อิสรภาพทางพันธุกรรม 0069 -ข้อเสนอของภาคประชาสังคมไทยต่อรัฐบาลไทย

Create PDF Recommend Print

0069 -ข้อเสนอของภาคประชาสังคมไทยต่อรัฐบาลไทย

There are no translations available.

ข้อเสนอของภาคประชาสังคมไทยต่อรัฐบาลไทย

ในสมัยประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติ

ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 15


จัดขึ้นที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก



โดย คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม
(Thai Working Group for Climate Justice)

(หมายเหตุ เป็นข้อเสนอฉบับย่อ สามารถดาว์นโหลดฉบับสมบูรณ์และเอกสารอื่นๆ ได้ที่นี่)

ข้อเสนอของภาคประชาสังคมไทยต่อรัฐบาลไทยรวบ รวมขึ้นโดยคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม (Thai Working Group for Climate Justice) ร่วมกับเครือข่ายประชาชนต่าง ๆ ได้แก่ สมัชชาคนจน เครือข่ายทรัพยากรภาคเหนือ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย เครือข่ายป่าชุมชน จังหวัดสุรินทร์ เครือข่ายป่าชุมชนดงขุมคำและภูขาม จังหวัดอุบลราชธานี เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย เครือข่ายสตรี เครือข่ายเยาวชนประมงพื้นบ้านภาคใต้ สมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านภาคใต้ และเครือข่ายพลังงานและอุตสาหกรรม เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลไทยเพื่อประกอบการเจรจาในฐานะหนึ่งในภาคีสมาชิก ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะมีการประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ ครั้งที่ 15 (15th Conference of the Parties to the United Nations Framework Convention on Climate Change : COP 15) ระหว่างวันที่ 7-18 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2552 ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

การประชุมดังกล่าวจะเป็นการเจรจาครั้ง ประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่งของโลกที่จะมีผลสำคัญต่อการกำหนดอนาคตของโลกด้าน สิ่งแวดล้อมและความมั่นคงปลอดภัยของมนุษยชาติจากปัญหาความแปรปรวนของภูมิ อากาศโลก ผู้แทนของรัฐบาลแต่ละประเทศจะต้องร่วมกันตัดสินใจภายใต้กรอบการเจรจาสำคัญ ๆ หลายประเด็น ที่จะต้องนำมาสู่ข้อสรุปว่า แนวทางข้อตกลงใหม่ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาโลกร้อนจะเป็นอย่างไร รวมไปถึงการกำหนดพันธกรณีเพิ่มเติมในเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ ประเทศพัฒนาแล้ว หรือที่เรียกกันว่ากลุ่มประเทศภาคผนวกที่ 1 ของพิธีสารเกียวโต ภายหลังจากที่พิธีสารเกียวโตจะสิ้นสุดพันธกรณีแรกในพ.ศ. 2555 หรือ ค.ศ. 2012

ภาคประชาชนจัดทำข้อเสนอขึ้นเป็น 2 ส่วนสำคัญคือ ข้อเสนอต่อภาพรวมของการเจรจาในการประชุมของภาคีสมาชิกอนุสัญญาฯ และข้อเสนอเฉพาะกรอบการเจรจาอีก 5 ประเด็นสำคัญ ซึ่งข้อสรุปที่เกิดขึ้นในปีนี้จากทั้ง 5 ประเด็นจะมีผลกระทบทั้งโดยตรงและโดยอ้อมต่อประชาชนไทยและประเทศกำลังพัฒนา อื่น ๆ อย่างมาก คือ การเจรจาในประเด็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีและการเสริมสร้างศักยภาพ กลไกการช่วยเหลือทางการเงิน และวิสัยทัศน์ร่วมของนานาประเทศที่จะร่วมมือกันแก้ปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางและข้อสรุปของการเจรจาที่ว่าด้วยการลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกทั้งจากภาคพลังงานและภาคป่าไม้

1. ข้อเสนอต่อภาพรวมการเจรจาภาคีสมาชิกอนุสัญญาฯ

1.1 การยึดหลัก “ความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์” และ “ความเป็นธรรม” เป็นหลักการพื้นฐาน

เนื่องจากปัญหาโลกร้อนวันนี้คือ “วิกฤต” ที่เกิดจาก “การกระทำในอดีต” ของประเทศพัฒนาแล้วซึ่งใช้อุตสาหกรรมนำทิศทางการพัฒนา ทำให้เกิดการเร่งใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลโดยเฉพาะถ่านหินและน้ำมัน ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมหาศาลขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศอย่างต่อ เนื่อง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกและผลกระทบอื่นๆที่กำลังจะตามมา
ทางออกวิกฤตโลกร้อนต้องแก้ที่ต้นตอของปัญหาคือการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนั้นจึงเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะต้องมองย้อนกลับไปในอดีต แจกแจงสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ผ่านมา เพื่อดูว่าวันนี้ใครควรต้องรับผิดชอบเท่าไรและอย่างไร หรือพูดอีกอย่างคือ ประเทศพัฒนาแล้วมีความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ที่จะต้องชำระ “หนี้ต่อสภาพภูมิอากาศ” ที่ให้โลกใบนี้อุณหภุมิสุงขึ้น
นอกจากนี้ ผลกระทบที่กำลังเกิดและจะเกิดขึ้นอีกจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศใน ประเทศกำลังพัฒนา คือหนี้อีกส่วนที่เรียกว่า “หนี้นิเวศน์” ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วยังต้องรับผิดชอบต่อการช่วยเหลือฟื้นฟูและการรับมือของ ประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนตามหลักการของความเป็นธรรมอีกด้วย

1.2 การยึดกรอบการเจรจาตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC)

รัฐบาลประเทศต่างๆ ต้องยึดกรอบตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (the United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) เพื่อให้การเจรจาเป็นไปอย่างมีหลักการ มีความเป็นธรรม มีประสิทธิผลและให้ผลสัมฤทธิ์อย่างทันเวลาต่อวิกฤตที่เป็นอยู่

1.3 การยอมรับและใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดของ IPCC ในการเจรจา

ขณะนี้โลกของเราไม่มีเวลาอีกต่อไปสำหรับการถกเถียงว่า วิกฤตโลกร้อนมีจริงหรือไม่ สิ่งที่ต้องทำคือ การลงมือแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่คณะ กรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ได้ศึกษาไว้ แม้จะไม่สามารถบอกได้อย่างหนักแน่นว่า ข้อมูลของ IPCC เป็นข้อมูลที่ถูกต้องสมบูรณ์ที่สุดตามหลักทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็เป็นข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่มีอยู่ และเป็นการรวบรวม การกลั่นกรอง และมีการรับรองโดยนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลก จากหลากหลายสาขา รวมถึงการได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายปัจจุบัน โดยเฉพาะข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่จะนำมาใช้กำหนดเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซ
IPCC ระบุว่าโลกเราจะไปไม่รอดในทุกมิติหากปล่อยให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มเกิน ระดับ 1.5 - 2.0 องศาเซลเซียส (ปัจจุบันอุณหภูมิของโลกเพิ่มมาแล้ว 0.7 องศาเซลเซียส) หรือปล่อยให้ความหนาแน่นของก๊าซเรือนกระจกสูงเกิน 450 ส่วนในล้านส่วน หรือ ppm (ปัจจุบันความหนาแน่นของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศโลกอยู่ที่ 377 ppm)

1.4 การสนับสนุนเป้าหมายใหญ่คือ การพัฒนาไปสู่ “สังคมที่น่าอยู่และยั่งยืน”

วิกฤตการณ์โลกร้อนแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของทิศทางการพัฒนาที่ผ่านมา ดังนั้นหากจะแก้ปัญหาโลกร้อนจะต้องมองการแก้ปัญหาว่าเป็นเพียง “ส่วนหนึ่ง” ไม่ใช่ “ทั้งหมด” ของเป้าหมายใหญ่ที่แท้จริงของประชาคมโลก เป็นหมายใหญ่นี้การมุ่งไปสู่การเป็น “สังคมที่น่าอยู่และยั่งยืน” ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับสิทธิพื้นฐาน ทั้งสิทธิมนุษยชน สิทธิชนพื้นเมือง สิทธิการเข้าถึงทรัพยากร และการมีส่วนร่วมของประชาชน

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญว่าการดำเนินการใด ๆ เพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนจะต้องมีความชัดเจนว่าสิ่งเหล่านั้นต้องสอดคล้องและ เป็นส่วนหนึ่งที่จะนำไปสู่เป้าหมายใหญ่ดังกล่าว ปัจจุบันมีแนวโน้มหลายอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความไขว้เขวของการแก้ปัญหาโลก ร้อนและเป้าหมายใหญ่ของการพัฒนา เช่น การส่งเสริมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ว่าเป็นทางออกหนึ่งของการแก้ปัญหา ซึ่งขณะที่ยังไม่มีความชัดเจนอันใดที่ว่าพลังงานนิวเคลียร์จะลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกภาพรวมได้จริง แต่ที่แน่ชัดคือจะไม่นำไปสู่สังคมที่น่าอยู่และยั่งยืน เป็นต้น

2. ข้อเสนอต่อรายประเด็นการเจรจา
การเจรจาในกรอบอนุสัญญาฯ ปัจจุบันมีประเด็นสำคัญที่ภาคประชาชนได้ติดตามมาอย่างต่อเนื่อง รวม 5 ประเด็น คือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) การปรับตัว (Adaptation) การเงินและเทคโนโลยี (Finance and Technology Transfer) และประเด็นเกี่ยวข้องอื่น ๆ

2.1 ข้อเสนอต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (mitigation)

ข้อเสนอต่อการลดการปล่อยก๊าซของประเทศพัฒนาและประเทศกำลังพัฒนา

1. ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ถึงระดับที่โลกปลอดภัยจากวิกฤตโลกร้อน คือมีอุณหภูมิโลกเฉลี่ยเพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.5 - 2 องศาเซลเซียส โดยกำหนดเป้าหมายระยะกลางให้สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างตํ่า 40% จากระดับการปล่อยก๊าซในปี พ.ศ. 2533 ภายในปีพ.ศ. 2563 และระยะยาวต้องให้ลดได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 จากระดับการปล่อยก๊าซของ พ.ศ. 2533 ภายในปี พ.ศ. 2593 (บนพื้นฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ IPCC)

2. ประเทศพัฒนาแล้วในฐานะผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกล่วงหน้าร่วมสองร้อยปีจากอดีต มีพันธะสัญญาที่จะต้องลดการปล่อยก๊าซภายในประเทศตนเองโดยทันที อย่างมีเป้าหมาย และมีกรอบเวลาชัดเจน

3. การลดการปล่อยก๊าซในประเทศกำลังพัฒนาให้เป็นไปโดยสมัครใจแต่ต้องดำเนินการ อย่างจริงจังตามศักยภาพของประเทศ และมีสิทธิได้รับการสนับสนุนจากประเทศพัฒนาแล้วในรูปแบบต่าง ๆ แต่ต้องไม่นำปริมาณก๊าซที่ลดได้นั้นไปเป็นเครดิตกับประเทศพัฒนาแล้ว

4. ไม่สนับสนุนการใช้กลไกการตลาดและการชดเชยการปล่อยคาร์บอนมาเป็นกลไกขับ เคลื่อนให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจก เพราะเปิดช่องให้ประเทศพัฒนาแล้วสามารถบิดเบือนในทางปฏิบัติที่จะไม่ลดก๊าซฯ ตามพันธะสัญญาและหันมาลดการปล่อยในประเทศอื่นแทนดังที่เป็นอยู่

5. ยึดหลักความเป็นธรรม (Climate Justice) ในการจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อก่อให้เกิดการดำเนินการลดการปล่อยในประเทศพัฒนาแล้วอย่างจริงจัง

ข้อเสนอต่อการลดการปล่อยก๊าซของภาคป่าไม้

1. ไม่สนับสนุนการนำมาตรการการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความ เสื่อมโทรมของป่าไม้ หรือมาตรการ REDD หรือ REDD+ มาใช้ ในพื้นที่ที่ยังมีปัญหาสิทธิที่ดินและป่าไม้กับชุมชน คัดค้านการนำป่าที่มีชุมชนจัดการและดูแลอยู่ก่อนแล้วเข้าไปอยู่ในกลไกตลาด

2. รัฐจะต้องยอมรับสิทธิของชุมชนในการอาศัยและใช้ประโยชน์จากป่า และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องสิทธิที่และป่าไม้ของประชาชนที่อาศัยอยู่ใน พื้นที่ป่าอนุรักษ์ให้ชัดเจน ก่อนจะมีการรับมาตรการใด ๆ เกี่ยวกับภาคป่าไม้มาช่วยลดการปล่อยก๊าซ

3. REDD หรือ REDD+ จะต้องไม่ไปละเมิดสิทธิและวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น (ชุมชนในที่นี้ หมายรวมถึง กลุ่มชาติพันธุ์ และคนที่อาศัยอยู่ในป่า) ในการใช้และจัดการทรัพยากร รวมถึงสิทธิชนเผ่าตามที่ระบุไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของชนพื้นเมือง

4. ยอมรับว่า ประชาชนคนยากจนมิได้เป็นสาเหตุของการทำลายป่าและมิได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ เกิดปัญหาโลกร้อน จึงไม่ใช่ผู้ที่ต้องรับผิดชอบในการลดการปล่อยก๊าซ

5. รัฐบาลจะต้องจัดให้มีกระบวนการปรึกษาและหารือ จัดให้มีการรับฟังความเห็นจากประชาชนในรูปของประชาพิจารณ์ในการตัดสินใจ โครงการ REDD หรือ REDD+ ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น

6. สร้างความพร้อมในด้านความรู้ให้กับภาคประชาชนไทย เช่น การศึกษาวิเคราะห์ประเมินผลดี-ผลเสียที่จะเกิดกับชุมชนหากประเทศไทยรับ REDD หรือ REDD+ เข้ามา โดยการศึกษาดังกล่าวจะต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดกรอบการศึกษา การดำเนินการศึกษา และได้รับการจัดสรรงบประมาณในดำเนินการศึกษา

7. เผยแพร่และกระจายข้อมูลเป็นภาษาไทยเกี่ยวกับโครงการ REDD หรือ REDD+ สู่ชุมชนให้มากที่สุด

8. จัดตั้งกองทุนสนับสนุนชุมชนดูแลและฟื้นฟูป่าเพื่อสนับสนุนให้ชุมชนมีความ เข้มแข็งและศักยภาพในการดูแลรักษาป่าอย่างยั่งยืน

ข้อเสนอต่อการลดการปล่อยก๊าซของภาคเกษตร

1. การปรับตัวหรือลดการปล่อยก๊าซในภาคเกษตรจะต้องอยู่บนพื้นฐานของการยอมรับ สิทธิชุมชนและสิทธิเกษตรกร รวมถึงสิทธิการเข้าถึงทรัพยากร และต้องเปิดพื้นที่ให้มีส่วนร่วมจากเกษตรกรรายย่อยอย่างกว้างขวาง

2. การสนับสนุนการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตในปัจจุบันไปสู่ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน หรือเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นมิตรกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากกว่า ใช้พลังงานน้อยกว่า รวมทั้งสามารถช่วยกักเก็บคาร์บอนในดินได้อย่างดี ควรจัดตั้งกลไกที่มีส่วนร่วมจากภาคประชาชน เช่น สถาบันอิสระเกษตรกรรมยั่งยืนให้เป็นตัวกลางขับเคลื่อนระบบนี้ เป็นต้น

3. กรณีจะดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซในภาคเกษตร ต้องมุ่งไปที่การลดการปล่อยก๊าซจากภาคอุตสาหกรรมการเกษตรซึ่งเป็นระบบการ ผลิตขนาดใหญ่ มีการใช้สารเคมีจำนวนมาก และยังมีการใช้พลังงานสูงด้วย

4. ต้องมีการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงทางอาหารในปัจจุบันและอนาคต

5. การยอมรับและให้ความสำคัญกับองค์ความรู้และภูมิปัญญาชาวบ้านในการแก้ปัญหา โลกร้อน มิใช่การเชื่อและพึ่งพิงเพียงความรู้ทางวิชาการสมัยใหม่เท่านั้น

6. การฟื้นฟูและส่งเสริมพันธุ์พืชพื้นเมืองที่มีความทนทานต่อสภาพอากาศที่แปร ปรวนดีกว่าเป็นทางเลือกในการปรับตัวของภาคเกษตร แทนการส่งเสริมพืชตัดแต่งพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) ซึ่งเป็นแนวทางนำไปสู่การผูกขาดภาคเกษตรของบริษัทขนาดใหญ่ และยังทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ

7. การป้องกันไม่ให้บรรษัทข้ามชาติผูกขาดสิทธิบัตรพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์และสิ่ง มีชีวิตเพราะจะเป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวและการแก้ปัญหาโลกร้อนของเกษตรกรราย ย่อย ทั้งในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุด

8. การควบคุมการปลูกพืชพลังงานโดยเฉพาะระดับอุตสาหกรรมพืชพลังงานให้สมดุลกับ การปลูกพืชอาหาร ต้องคำนึงถึงความหลากหลายของระบบนิเวศ ความมั่นคงและความยั่งยืนทางอาหาร มีการศึกษาที่รอบด้านทั้งในมิติของผลกระทบสิ่งแวดล้อม สังคม และความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ

9. การศึกษาถึงผลกระทบด้านต่าง ๆ ในการนำการลดการปล่อยก๊าซของภาคเกษตรเข้าสู่ระบบตลาด โดยเฉพาะผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและการแย่งชิงที่ดิน

ข้อเสนอต่อการลดการปล่อยก๊าซของภาคพลังงานและอุตสาหกรรม

1. สนับสนุนให้เกิดระบบเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ (low-carbon society) ที่สอดคล้องกับหลักการและทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ใช้วิธีการชดเชยการปล่อยคาร์บอนหรือใช้แนวทางและวิธีการลวง เช่น การส่งเสริมพลังงานนิวเคลียร์ การใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด การสร้างเขื่อนพลังน้ำขนาดใหญ่ และการส่งเสริมสวนเกษตรสำหรับพืชพลังงานขนาดใหญ่ เพราะกลไกและแนวทางเหล่านี้ไม่นำไปสู่ทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนในมิติต่าง ๆ

2. ควรยุติการอนุมัติโครงการ CDM ใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นและทบทวนการมีส่วนร่วมของประเทศในเรื่องนี้ โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมและประโยชน์ของประเทศและชุมชน โดยเฉพาะชุมชนในพื้นที่โครงการ การดำเนินโครงการ CDM ที่เป็นอยู่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เพิ่มเติมต่อชุมชนและประเทศ และไม่ได้นำประเทศก้าวไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ตามวัตถุประสงค์ของ CDM

3. ริเริ่มนโยบายเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน หรือการก้าวไปสู่การปฏิวัติพลังงานที่ส่งเสริมในเรื่องต่อไปนี้
• การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนสะอาด มีการบริหารจัดการและการเข้าถึงด้วยระบบการกระจายศูนย์ ที่ยึดหลักการประชาธิปไตยเป็นพื้นฐาน
• การแยกความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจออกจากการใช้พลังงานฟอสซิล
• การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและยุติการใช้พลังงานนิวเคลียร์
• การสร้างความความเท่าเทียมให้มากขึ้นในการเข้าถึงและการใช้ทรัพยากร
• การส่งเสริมประสิทธิภาพในการใช้พลังงานในทุกด้าน เช่น การออกแบบระบบการผลิต โครงข่ายการคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ รวมถึงระบบพลังงานของอาคารบ้านเรือนให้เป็นระบบประหยัดพลังงานมากที่สุด
• การส่งเสริมแบบแผนการบริโภคที่ยั่งยืนด้วยการสนับสนุนให้มีการปรับเปลี่ยน วิถีชีวิต ทัศนคติ และค่านิยมในเรื่องการบริโภคที่ลดการใช้พลังงานลง

2.2 ข้อเสนอต่อการปรับตัวรับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน (adaptation)

1. จัดทำกรอบข้อตกลงเรื่องการปรับตัวที่ชัดเจนสำหรับการเจรจาระหว่างประเทศ เพื่อสร้างหลักประกันว่าประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายจะได้รับการสนับสนุนและ ช่วยเหลือด้านการเงินเพิ่มเติมอย่างเพียงพอ และสามารถคาดการณ์ได้ในการวางแผนและการดำเนินการในการปรับตัวได้

2. แผนและกิจกรรมเพื่อการปรับตัวจะต้องอยู่ภายใต้บริบทของวัตถุประสงค์เพื่อการ พัฒนาที่ยั่งยืนระยะยาวในทุกมิติ ส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมโยงไปกับการดูแล การรักษา และการปกป้องระบบนิเวศเพื่อเสริมสร้างความสามารถพื้นฐานในการปรับตัวของ ชุมชน กระบวนการวางแผนต้องมีลักษณะจากล่างขึ้นบน (Bottom-Up Approach) ผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ

3. กิจกรรมและการดำเนินการเพื่อการรับมือและปรับตัวจะต้องสอดคล้องกับสิทธิขั้น พื้นฐานของชุมชนที่มีการรับรองในปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน (UDHR), กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) รวมทั้งอนุสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

4. นโยบายและมาตรการรองรับการปรับตัวต้องให้ความสำคัญกับบทบาทของผู้หญิง

5. เสริมสร้างขีดความสามารถและศักยภาพของชุมชนในประเทศกำลังพัฒนาในการรับรู้ การทำความเข้าใจและประเมินความเสี่ยงหรือความล่อแหลมที่จะเกิดขึ้น ผ่านองค์ความรู้และผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเครือข่ายหรือศูนย์ความรู้ ระดับภูมิภาค

6. การดำเนินการด้านการปรับตัวต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบข้างเคียงหรือความขัด แย้งกับมาตรการต่างๆ หรือแนวทางการดำเนินชีวิตของชุมชน แต่จะต้องก่อให้เกิดและนำไปสู่ผลกระทบทางบวกเพิ่มเติม เช่น ช่วยแก้ปัญหาความยากจน เป็นต้น

7. การมีส่วนร่วมในการเจรจาและศึกษาถึงการให้คำจำกัดความกลุ่มประเทศที่มีความ เสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Most Vulnerable Countries) เพื่อก่อให้เกิดความโปร่งใส และการบริหารจัดการกองทุนและการเงินเพื่อการปรับตัวที่ดีในระหว่างกลุ่ม ประเทศกำลังพัฒนาแล้วด้วยกัน

8. การพิจารณาด้านองค์กรสถาบันในระดับท้องถิ่นหรือระดับประเทศที่จะรับผิดชอบใน เรื่องการดำเนินการด้านการปรับตัว เพื่อก่อให้เกิดการดำเนินการอย่างจริงจัง ส่งเสริมการเรียนรู้ และการแลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินการปรับตัวภายในประเทศ

2.3 ข้อเสนอต่อประเด็นการเงินและเทคโนโลยี

ด้านการเงิน
1. การเจรจาเพื่อนำมาสู่ข้อตกลงเรื่องการเงินและเทคโนโลยีต้องยืนอยู่บนหลักการ ให้มีความสมดุลระหว่างการเงินเพื่อการลดการปล่อยก๊าซและการปรับตัว เพราะทั้งสองเรื่องมีความสำคัญเท่าเทียมกัน
2. แหล่งเงินด้านโลกร้อน โดยหลักการต้องเป็นเม็ดเงินใหม่ที่จัดสรรขึ้นมาเพื่อการนี้เป็นการเฉพาะ จากกลุ่มประเทศที่ก่อวิกฤตโลกร้อน ไม่ใช่การโยกย้ายเงินให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาที่มีอยู่มาใช้
3. ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่จากภาวะโลกร้อนต้องสามารถ เข้าถึงกองทุนเพื่อการปรับตัวฯ (Adaptation Fund) ซึ่งเป็นเงินจากกลุ่มผู้ก่อโลกร้อนหลักในอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยไม่ผ่านองค์กรนายหน้า (เช่น ธนาคารโลก (WB) ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) หรือสำนักงานสิ่งแวดล้อมสหประชาชาติ (UNEP) เป็นต้น
4. การบริหารการเงินด้านโลกร้อน ต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการร่วมที่มาจากประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา ในสัดส่วนที่เป็นธรรม

ด้านเทคโนโลยี
1. ประเทศพัฒนาแล้วต้องมีข้อผูกมัดทางกฎหมายชัดเจนที่จะให้การสนับสนุนและการ ถ่ายทอดเทคโนโลยีสำหรับการลดการปล่อยก๊าซและการปรับตัวให้ประเทศกำลังพัฒนา โดยไม่พึ่งกลไกตลาด
2. ประเทศพัฒนาแล้วต้องมีข้อผูกมัดทางกฎหมายชัดเจน พร้อมทั้งปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศเพื่อยกเลิกการคุ้มครอง ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรสำหรับเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาและรับมือ วิกฤตโลกร้อน

2.4 ข้อเสนอต่อประเด็นที่เกี่ยวข้องอื่นๆ

วิสัยทัศน์ร่วม (Share Vision)
การเจรจาโลกร้อนต้องตั้งมีวิสัยทัศน์บนหลักการพื้นฐาน 4 ข้อดังที่กล่าวแล้วในส่วนของข้อเสนอต่อภาพรวมการเจรจาของภาคีสมาชิก
ส่วนประเทศไทย เมื่อมองในบริบทของความยั่งยืนของสังคมและการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาโลก ร้อน ก็ควรพิจารณาตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซแบบสมัครใจของตัวเองโดยมีกฏหมาย รองรับ และปรับเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาประเทศเพื่อมุ่งสู่การมีสังคมที่ยังยืนและเท่า เทียม

ผลทางกฎหมายหลังโคเปนเฮเกน (Legal Outcome)

1. ภาคประชาสังคมไทย คัดค้านการริเริ่มข้อตกลงใหม่ทดแทนพิธีสารเกียวโต เนี่องจากความเร่งด่วนของปัญหาวิกฤตโลกร้อน และระดับที่ยอมรับได้ของมาตรการตามพิธีสารเกียวโต คือเป็นธรรมในระดับที่ดีและสามารถลดระดับก๊าซเรือนกระจกได้จริง หากถูกนำไปปฏิบัติ
2. เราสนับสนุนให้มีการใช้พิธีสารเกียวโตต่อไป เป็นพันธะกรณีระยะที่สอง ภายหลังจากที่พันธะกรณีแรกจะหมดการบังคับใช้ภายในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2555 โดยให้มีการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกให้เข้มข้นยิ่งขึ้น

***********************************

หมายเหตุ

1) ภาคประชาสังคม หมายถึง องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ และผู้สนใจต่าง ๆ ร่วมกับเครือข่ายประชาชนหลายแห่ง ได้แก่ สมัชชาคนจน เครือข่ายทรัพยากรภาคเหนือ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย เครือข่ายป่าชุมชน จังหวัดสุรินทร์ เครือข่ายป่าชุมชนดงขุมคำและภูขาม จังหวัดอุบลราชธานี เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย เครือข่ายสตรี เครือข่ายเยาวชนประมงพื้นบ้านภาคใต้ สมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านภาคใต้ และเครือข่ายพลังงานและอุตสาหกรรม ภายใต้การประสานงานของคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม (Thai Working Group for Climate Justice)

2) เอกสารชุดนี้เป็นฉบับย่อของ “ข้อเสนอของภาคประชาสังคมไทยต่อรัฐบาลไทย ในสมัยประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ อากาศ ครั้งที่ 15” ซึ่งได้นำเสนอต่อผู้แทนรัฐบาลไทยครั้งแรกในเวทีการสัมมนาเพื่อสร้างความร่วม มือว่าด้วย “ข้อเสนอไทยสู่การประชุมที่โคเปนเฮเกน” ที่ร่วมจัดโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โครงการเพื่อการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nation Development Program) และคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม เมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

3) การเจรจาเรื่องโลกร้อน ในที่นี้หมายถึง การประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 15 ซึ่งมีขึ้นในเดือนธันวาคม ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เพื่อกำหนดพันธะกรณีใหม่สำหรับประเทศที่เป็นภาคีของอนุสัญญาฯ ภายหลังจากที่ข้อบังคับตามพันธะกรณีแรกของพิธีสารเกียวโตหมดผลบังคับใช้ใน พ.ศ. 2555

4) REDD มาจากคำว่า Reducing Emissions from Deforestation and Degradation คือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการตัดไม้ทำลายป่าและป่าเสื่อมโทรม ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการเจรจาโลกร้อนครั้งนี้ ที่นำมาสู่การถกเถียงอย่างกว้างขวางในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศถึงข้อดี ข้อเสียและแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะผลกระทบจากมาตรการนี้ที่จะเกิดขึ้นกับชนพื้นเมืองและชุมชนที่อยู่ อาศัยกับป่า

5) ‘REDD+’ และ ‘REDD++’ ทั้งสองคำนี้เป็นผลที่เกิดขึ้นระหว่างการเจรจาเพื่อกำหนดมาตรการในการลดการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคป่าไม้ ซึ่งปัจจุบันมีการเพิ่มความหมายจาก REDD เป็น REDD+ ‘เครื่องหมาย +’ หมายถึงการเพิ่มประเด็นป่าไม้ในฐานะที่เป็น ‘แหล่งกักเก็บคาร์บอน’ (Enhancement of Carbon Stocks) เข้าไป นอกจากนี้ผลการเจรจาล่าสุดเกี่ยวกับภาคป่าไม้และการแก้ปัญหาโลกร้อนที่กรุง บาเซโลนา ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 2-6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ที่ประชุมได้เพิ่มประเด็น ‘การบริการทางระบบนิเวศ’ (Ecosystem Services) เข้าไปในภาคป่าไม้อีก 1 เรื่องเป็น REDD++



 ดาวน์โหลด ด้านล่างข้อความเหล่านี้นะครับ

ดาวน์โหลดข้อเสนอของภาคประชาสังคมไทย ต่อการเจรจาเรื่องโลกร้อนในสมัยประชุมภาคีสมาชิก อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 15 กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก (ฉบับสมบูรณ์) (ภาษาไทย | ภาษาอังกฤษ)

ดาวน์โหลดข้อเสนอของภาคประชาสังคมไทย ต่อ การเจรจาเรื่องโลกร้อนในสมัยประชุมภาคีสมาชิก อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 15 กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก (ฉบับย่อ) (ภาษาไทย | ภาษาอังกฤษ)

ดาวน์โหลดคำประกาศเจตนารมย์จากเวทีประชาชนไทย “ลดโลกร้อนต้องทำอย่างเป็นธรรม” โดย คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม และเครือข่ายองค์กรประชาชนไทย ณ ห้องประชุม โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯ 4 ตุลาคม 2552 (ภาษาไทย | ภาษาอังกฤษ)

  • file
    pdf  0069-Final Thai COP15 Thai Ver.pdf

    pdf  0069-Final ThaI CSO Position for COP15 Eng Ver.pdf

    pdf  0069-Short Eng Ver ThaI Position for COP15.pdf

    pdf  0069-Short Thai Ver COP15.pdf

    pdf  0069-Statement TCJ Eng Ver.pdf

    pdf  0069-Statement TCJ Thai Ver.pdf

ยอดรวม hit counter


วันที่เริ่มสำรวจ 02/05/2554