว) ตอนนี้การขนส่งในลาวก็สะดวก และบางที่ให้สัมปทานที่ดินยาวนานถึง 75 ปี
การสัมปทานปลูกยางพาราในลาวตอนใต้ (แขวงสาละวัน และ แขวงจำปาศักดิ์) มี 3 บริษัทปลูกยางพารา รวม 189,000 ไร่ (เวลาสำปะทานประมาณ 50 ปี) ปลูกแล้วประมาณ ๖ หมื่นไร่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีอุดมสมบูรณ์มากเป็นดินภูเขาไฟเก่า ทำให้ยางพาราอายุแค่ ๒ ปี ก็โตเร็วมาก
ปัญหาที่เกิดขึ้น พบว่าชาวบ้านเสียที่ดินไปตั้งแต่ 10-90 % เสียที่ดินทำการเกษตร (ไร่ข้าว นาข้าว สวนกาแฟ จับจอง) โดยมีการชดเชยให้บ้างและไม่ทั้งหมด ส่วนใหญ่ได้ค่าชดเชยต่ำมาก เฉลี่ย 5 พันกว่าบาทต่อครอบครัว คิดเฉลี่ยต่อไร่ประมาณ ๘๐๐ บาท (ลาวไม่มีเอกสารสิทธิ์ ถือเป็นที่ดินรัฐ) บางคนก็ไร้ที่ดินไปเลย
การดำรงชีวิตของชาวลาวพึ่งทรัพยากรและการเกษตรค่อนข้างมาก ไม่ค่อยมีการรับจ้าง ในเรื่องความมั่นคงทางอาหาร ปกติจะขาดข้าวกินอยู่แล้ว แต่พอถูกสัมปทาน เดือนที่ข้าวไม่พอกินเพิ่มสูงขึ้น ใน 3 ปีแรกยังให้ปลูกข้าวในสวนยางได้ แต่หลังจากนั้นบริษัทก็ไม่ให้ปลูกอีกต่อไป ทุกวันนี้หลายคนมีรายได้จากการรับจ้างในที่ดินของตัวเอง เฉลี่ย 70 บาทต่อวัน ทั้งปีทำงานได้แค่ 142 วัน และลดลงเรื่อยๆ รายได้ต่ำมากเมื่อเทียบกับราคาอาหาร
กลุ่มเนื้อหาว่าด้วยความเห็น และข้อเสนอแนะ
1. ปาล์มน้ำมันในมุมมองของภาครัฐ
โดย ดร.อุดม คำชา ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมัน จ.หนองคาย
ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันจังหวัดหนองคาย (แต่ก่อนเป็นศูนย์วิจัยพืชสวน) ได้เริ่มการทดลองในปี 2548 โดยศึกษาการเพาะพันธุ์ปาล์ม ๘ แสนต้น (เริ่มที่พันธุ์สุราษฎธานี ๒) และนำงานวิจัยด้านการทดสอบพันธุ์เข้ามา จากการวิเคราะห์ด้านดินน้ำ พบว่าพื้นที่หนองคาย อุบลราชธานี มีความเหมาะสมกับการปลูกปาล์มพอสมควร ส่วนพื้นที่ที่เหมาะสมมากอยู่ภาคใต้ และตอนนี้ก็ได้ทดลองปลูกปาล์มในทุกจังหวัดของภาคอีสาน ในพื้นที่กรมวิชาการเกษตรและพื้นที่เกษตรกรอื่นๆ รวม 31,210 ไร่
การศึกษาเบื้องต้น ด้วยพันธุ์สุราษฎร์ธานี 1-6 ระยะปลูก 9X9 ดูแลกำจัดวัชพืช ให้ปุ๋ยเคมีตามหลักวิชาการ ให้น้ำแบบมินิสปริงเกอร์ (สภาพดินดีบ้าง เลวบ้าง) ปลูกพืชแซม เช่น สัปปะรด กล้วย ผลพบว่าในภาคอีสาน ปาล์มจะมีทางใบสั้นกว่าภาคใต้ และมีการเจริญเติบโตพบว่าโตไวกว่าทางใต้ (คิดว่าน่าจะเป็นเพราะระบบน้ำและปุ๋ย) ผลผลิตทลายสด พันธุ์สุราษฎร์ธานี 1 ได้ 1,546 กิโลกรัมต่อไร่ น้ำหนักทะลายสด 3.57 กิโลกรัม เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 19.76 แสดงว่าพันธุ์จากภาคใต้สามารถปลูกในภาคอีสานได้ ถ้าดูแลให้น้ำให้ปุ๋ยเพียงพอ
ในความเห็นส่วนตัว มองว่าปาล์มน้ำมันอยู่ที่พันธุ์ ควรเอาที่มีใบรับรอง (ของเอกชนก็ได้) ให้ระวังที่มาเร่ขายตามหมู่บ้าน และต้องเน้นเรื่องการจัดการ โดยเฉพาะน้ำ ถ้าแหล่งไหนไม่มีน้ำในฤดูแล้งจะไม่ได้ผลผลิต ถ้าขาดน้ำในช่วงอายุ ๒๑ สัปดาห์ ช่อดอกจะกลายเป็นตัวผู้ รวมทั้งการจัดการบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ ลดใช้ปุ๋ยเคมีได้ยิ่งดี แต่บางธาตุก็สำคัญต้องหามาเพิ่มเติม
ก็ต้องยอมรับว่านโยบายบางส่วนก็ผิดพลาด เช่น ปลูกข้าวโพดส่งออกป่าเราก็หมด มันไม่คุ้มเลย ในแง่งานวิจัยของกรมเองก็มีข้อบกพร่อง ช่วงปฏิวัติเขียวเราก็เอายาเอาปุ๋ยมาทดลอง ยืนยันให้บริษัทเสียเอง แต่ปัจจุบันวิกฤติพลังงาน เรากำลังเข้าสู่จุดที่จะพึ่งตนเองในระดับประเทศได้อย่างไร ส่วนมองระดับย่อยๆ ก็ยอมรับว่าประชาชนยังถูกเอาเปรียบและยากจนอยู่ ถ้ามีองค์กรมาช่วยทำให้ชีวิตเกษตรกรดีขึ้น จัดระบบให้เป็นธรรม
ในอนาคตคงจะมีการตั้งโรงงาน ปัจจุบันเรามีต้นแบบโรงงานเล็กๆ ลงทุน 5-6 แสนบาท ก็น่าจะขยายในระดับชุมชนได้ เห็นด้วยว่าไม่ต้องปลูกในพื้นที่มากๆ ปลูกบ้านละไม่กี่ต้นแล้วเอามาขายในชุมชน แต่ไม่น่าห่วงเรื่องตลาด อีกสักพักปาล์มต้องเข้ามาแทนอยู่แล้ว
2. ความเห็นเกี่ยวกับยางพาราในภาคอีสาน
โดย ตัวแทนสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง จังหวัดขอนแก่น
จริงๆ แล้วยางพาราในภาคอีสานก็มีการติติงกันมาก แต่ยางพาราเข้ามาก่อนที่มะละกอจะปลูกเสียอีก สวนยางในอีสานปลูกมาแล้วกว่า 50 ปี แม้ฝืนธรรมชาติมาก แต่พอขยายได้ เพราะพื้นที่ที่พอทำได้ และเป็นพืชที่เอาไปใช้ในอุตสาหกรรมอย่างมาก ถือเป็นมันวัสดุทางธรรมชาติที่ช่วยยันวัสดุจากปิโตรเคมี (ในรถยนต์) รายงานจากกรมวิชาการเกษตร ว่ายางพาราเป็นพืชที่ดูดกลืนก๊าซคาร์บอน ยางพาราอายุ 25 ปี พื้นที่ 1 ไร่ สามารถเก็บคาร์บอนได้ถึง 19 ตัน เทียงเคียงแล้วเก็บคาร์บอนได้สูงกว่าป่าดงดิบถึงประมาณ 70%
เกี่ยวกับสวนยางในภาคอีสาน สกย ไม่เพิ่มพื้นที่ใหม่เลย เราเน้นโค่นยางเก่าปลูกยางใหม่ โดยเอาทุนที่ส่งออกเก็บไว้ มาตั้งเป็นกองทุนสำหรับคนโค่นยางเก่าปลูกยางใหม่ และให้ทุนสำหรับช่วงที่ยังไม่ได้กรีด ในคำแนะนำของ สกย. ไม่มีการให้ใช้สารเคมี แต่มีค่าถางสวนให้ สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะความสะดวกเข้าว่า ถามกลับไปว่ากว่า 100 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีการไถสวน แต่เมื่อยางมาภาคอีสานมันไม่ได้เป็นสวนยาง แต่เป็นการปลูกสร้างไร่ยาง ความยืดหยุ่นไม่มี สกย. พยายามส่งเสริมให้ปลูกพืชที่หลากหลาย เน้นพอเพียง แต่เราถูกเปลี่ยนประเด็นจากความต้องการทางเศรษฐกิจ ต้องการพื้นที่มาก ทั้งๆ ที่ 1 ครอบครัว เหมาะสมกับการปลูกยางพารา 15 ไร่เท่านั้นเอง
ยางธรรมชาติกินน้ำปีละ 100 วัน ถ้าไม่พอต้องหาน้ำไปให้มัน หรือไม่ก็ปลูกพืชคลุมดิน และยางกับมันสำปะหลังอยู่ร่วมกันไม่ได้ ยางสีขาวเหมือนกัน กินปุ๋ยตัวเดียวกัน แต่มันสำปะหลังกินเก่งกว่ายางพารา 6 เท่า การปลูกมันสำปะหลังควบคู่ยางพาราจึงไปหยุดการเติบโตของยาง
อยากบอกว่าสิ่งที่เกิดไม่ใช่ความผิดของยางพารา ยางพาราไม่ได้เดินไปป่าดงขุมขำ ถ้าคนไม่เอาเข้าไป ในดงขุมขำเราก็ส่งเสริมเฉพาะที่มีเอกสารสิทธิ์ มีไม่กี่รายรวมกัน 23 คน แต่มีแปลงที่เกิดขึ้นเองกว่า 400 แปลง ถ้าเราเอาเงินเป็นตัวนำ คุณค่าคุณธรรมจะต่ำลง เราขอแยกผู้ปลูกยางเป็นสองกลุ่ม ผู้เพียร กับ ผู้พลอย กลุ่มผู้พลอยนึกอยากปลูกก็ปลูก ดินไม่เหมาะก็ปลูก สิ่งที่เกิดขึ้นคือปลูกแล้วเป็นโรค ต้องเสียทุนในการปรับปรุงดิน ที่ปลูกยางจึงสำเร็จหรือล้มเหลวด้วยคำเดียวคือ ปลูกยางเกินคำแนะนำ ดังนั้นไปปลูกหัวไร่ปลายนาก็ไม่ถูกต้อง ธรรมชาติจะลงโทษเอง
โครงการพันธุ์ยางของทักษิณ เน้นแจกอย่างเดียวโดยไม่สนใจว่าเอาไปปลูกที่ไหนอย่างไร ไม่ได้เป็นโครงการของ สกย แต่ สกย.มีหน้าที่ตามไปดูแล้วให้คำแนะนำ กองทุนนี้คือการสงเคราะห์ ไม่ได้เป็นผู้นำ กลุ่มเกษตรกรต้องพิจารณาเอง แล้วเรียกกองทุนไปช่วยสนับสนุน แต่เราเกือบจะกลายเป็นผู้ร้าย เช่น ในกรณีโครงการยางพาราล้านไร่ในอุบลราชธานี เราได้จัดสรรมา 5 พันคน พื้นที่ 5 หมื่นไร่ (จังหวัดอุบลราชธานีมีพื้นที่เหมาะสม 4 แสนไร่) มีเกษตรกรยื่นใบสมัครมา 17,000 กว่าคน เราก็ตัดคนที่ไม่เหมาะสมออกไป และจัดสรรให้กับคนที่ขอไม่น้อยกว่า 7 ไร่ คนที่ไดรับอนุมัติปี 47 จึงมีแค่ 3,000 กว่าคน แจกพันธุ์ยางได้ 600 คน แต่มีการยื่นหนังสือร้องเรียนกับนายกทักษิณ นายกก็ประกาศว่าใครสมัครรับหมด เราไปสำรวจแล้วตัดออกไปอีก 5 พันคน เหลือ 11,000 รายที่เราต้องแจกพันธุ์ยางให้ เป็นการแจกมากกว่าเป้าหมายถึงสิบเท่า ดังนั้น นโยบายเหนือเหตุผล เรามีความสุขกับการทำงานกับ 3 พันคนเท่านั้นเอง แต่ผมกลับต้องมาดูแลอีก 11,000 คน ในที่นี้ 40% ล้มเหลวตั้งแต่ปีแรกๆ (ก็ดีใจที่ล้มตั้งแต่ปีแรก ถ้ารอไป 7 ปีแล้วจะหนักเข้าไปใหญ่) เราจึงบอกเสมอว่าพวกที่รู้ตัวจริงๆ ว่าไม่ไหว ให้ถอนตัวไปเสีย
ยางอีสานที่ออกดอก ไม่เติบโต ต้องเข้าใจว่ามันฝืนธรรมชาติยาง เพราะยางต้องอยู่ในที่ที่อุณหภูมิกลางวันและกลางคืนต่างกันไม่เกิน 15 องศา ถ้าต่างเกินจะทำให้ยางไม่ยืด และกระตุ้นให้ออกดอก ผมบอกเลยว่ายางที่ปลูกในอีสานทุกสวนออกดอกมาหมดแล้ว และไม่มีปัญหาการกรีดแต่กรีดยากกว่าเท่านั้นเองเพราะข้อมันถี่ ส่วนการลงทุนที่มากมีจริง เพราะใส่ปุ๋ยเคมีกันมากเกินคำแนะนำ ที่บ่นว่ายางกินคนเพราะใส่ปุ๋ยมากเกิน ยางพาราส่วนหนึ่งเลยบ้าใบ เพราะใส่ปุ๋ยมากเกินไป บางสวนใส่ไปแล้วต้นละกว่า 4 กิโลกรัม การปลูกยางที่ดีที่ได้รับการส่งเสริมแล้ว ต้นทุนควรเป็น 0 บาท ผมยังบอกให้ไปถ่ายอุจาระใส่ยางแทนการใส่ปุ๋ย
การปลูกยางเราเน้นเอาเปลือกให้หนา การสร้างเปลือกที่ดีคือต้องทำให้สวนยางชุ่มเย็นอยู่ตลอด แต่เรามาเบี่ยงเบนเป็นไร่ยาง เน้นปลูกไปเรื่อยๆ ไม่ให้ความสนใจที่จริงจัง เดี๋ยวไปทำนา ไปปลูกปอ ไปปลูกมัน ไปรับจ้างจิปาถะ กลายเป็นเราทำกิจการหลายอย่างเกินตัว ปัญหาไม่ได้เกิดที่ต้นยาง มันเกิดที่คน เราต้องหาความพอดี สวนยางที่ดีเป็นมิตรกับวิถีเกษตร แต่อย่างเปลี่ยนเป็นเกษตรวิถีเมือง เอาแต่ชี้นิ้ว
ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยอีก ๓๐ ปี น้ำท่วมโลกแน่นอน แต่ถ้าเราปลูกยางอย่างดี ยางพารา 1 ไร่จะทำให้ขยับให้น้ำท่วมโลกช้าลงได้ไร่ละ 1 เดือน แต่ถ้าเราหักล้างถางพกก็จะทำให้น้ำท่วมโลกเร็วขึ้นไร่ละ 1 เดือนเหมือนกัน
3. นโยบายและกระบวนการขับเคลื่อนยางพาราภาคประชาชน
โดย กำราบ พานทอง สถาบันศานติธรรม
ขอฟันธงนิดนึงว่าเรายังพอมีเจ้าหน้าที่ของ สกย ที่สนับสนุนการทำยางที่สร้างความหลากหลาย ปี 2535 ผมเคยไปทำงานกับศูนย์วิจัยยาง ให้บอก สกย. ว่าขอปลูกพืชร่วมยางพาราและไม่ปลูกเป็นแถวเป็นแนวได้หรือไม่ ศูนย์วิจัยยางก็ให้ออกหนังสือรับรองมา แต่ สกย. ก็ไม่เข้าใจ ถ้าเป็นไปได้อยากให้พี่น้องอีสานทำโครงการวิจัยกับเขาได้เลย และเขาก็ปรับระเบียบแล้ว ที่สำคัญเรื่องยางน่าจะเป็นเรื่องของชาวบ้าน ผมเชื่อว่าชาวบ้านปลูกได้ไม่แพ้รัฐ
ในเชิงสถานการณ์ ก็มีความกังวลหลายเรื่อง นักการเมืองต้องการเพิ่มพื้นที่ปลูกยาง (จะเพิ่มอีก 30 ล้านไร่) เอาเข้าจริงๆ พื้นที่มีไม่ถึงแน่ และอาจมีกระบวนการยึดที่ดินด้วย ส่วนเรื่องของต้นทุนพบว่าต้นทุนยางพาราอยู่ที่ กิโลกรัมละ 65 บาท (และจะเพิ่มขึ้นไปอีก ไม่รวมการสูญเสียในระบบ สูญเสียโอกาสปลูกพืชอื่นๆ) ก็อยากให้พี่น้องคิดต้นทุนยางพาราอย่างแท้จริง
ผลผลิตของอีสานตั้งเป้าไว้ว่าไปให้ถึง 310 กก/ไร่ ผมว่าเราอาจทำได้แค่ครึ่งเดียว เพราะหลายเรื่องที่ สกย. แนะนำเกษตรกรก็มีข้อจำกัดไม่สามารถทำได้ทั้งหมด
ตลาดยาง เขาประกาศราคาเป็นยางแผ่นรมควัน เวลาขายยางแผ่นชาวสวนจะถูกตัดราคาลงไป 2 บาท วันนี้สมาคมยางพาราบอกว่าไม่สามารถส่งออกได้เพราะไม่มีคนรับซื้อ เพราะจีนส่งยางออกไปขายอเมริกาไม่ได้ พ่อค้าก็เลยไม่ซื้อยาง (ยางล้นสต๊อก) ราคามันจึงขึ้นกับโลก ควบคุมไม่ได้ และแนวโน้มยางพาราจะล้นโลกมากกว่านี้ (ดูจากจีนไม่รับซื้อทีไรราคาก็ตกทุกที) มีความเสี่ยงสูง ขึ้นลงเร็วมาก วันต่อวัน
วิกฤติที่เราเจอแน่ๆ คือ ต้นทุน โรคระบาด (จากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ) พัทลุงเจอโรคระบาดที่ยังไม่รู้จัก สารเคมีมาก วัฒนธรรมการพึ่งตนเองถูกลดทอน (กินแกงถุง) ฐานผัก ผลไม้สูญเสียไปกว่า 20-80 % แต่ทุนเดิมเราก็ยังมีอยู่ คือ ภูมิปัญญาด้านอาหารและยา การพึ่งพาคนกับป่าก็ยังมีให้เห็น บางกลุ่มในภาคใต้ก็พยายามพึ่งตนเอง มีการจัดกระบวนการเรียนรู้ (โรงเรียนชาวสวนยาง)
ผลกระทบจากนโยบายยางต่อชุมชน มีหลายประการ ได้แก่ การทำลายความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านพันธุกรรมพืช อาหารและยาสมุนไพร การทำลายป่าต้นน้ำ ป่าชุมชน ป่าหัวไปลายนาและป่าครอบครัว พื้นที่ทำสวนผลไม้และนาข้าวที่สมบูรณ์หมดไป เกิดหนี้สินระยะยาวและการสูญเสียที่ดินทำกินเพราะต้นทุนการทำสวนยางสูงมาก แรงงานหายาก ต้องใช้แรงงานต่างถิ่นและต่างด้าวมากขึ้น เกษตรกรถูกควบคุมและละเมิดสิทธิจาก พรบ.ควบคุมยาง 2542 ขาดการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและวางแผนนโยบายยางแห่งชาติ ขาดแผนงานและยุทธศาสต์ที่ชัดเจนเช่นยุทธศาสตร์ศูนย์กลางยางพาราโลก ขาดกฎหมายและกฎระเบียบที่สนับสนุนและเอื้อต่อการทำเกษตรยั่งยืนในสวนยาง ทุนทรัพยากรดิน น้ำ ป่า ถูกแย่งชิง วัฒนธรรมการพึ่งพาตนเอง ถูกลดคุณค่า สุขภาวะชุมชน เสื่อมถอย ความมั่นคงและความปลอดภัยด้านอาหารน้อยลง ไปจนถึงขาดความมั่นคงในที่ดินทำกิน เป็นต้น
ทิศทางข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม ทิศทางใหม่ของชุมชนชาวสวนยางขนาดเล็ก คือ สร้างชุมชนชาวสวนยางขนาดเล็ก ในระบบสวนยางยั่งยืน มี พรบ.สงเคราะห์การทำสวนยาง หรือกฏหมาย ที่สนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่สวนยางของระบบนิเวศน์ต่างๆ รวมทั้งเขตป่า มีองค์กรและเครือข่ายชุมชนชาวสวนยางขนาดเล็ก มีการพัฒนาและปรับปรุงปัจจัยการผลิต และเพิ่มมูลค่าผลผลิตด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น และเทคโนโลยีที่เหมาะสม มีฐานอาหาร ฐานรายได้ ฐานสุขภาพ ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในระดับครอบครัว
แนวทางและข้อเสนอการขับเคลื่อนต่อไป
- ยกระดับประเด็นยางพารา เป็นวาระร่วม อย่างน้อย 10 ปี
- พัฒนาโครงการลงทุนร่วมกันของภาคประชาชนใน 3 ด้านคือ
- การสำรวจ ศึกษา รวบรวม จัดทำฐานข้อมูลพัฒนา และแลกเปลี่ยนกล้าพันธุ์พื้นบ้านทั้งพันธุ์ยางพาราและพืชพื้นบ้าน
- พัฒนานักวิจัยชาวบ้านอาสาฯ ศึกษาวิจัย สวนยางทางเลือกเพื่อการพึ่งตนเอง ครบวงจร ในแปลงตนเองหรือแปลงชุมชน ระยะเวลาศึกษาวิจัย 8-15 ปี
- ศึกษาผลกระทบนโยบายส่งเสริมการปลูกยางพาราทั้งภาคใต้และอิสาน
- แลกเปลี่ยนเทคนิค ประสบการณ์ องค์ความรู้ระหว่างเครือข่ายชุมชนเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่ารวมทั้งผลผลิตที่ไม่ใช่ยางพารา
- พัฒนานโยบายยางพาราภาคประชาชน โดยมีคณะทำงานศึกษาและพัฒนากระบวนการที่ต่อเนื่องจากเวที
- จัดตั้งชมรม สมาพันธ์หรือสมาคมชาวสวนยางขนาดเล็ก ร่วมมือกันในพื้นที่ต่างๆ
- ยกร่างและผลักดัน ร่าง พรบ.การทำสวนยางที่ยั่งยืนและนโยบายยางพาราภาคประชาชน
4. แนวคิดเกี่ยวกับพืชพลังงานและความมั่นคงทางอาหาร
โดย อ.บัญชร แก้วส่อง นักวิจัยอิสระ
ผมไม่ค่อยมีความรู้มากนัก แต่เคยไปดูงานมาก่อน มาคิดว่าถ้าผมเป็นเกษตรกรก็คงปลูกแน่ๆ เพราะปลูกได้ ราคาดี ค่อนข้างจูงใจ แต่ก่อนปลูกผมจะคิดถึงคำที่ประธานที่ประชุมขององค์การสหประชาชาติบอกว่า “นโยบายพืชพลังงานของประเทศต่างๆ คืออาชญากรรมของมวลมนุษยชาติ” เพราะมันทำให้เกิดวิกฤติอาหารของโลก ไทยเราไม่เคยได้ยินเรื่องวิกฤติอาหารแต่ปีนี้ราคาข้าวเพิ่มขึ้นสองเท่า ถ้าราคาอาหารแพงขึ้นเรื่อยๆ เราจะขายปาล์มซื้อกินได้แค่ไหน
ที่ผมไปศึกษาดูงานมา ผมกังวลเรื่องอาหาร นาถูกทิ้งร้างเพราะคนไปทำงานอุตสาหกรรม ข้าวก็เลยต้องซื้อหมด พัทลุงนาก็ถูกทิ้งร้างกลายเป็นยางและปาล์ม พื้นที่อาหารลดลงแน่นอน ข้อมูลตรงนี้ควรตรวจสอบด้วยว่ามันเปลี่ยนไปแล้วเท่าไหร่
ที่ภาคอีสาน ผมเคยไปภูทอก สมัยก่อนขึ้นไปยอดภูมองลงมาเป็นนากับไร่ เดี๋ยวนี้ไม่เห็นเลย เห็นแต่ยางพารา ผมก็สงสัยว่าคนแถวนี้คงกำลังขายยางและซื้อข้าวกิน ถ้ายางแพง โอเค ตอนนี้ราคาตกเหลือ ๔๐ บาท ส่วนพื้นที่นาที่หายไปจะเพิ่มขึ้นได้มั้ย ดังนั้นวิกฤติอาหาร “ข้างหน้าคุณลำบากหน้า ถ้าคุณไม่มีข้าวกิน” ภาคใต้มีทั้งนา ทั้งสวน เราอยู่ได้ ถ้าเราทิ้งนา เราตายแน่
แหล่งอาหารของสังคมไทยอยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่ฐานทรัพยากรธรรมชาติ น้ำ ป่า เล ตอนนี้ป่าถูกรุกจากยางพารา จากมันสำปะหลัง อาหารจากป่าไม่มีต้องซื้อหมด ยูคาลิปตัสไล่ลงไปพื้นที่ทาม เห็ดในป่าก็ไม่มี แหล่งอาหารลดลงมหาศาล และพอใช้ยาฆ่าหญ้า อาหารที่เคยมีอยู่ก็ลดลงอย่างทันตา แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร ชีวิตจะเป็นอย่างไร ในส่วนฐานการผลิตก็เห็นแล้วว่าพื้นที่พืชอาหารลดลง อ้อยไล่จากโคกลงมานา มันก็ไล่จากที่ดอนลงมาหานา “วิกฤติการอาหารจะเป็นวิกฤติของชุมชนแน่นอน และความปลอดภัยในชีวิตก็จะไม่มี” มีเงินเยอะแต่ต้องรักษาตัวกับมีเงินน้อยแล้วกินอาหารธรรมชาติอย่างไหนจะดี กว่ากัน
นอกจากนี้ความมั่นคงทางอาหารนั้นไม่ได้อยู่ที่การผลิตอย่างเดียว แต่มีการแลกเปลี่ยนตามวัฒนธรรม มีการหยิบยืม มีพิธีกรรม ให้คนจนได้พอกิน ความมั่นคงทางอาหารคือการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมด้วย แต่ตอนนี้กลายเป็นการแลกเปลี่ยนด้วยเงิน ถ้าไม่มีเงินก็ไม่มีกิน
วิกฤติพลังงาน ถ้าเราคิดการสร้างการพึ่งตนเองของชุมชน ไม่ใช่ไปขายให้บริษัท กระบวนการภายหน้าควรเป็นการสร้างพลังชุมชนท้องถิ่นในการปลูกและจัดการ ชุมชนต้องตั้งรับให้ดี เราอย่าไปวิ่งตามกระแสให้มากเกินไป ผมไปทำวิจัยที่ทุ่งลีลาย แต่เดิมมีป่าเยอะก็ตัดป่าปลูกมันสำปะหลัง พอมันราคาตกก็มาปลูกมะขาม พอมะขามราคาตกก็ปลูกยาง แล้วถ้ายางราคาตกอีกจะปลูกอะไร
ความมั่นคงทางอาหารต้องคุยกันในชุมชนว่าเราจะอยู่กันได้อย่างไร มองนาไม่ใช่ข้าว ไม่ใช่เงิน ในนามีผักมีปูกบเขียด สิ่งเหล่านี้เป็นอาหาร การสร้างอาหารจากระบบนิเวศมันหายไป ระบบโหนด นา เล ก็สร้างอาหารได้เยอะมาก และเป็นรายได้ได้ด้วย เราควรฟื้นและสร้าง มาผสมผสานกับพืชใหม่ ไม่ใช่ปลูกแต่พืชใหม่ทั้งหมด
ภาคใต้เองก็ขยับไปไกล ช่วงหลังมีการผสมผสานมากขึ้น เลี้ยงแพะก็ได้ปุ๋ย ผลดีของยางอินทรีย์ก็ชัดเจน จึงเห็นได้ว่าเราสามารถพัฒนาได้ แต่ก็ยังเสี่ยงถ้าปลูกยางอย่างเดียว ก็เริ่มมีอาหารเข้ามาในยางมากขึ้น ยางเชิงเดี่ยวก็เริ่มผสมผสานมากขึ้น แต่ต้องเน้นความเป็นธรรมชาติและความหลากหลาย มีทั้งอาหารและรายได้ควบคู่กันไป
การไม่ตกเป็นเหยื่อนั่นยาก เพราะกลุ่มสื่อต่างๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก อะไรเป็นผลประโยชน์ก็ผ่านมาทางสื่อ และผ่านข้อมูลด้านเดียว ว่าได้เท่าไร ดีอย่างไร เช่น มะม่วงหิมพานต์ บอกว่าปลูก 5 ปีได้ผล ก็ได้จริง แต่ปีต่อมาไม่ได้ผลเลย หรือ วัวราคาดีเราก็แห่ไปซื้อมาเลี้ยง วัวก็ขึ้นราคา เลี้ยงวัว 5 ตัวเสียเงิน 2 แสน พอเลี้ยงไปกลับไม่มีลูก ขายไปก็ไม่มีราคา สิ่งเหล่านี้เพราะก็ได้แต่ข้อมูลด้านเดียว ขาดการวิเคราะห์ข้อมูลที่หลากหลาย
ดังนั้น เราต้องวิเคราะห์ให้ลึกๆ ก่อน แล้วให้อยู่บนฐานภูมิปัญญาของเรา เราต้องค้นและเอามาเรียนรู้ ก็จะช่วยนำไปสู่เศรษฐกิจพอเพียง เป็นไปได้มั้ยว่า
1. เรามีอาหารกินเอง
2. พลังงานก็ผลิตเองบางส่วน ซื้อบ้างที่จำเป็น ควรมองพลังงานในท้องถิ่นก่อน เช่น สบู่ดำ หรือ ยางนา คิดถึงภูมิปัญญาเราด้วย
3. ยา ก็ใช้สมุนไพรพื้นบ้าน (ฝรั่งกับญี่ปุ่นก็มากว้านซื้อภูมิปัญหาเราไปผลิตยามาขายเรา)
ดังนั้นเราอย่าวิ่งไปกินแอปเปิ้ลทั้งหมด กินบักสีดาบ้าง ค้นหารากเหง้าตนเองให้เจอ ไม่งั้นเราจะวิ่งตามเขาตลอดเวลา สุดท้ายก็วิ่งกลับมา ปุ๋ยเองเราก็วิ่งตามไปเคมีแล้วก็วิ่งกลับมาปุ๋ยชีวภาพที่มีอยู่ดั้งเดิม โดยเอาเทคโนโลยีจากข้างนอกมาประกอบด้วยได้
วันข้างหน้า ปัญหามันจะตามมาอีกมากมาย ปัญหาโลกร้อนก็ทำให้แบบแผนธรรมชาติเปลี่ยน เพราะเราอหังการเอาชนะโลกมากจนเกินไป เช่น เราใช้โทรศัพท์มากเกินไป ไปรบกวนคลื่นในธรรมชาติ อาจทำให้ฟ้าผ่ามากขึ้นก็ได้ มันนอกเหนืออำนาจความรู้เราแต่เป็นไปได้
ผมไม่อยากให้ติดกับดักกระแสทุน ที่บอกว่า “ชุมชนทำอะไรไม่ได้ ต้องผลิตให้เขา เอาไปขาย” นโยบายที่ผ่านมาก็เอื้อแต่ทุน ไม่เอื้อเกษตรกรายย่อย เช่น เหล้า กฎหมายบอกว่ารายย่อยทำไม่ได้ ไฟฟ้า คนอื่นทำไม่ได้ต้องบริษัทกับ กฟผ. แต่ที่แม่คำปองผลิตเองได้ เหลือขายด้วย อย่าลืมว่าไบโอดีเซลมาจากปราณบุรี แต่นายทุนไม่ยอมให้ขึ้นมา ไปกว้านซื้อมะพร้าวเพื่อทำลายเรื่องนี้ แต่ในชุมชนทำได้แน่ ผมเคยแหย่ชาวสวนภาคใต้เรื่องฮอร์โมนเร่งปาล์ม ให้ทดลองดู อาจล้มได้ แต่เราต้องไปหนุนช่วย บริษัทไม่ค่อยสนใจพวกนี้ เราควรจะลองดูนะ ทั้งโรงไฟฟ้าชุมชน ปั๊นน้ำมันชุมชน ต้นทุนอาจสูง แต่มีคุณค่าอื่นๆ อีกมากมาย ที่มีต่อชีวิต มีต่อความสัมพันธ์ ต่อสิ่งแวดล้อม ถ้าเราเจอบางทีราคาที่สูงกว่ามันคุ้ม อย่าปล่อยให้ชาวบ้านก้มหน้าก้มตาทำเพียงลำพัง
ผมเชื่อว่าเป็นไปได้แน่นอน อย่าไปติดกับดับทุน เราต้องทันกระบวนการครอบงำทางปัญญา ทางเศรษฐกิจ เราต้องฟื้นขึ้นมาโดยตัวของเราเอง...
ดาว์นโหลดเอกสารประกอบการประชุม....
เอกสารหมายเลข 1 จากนโยบายปลูกป่าเชิงพาณิชย์สู่นโยบายพืชน้ำมันกับความมั่นคงทางอาหารในภาคใต้
เอกสารหมายเลข 2 ปรากฏการณ์มันสำปะหลังในภาคอีสานกับสถานการณ์ด้านอาหาร และพลังงาน
เอกสารหมายเลข 3 การปลูกยางพารากับผลกระทบต่อป่าหัวไร่ปลายนา
เอกสารหมายเลข 4 การปลูกยางพาราตำบลทุ่งลุยลาย อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ
เอกสารหมายเลข 5 การจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน กรณีศึกษาองค์กรชุมชนบ้านทับเขือ-ปลักหมู
เอกสารหมายเลข 6 กรณีศึกษาการจัดการทรัพยากรป่าไม้โดยเครือข่ายป่าชุมชนดงขุมคำ
เอกสารหมายเลข 7 การสร้างทางเลือกในสวนปาล์ม เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้
กลับสู่ด้านบน ![]()





