มองวิกฤติซับไพรมในอเมริกา
-
Hits4161 views
-
Favourites
-
CreatedSaturday, 25 October 2008
-
Created byนาถพงศ์ พัฒนพันธ์ชัย
-
Last modifiedTuesday, 19 April 2011
มองวิกฤติซับไพรมในอเมริกา
ถ้าทุนนิยมเลี้ยวซ้าย แล้วบอกอะไรกับสังคม?

เรียบเรียงโดย
นาถพงศ์ พัฒนพันธ์ชัย มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)
รูปและเนื้อหาอ้างอิงจาก
สฤณี อาชวานันทกุล (Fringer | คนชายขอบ)
| หมายเหตุ : ข้อเขียนชิ้นนี้เก็บความมาจากเวทีเสวนาเล็กๆ แต่เนื้อหาไม่ธรรมดาเวทีหนึ่งที่ว่าด้วยวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยได้รับเกียรติจาก อาจารย์ปกป้อง จันวิทย์ และ คุณสฤณี อาชวานันทกุล มาพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างๆ อย่างไรก็ตามผู้เขียนไม่ใช่ผู้ที่สันทัดในวิชาการด้านนี้ การนำเสนอเนื้อจึงอาจเกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนขึ้นได้ จึงขออภัยล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ |
อะไรคือ วิกฤติซับไพรม?
“ซับไพรม” ในทางเทคนิคหมายถึงลูกหนี้ที่มีอันดับเครดิต (FICO credit score) ต่ำกว่า 620 แต่เจ้าหนี้บางรายนิยามสินเชื่อเป็นซับไพรม สำหรับลูกหนี้ที่มีอันดับเครดิตสูงถึง 680 ถ้าวางเงินดาวน์ต่ำกว่า 5% หรือ ถ้าพูดง่ายๆ ซับไพรมในความหมายไทยๆ คือ ลูกหนี้ด้อยคุณภาพที่มีรายได้ต่ำ งานการไม่มั่นคงและไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
เช่นนี้แล้ว "วิกฤติซับไพรม" จึงถูกอธิบายว่าเป็นวิกฤติด้านการเงินในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดจาก ลูกหนี้ไม่สามารถชำระเงินงวดที่ต้องส่งให้กับสถาบันการเงินได้ ซึ่งถ้าเกิดในเมืองไทยก็คงเป็นเพียงปัญหาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้และไม่ ส่งผลกระทบอะไรมากมาย แต่เพราะเกิดในอเมริกาและเพราะรากฐานสังคมที่เป็นทุนนิยมสุดหัวใจ บวกวัฒนธรรมการเก็งกำไรและมองทุกอย่างเป็นสินค้า ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงลุกลามบานปลาย
วิกฤติซับไพรมเป็นมาอย่างไร?
ก่อนที่จะไล่เรียงปรากฏการณ์วิกฤตินี้ ต้องเข้าใจโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคมและระบบการเงินของอเมริกาก่อน กล่าวคือช่วงหลังเหตุการณ์ 11 กันยา เป็นต้นมา รัฐบาลได้เน้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการบริโภคมากขึ้น ออกมาตรการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จนเกิดสภาพคล่องในตลาดเงิน ส่งผลให้เกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ เพราะคนหันมากู้เงินซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้น ราคาบ้านก็สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในตอนนั้นไม่ว่าใคร ก็ไม่คิดว่าราคาบ้านจะตก (จะว่าไปแล้วก็เหมือนกับสังคมไทยในช่วงที่ผ่านมา ตอนนั้นใครจะคิดไปว่าฟองสบู่จะแตก) พูดง่ายๆ ว่าคนที่อยู่ในฟองสบู่ไม่มีทางรู้ตัวได้ว่ามันเป็นฟองสบู่ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างดูสดใสไปหมด จนกว่าจะถึงวันที่มันแตกถึงจะรู้ความจริง
นอกจากนี้ระบบการเงินของอเมริกาเน้นการเปิดเสรีค่อนข้างมาก ธนาคารไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่ธนาคารที่ต้องดูแลลูกหนี้ของตัวเอง บริษัทต่างๆ สามารถเข้ามาทำหน้าที่ทางการเงินได้ อีกทั้งในระบบสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ก็มีตัวละครที่เข้ามาเกี่ยวข้องหลาย ตัว ได้แก่
1. "ลูกหนี้" หรือผู้กู้ซื้อบ้านด้อยคุณภาพที่เรียกว่าซับไพรม
2. "นายหน้าปล่อยเงินกู้" ที่ได้ค่าคอมมิชชั่นจากยอดเงินที่ปล่อยออกไป โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหนี้เหล่านี้
3. "เจ้าหนี้เงินกู้" ส่วนใหญ่ก็คือธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินต่างๆ
4. "นิติบุคคลเฉพาะกิจ" หรือ SPV (Special Purpose Vehicle) นับเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวกลางในการบริหาร โครงการและทำการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ ในที่นี้คือบริษัทที่สามารถนำเอาหนี้ของธนาคารมาออกเป็นหลักทรัพย์ได้ พูดง่ายๆ คือ บริษัทที่ขายความเป็นเจ้าหนี้ให้กับใครก็ตามที่สนใจมาซื้อ (ซึ่งแน่นอนว่ามีผลตอบแทนดึงดูดใจมากกว่าการลงทุนด้านอื่นๆ โดยเฉพาะหนี้ที่แย่มากๆ คนที่มาซื้อก็จะได้ผลตอบแทนการลงทุนสูงมากเช่นกัน)
5. “บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ” เป็นพวกที่คอยประเมินว่าหลักทรัพย์ไหนมีความน่าลงทุนแค่ไหน เช่น ถ้าหลักทรัพย์มีความมั่นคงมากและผลตอบแทนสูงมากอาจได้อันดับ AAA เป็นต้น
6. “นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์” ซึ่งมีทั้งนักลงทุนที่เป็นบุคคลรายย่อย นักลงทุนที่เป็นสถาบันการเงิน หรือ กองทุนของชุมชนต่างๆ เป็นต้น
7. “บริษัทรับประกันความเสี่ยง” ซึ่งคอยรับประกันการลงทุนให้กับผู้ที่สนใจ โดยให้สัญญาว่าหากนักลงทุนไม่ได้ผลตอบแทนจะจ่ายเงินชดเชยให้แลกกับเงิน ประกันที่ต้องจ่ายตามอัตราที่กำหนด
8. “Hedge Fund” หรือ อุตสาหกรรมทางการเงินขนาดใหญ่ เป็นกองเงินสำหรับการลงทุนที่มาจากนักลงทุน หรือสถาบัน โดยมีผู้บริหารกองเงินเป็นผู้ดำเนินการลงทุนให้ เป้าหมายคือการแสวงหากำไรมหาศาล จากการคาดคะเนการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ หรือเงินตราต่างประเทศในอนาคต ในที่นี้ก็คือกองทุนที่มาลงทุนรับความเสี่ยงให้กับบริษัทรับประกันความ เสี่ยงอีกที (ดูภาพประกอบ)

ที่นี้ลองนึกภาพไปที่โต๊ะปล่อยเงินกู้แห่งหนึ่ง
ชายคนหนึ่งซึ่งไม่มีงานทำ ไม่มีหลักทรัพย์ แต่ต้องการเป็นเจ้าของบ้านหนึ่งหลัง กำลังนั่งคุยกับนายหน้าปล่อยเงินกู้
"ผมอยากกู้เงินซื้อบ้านครับ แต่ผมไม่มีงาน ไม่มีหลักทรัพย์ ผมจะทำไงดี"
"ไม่มีปัญหา" นายหน้าตอบไปในทันที (ก็มันไม่ใช่เงินผมสักหน่อย)
"แล้วผมต้องเสียดอกเบี้ยเท่าไรครับ" ชายผู้อยากกู้เงินยังถามต่อไปด้วยความไม่มั่นใจ
"โอ๊ย คุณจะเสียดอกเบี้ยถูกมากในช่วงปีแรกๆ ก่อนที่จะลอยตัวในปีที่เหลือซึ่งก็ไม่มากมายอะไร” (โดยไม่ได้บอกความจริงว่าเมื่อลอยตัวดอกเบี้ยจะมหาโหดขนาดไหน)
"โอ้! ดีมากเลย แล้วผมต้องทำอะไรบ้างครับ"
"เซ็นต์ชื่อให้ผมตรงนี้ ที่เหลือผมจัดการเอง" นายหน้าตอบไป ในใจก็นึกถึงค่านายหน้าที่จะได้รับโดยไม่สนใจว่าชายคนนี้จะมีความสามารถชำระ เงินกู้หรือไม่ เพราะต่อจากนี้หนี้ (เน่าๆ) ก้อนนี้จะถูกผลักไปกองไว้ที่เจ้าหนี้เงินกู้หรือธนาคารเป็นผู้จัดการแทน
ฉากต่อมาคือการสนทนาของพนักงานธนาคารที่ปล่อยเงินกู้ผ่านนายหน้า
"ทำไงดีพี่ หนี้ (เน่าๆ) เข้ามากองในธนาคารเรามากเกินไปแล้วนะ เดี๋ยวจะโดนตรวจสอบได้"
"ไม่เห็นยากเลย เราก็ทำหนี้เหล่านี้ให้กลายเป็นทองเสีย"
"ทำอย่างไรหรือลูกพี่"
"เราก็ตั้งบริษัทใหม่ (นิติบุคคลเฉพาะกิจ หรือ SPV) แล้วก็โอนหนี้ไปให้มันจัดการแปลงเป็นหลักทรัพย์ แล้วเอาไปขายในตลาดหลักทรัพย์สิ"
"แล้วใครจะมาซื้อครับพี่ มันหนี้เน่าทั้งนั้น"
"เราก็เล่นมายากลทางการเงิน รวมหนี้จากที่ต่างๆ เข้ามาผสมกัน แล้วก็ไปคุยกับบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือให้เขียนเชียร์เราก็เท่านั้น"
"ยอดเลย แค่นี้หนี้เน่าๆ ก็หลุดไปจากงบการเงินของธนาคาร แถมเรายังได้เงินก้อนกลับมาอีกจากคนที่มาซื้อหนี้เน่าเหล่านี้"
และแล้วเหตุการณ์ก็ดำเนินไปเมื่อ SPV ขายสินทรัพย์ (ที่เรียกง่ายๆ ว่าความเป็นเจ้าหนี้) ให้กับนักลุงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ก็มีนักลุงทุนที่ต้องการเก็งกำไรและหลงเชื่อในกระแสเข้ามาซื้อไว้ ในขณะเดียวกันนักลงทุนเหล่านี้ก็ไม่มั่นใจว่าจะขาดทุนหรือไม่จึงไปซื้อ ประกันไว้กับบริษัทรับประกันความเสี่ยง (ตัวอย่างเช่น AIG) เพื่อที่ว่าเมื่อใดที่ไม่ได้ผลตอบแทนตามที่วางไว้บริษัทรับประกันเหล่านี้จะ ต้องจ่ายเงินมาให้ และเมื่อบริษัทรับประกันความเสี่ยงไปทำประกันไว้หลายๆ รายก็กลัวว่าจะไม่มีเงินพอมาจ่ายถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมา จึงไปทำประกันไว้กับ Hedge Fund อีกที (ตัวอย่างเช่น Lehman Brothers)
สองสามปีผ่านไปเมื่อผู้กู้ซื้อบ้านพบกับความจริงที่ว่าดอกเบี้ยลอยตัวเป็น เงินมหาศาลขนาดไหน บวกกับการใช้จ่ายเกินตัวด้วยบัตรเครดิต (ที่เป็นปกติของคนอเมริกัน) และภาวะน้ำมันแพง ฯลฯ สุดท้ายก็ไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยได้ ก็เริ่มหยุดการชำระหนี้ ประกอบกับกระแสสังคมส่วนใหญ่เริ่มรู้สึกร่วมกันว่าราคาบ้านมันสูงเกินจริงไป แล้ว เมื่อการคาดการณ์รวมหมู่ตรงกัน วันนั้นเองคือจุดเริ่มต้นของวิกฤติ
ทันทีที่ฟองสบู่เริ่มแตก ราคาบ้านและที่ดินจะตกลงมาอย่างรวดเร็ว ลูกหนี้ก็ไม่จ่ายดอกเบี้ย ราคาสินทรัพย์ที่เป็นบ้านก็ตกลงอย่างฮวบฮาบ ส่งผลให้ไม่มีเงินปันผลให้กับนักลงทุน นักลงทุนก็ไปไล่บี้กับบริษัทประกันความเสี่ยง บริษัทก็ไม่มีเงินจ่ายก็ไปไล่บี้กับ Hedge Fund ซึ่งแน่นอนว่าก็ไม่มีเงินจ่ายเช่นกัน (เพราะไปรับประกันไว้จนเกินตัว โดยไม่มีใครไปตรวจสอบได้) สุดท้าย Hedge Fund ก็ล้มละลาย (ดังเช่น ข่าวที่ออกมาว่าบริษัท Lehman Brothers ต้องปิดตัวลง) และผลกระทบก็สะท้อนกลับไปยังระบบทั้งระบบ
จึงเห็นได้ว่าแค่คนไม่จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ตรงกันมากๆ กลายเป็นปัญหาใหญ่โต ทั้งๆ ที่เราคิดว่ามันน่าจะเป็นแค่ปัญหาระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ แต่ที่อเมริกาไม่ใช่ เพราะระบบได้สร้างผลผลิตทางการเงินหลายชั้นขึ้นมา
ผลผลิตทางการเงินอันดับแรก เป็นหนี้ระหว่างคนที่อยากมีบ้านกับธนาคาร ซึ่งยังพอมีหลักทรัพย์คือตัวบ้านเป็นตัวรับประกัน
ผลผลิตอันดับต่อมา คือ สินทรัพย์ที่มาจากการเป็นหนี้ที่ถูกเอาไปซื้อขายกัน (เริ่มเป็นผลผลิตที่ไม่มีตัวตนอันดับแรก "ขายความเป็นเจ้าหนี้")
ผลผลิตอันดับสาม คือ การรับประกันในผลกำไรจากการลงทุน (นั่นคือ เอา “ความเสี่ยง” มาเป็นสินค้าซื้อขายกัน)
ผลผลิตอันดับสี่ คือ การรับประกันว่าจะมีเงินค่าประกันจ่ายอีกทอดหนึ่ง (เอาเข้าไปกันใหญ่)
ดังนั้น เมื่อเกิดการล้มในระบบอันหนึ่ง จึงไม่ได้หมายถึงความเสียหายแค่หนึ่งชั้น แต่กระทบไปอีก 3 ชั้น พูดง่ายๆ เงินที่หายไป 1 บาท ถูกทำให้เป็นความเสียหายถึง 4 บาท
สาเหตุของวิกฤติคืออะไร?
หากมองอย่างผิวเผินจะบอกว่าวิกฤตินี้เกิดจาก "กลุ่มซับไพรม" แต่จริงหรือ? คำอธิบายคือไม่ใช่… ซับไพรม เป็นแค่ตัวแสดงหนึ่งเท่านั้น หากแต่สาเหตุที่แท้จริงคืออะไรอีกมากมายที่อยู่เบื้องหลัง
สาเหตุในระดับปัจเจกบุคคล
1. ความอยากมีอยากได้และวัฒนธรรมบริโภคนิยมของสังคมอเมริกา วัฒนธรรมการใช้เงินเกินตัว นิยมเอาเงินอนาคตมาใช้โดยขาดความรอบคอบ
2. คนถดถอยของจิตใจคน ที่เน้นแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง เน้นแต่กำไรโดยไม่สนใจว่าจะมาด้วยวิธีการใด เช่น การหลอกลวงลูกหนี้ในเงื่อนไขไม่เป็นธรรม การทำให้หลักทรัพย์มีความน่าเชื่อถือเกินจริง
3. ความละโมบของนักลงทุน ที่เน้นเก็งกำไร มักง่ายในการลงทุน เน้นผลตอบแทนระยะสั้น
สาเหตุในระดับโครงสร้างและสถาบัน
1. ขาดระบบการตรวจสอบที่ดีพอ สถาบันการเงินหลายแห่งกู้เงินมากเกินไปมาลงทุน (over-leveraged) เช่น 28 เท่าของทุนในกรณีของ Lehman Brothers โดยไม่มีใครตรวจสอบได้
2. มีกลไกที่สร้างความไม่โปร่งใส เช่น การใช้นิติบุคคลเฉพาะกิจ หรือ SPV มาซ่อนภาวะหนี้ที่แท้จริง อีกทั้งเป็นการเลี่ยงภาษีไปในตัว
3. เกิดผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลายชนิดที่ลอยอยู่ในอากาศ โดยแทบจะไม่มีใครรู้เลยว่ามันเป็นเท่าไหร่กันแน่ (เช่น หลังจาก AIG ล้ม เราถึงได้รับรู้ว่าตลาดการรับประกันในผลกำไรจากการลงทุนมีถึง 62 ล้านล้านเหรียญ หรือเกือบ 5 เท่าของ GDP อเมริกาทั้งประเทศ!)
สาเหตุในระดับอุดมการณ์
1. ความเชื่อมั่นในแนวทางเสรีนิยมใหม่ (Neo-Classic) ที่ให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกตลาด โดยให้รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย
2. การเปิดเสรีทุกอย่างโดยเฉพาะการเปิดเสรีทางการเงิน ธนาคารสามารถทำได้ทุกอย่าง
3. สามารถแปลงทุกอย่างให้เป็นสินค้า ในขณะเดียวกันกลับมองข้ามความสำคัญของผลผลิตที่มาจากภาคการผลิตจริงๆ
จุดสิ้นสุดหรือแค่ทางเลี้ยวของทุนนิยม?
จากเวทีเสวนาทั้งอาจารย์ปกป้องและคุณสฤณี ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าครั้งนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของทุนนิยม และจะว่าไปแล้ววิกฤติทำนองนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายหลัง ซึ่งทุกครั้งจะนำไปสู่การปรับตัวของทุนนิยม เช่นในอดีตยุค อดัม สมิท โลกก็เคยอยู่ในแนวทางเศรษฐกิจบนกลไกตลาดมาครั้งหนึ่ง จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำ เมื่อสังคมเห็นว่ากลไกตลาดเสรีไม่ได้ช่วยอะไรเลย นโยบายรูปแบบให้รัฐเข้ามาอุ้มจึงเกิดขึ้นและก็ได้ผลดีในระดับหนึ่งจนกระทั่ง เกิดปัญหาวิกฤติน้ำมันในช่วงทศวรรษ 1970 ก็เกิดข้อเสนอการแก้ไขปัญหาด้วยการเปิดเสรีภาคการเงิน (ยุค Neo Classic) จนมาถึงปัจจุบัน
ครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อเกิดวิกฤติการเงินแนวทางการแทรกแซงโดยรัฐน่าจะกลับมาอีกครั้ง เพียงแต่จะมาในรูปแบบใดเท่านั้นเอง เช่น อาจต้องควบคุมภาคการเงินมากยิ่งขึ้น ต้องให้ภาคการเงินสนับสนุนภาคการผลิตที่มีผลผลิตจริงๆ มากขึ้น หรือชะลออัตราเร่งของภาคการเงินให้ช้าลง เป็นต้น
อย่างไรก็ตามระบบเศรษฐกิจก็ยังอยู่ในแนวทางทุนนิยมเพียงแต่อาจเป็นทุนนิยม ที่เลี้ยวไปจากแนวทางเดิม แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปในรูปแบบใดล้วนโยงไปสู่ข้อสรุปที่ว่าตลาดเสรีมีปัญหาและ ควรเลิกพูดได้แล้วว่าแนวทางเสรีนิยมด้วยกลไกตลาดเป็นยาวิเศษของระบบเศรษฐกิจ
สรุปง่ายๆ ตามความเห็นของคุณสฤณี น่าจะเป็นในทำนองที่ว่า ณ วันนี้ "ตลาดเสรี..มันจบแล้ว"
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับสังคมไทย?
แม้วิกฤติจะเกิดขึ้นในอเมริกาที่ห่างไกลประเทศไทยเรามาก แต่ในยุคโลกาภิวัฒน์นี้อะไรๆ ก็ส่งผลกระทบถึงกันได้ ประเทศไทยก็ย่อมได้รับผลกระทบต่อวิกฤตินี้ด้วยสาเหตุหลายประการ เช่น
1. ประเทศไทยพึ่งพากับการส่งออก-นำเข้า คิดเป็นมูลค่ากว่า 140% ของ GDP ประเทศ และอเมริกาก็เป็นตลาดใหญ่ของไทย ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจอเมริกาชะลอตัว การส่งออกย่อมชะลอตัวตามไปด้วย และส่งผลกระทบกลับมาที่ภาคการผลิตของประเทศในที่สุด
2. ภาคการเงินของไทยก็ยังอ่อนแอ หากค่าเงินสหรัฐอ่อนลงด้วยวิกฤติ ก็จะทำให้ค่าเงินบาทเราแข็งขึ้น ทำให้ส่งสินค้าไปขายได้ยากขึ้นด้วย
3. กลุ่มทุนที่ยังพอมีเงินอยู่จะหันไปลงทุนในภาคการผลิตที่มีสินค้าจริงๆ มากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค และ สินค้าภาคการเกษตร แล้วจะส่งผลต่อภาคการเกษตรของเราอย่างไร?
4. ตลาดหุ้นได้รับผลกระทบดังเช่นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกตอนนี้ และข้อมูลบางส่วนบอกว่าการที่หุ้นตกจะทำให้การบริโภคลดลงตามไปด้วย
5. เกิดปัญหาธนาคารไม่ยอมปล่อยเงินกู้เพราะกลัวหนี้เน่าและต้องการเก็บเงินไว้ ให้มากที่สุด ทำให้คนที่มีโครงการดีๆ เป็นประโยชน์กับสังคมไม่ได้รับการส่งเสริม โดยเฉพาะผู้กู้เงินรายย่อยจะต้องเสียดอกเบี้ยสูงกว่าปกติ เพื่อเป็นการประกันความเสี่ยงของธนาคาร ทำให้การเกิดชะลอตัวของการลงทุน
สิ่งที่ได้เรียนรู้ กลับมาสู่เศรษฐกิจชุมชน
จากปรากฏการณ์ทั้งหมด คล้ายจะตอกย้ำให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจแนวทางเสรีนิยมที่เป็นอยู่เป็นระบบที่ ล้มเหลว เพราะไม่ได้อยู่บนฐานความจริง มุ่งเน้นแต่ผลกำไรโดยไม่สนใจความเท่าเทียมของผู้คนในสังคม จนกล่าวได้ว่าเป็นระบบที่ไม่มีหัวใจ ผนวกกับวิถีชีวิตที่ติดอยู่กับการบริโภค คิดแต่เอาเงินอนาคตมาใช้ อยากมีอยากได้ในสิ่งที่เกินความจำเป็น ล้วนเป็นวิถีที่ไม่รู้ว่าปลายทางจะนำพาสิ่งใดมาสู่สังคม
เมื่อมองมาที่ระบบเศรษฐกิจของสังคมไทย สัญญาณที่ส่งกลับมาทำให้เราต้องฉุกคิดมากขึ้นว่าเส้นทางที่จะเดินไปข้างหน้า ควรเป็นอย่างไร คำกล่าวที่ว่า "เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาสิของจริง" จึง เป็นอะไรบ้างอย่างที่เริ่มชัดเจนมากขึ้นทุกขณะ ผลกำไรที่เกิดจากสิ่งที่ไม่มีตัวตนคือความเสี่ยงและอันตรายที่รอการระเบิดใน ตัวมันเอง ภาคการผลิตที่ไม่มีสินค้าจึงเป็นเศรษฐกิจมายาที่ตรงข้ามกับความหมายของคำว่า “ยั่งยืน”
จนอดคิดไม่ได้ว่าการผลิตจริงๆ แลกเปลี่ยนจริงๆ และใช้ประโยชน์จริงๆ บนฐานการเกื้อกูลซึ่งกันและกันของสังคมและธรรมชาติ ดังเช่นเศรษฐกิจชุมชนเกษตรกรรมที่เราเป็นอยู่มาเนิ่นนาน อาจเป็นคำตอบของเศรษฐกิจโลกที่ยุ่งเหยิงในปัจจุบันก็เป็นได้...ใครจะไปรู้





