อิสรภาพทางพันธุกรรม 014 - สวนรักษ์ ตลาดนัดสีเขียวที่ไม่ธรรมดา

Create PDF Recommend Print

014 - สวนรักษ์ ตลาดนัดสีเขียวที่ไม่ธรรมดา

There are no translations available.

สวนรักษ์ ตลาดนัดสีเขียวที่ไม่ธรรมดา

เช้ามืดทุกวันเสาร์ที่สวนรักษ์ สวนสาธารณะกลางเมืองสุรินทร์จะมีพ่อค้า แม่ค้า บรรดาลูกๆ เอาพืชผักอินทรีย์ กุ้ง หอย ปู ปลาธรรมชาติมาจากแปลงที่ปลูกที่เลี้ยงขายให้กับผู้บริโภคในเมืองสุรินทร์ พวกเขาเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ขาย ที่นี้คือตลาดสีเขียวจังหวัดสุรินทร์ที่แตกต่างกับตลาดทั่วๆไป สิ่งที่เอามาจำหน่ายเป็นสินค้าเกษตรปลอดสารเคมี ผักพื้นบ้าน อาหารและขนมท้องถิ่นที่หากินได้ยาก ข้าวพื้นบ้านชื่อแปลกหู เช่น เนียงกวงซอ เนียงกวงกะเบิดมุ บองกษัตริย์ นางร้อยใหญ่ รวมถึงผลิตภัณฑ์ธรรมชาติอื่นๆอีกมากมาย ที่นี่ไม่เพียงแค่เป็นแหล่งซื้อขายเท่านั้น แต่เป็นที่พบปะ พูดคุย เชื่อมร้อยผู้ซื้อผู้ขายให้เข้าถึงวิถีชีวิต พร้อมที่จะเอื้อเฟื้อเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ผู้ซื้อรายหนึ่งกล่าวกับเราว่า



"ได้มาหาซื้อพืช ผัก อาหารที่นี้ทุกวันเสาร์ ส่วนใหญ่มาซื้อสองรอบที่บ้านเป็นครอบครัวใหญ่ต้องซื้อเยอะๆ พวกผักซื้อไปบางทีก็เอาไปดองกินได้นานๆ ผักที่นี้มั่นใจว่าปลอดสารเคมี และมีผักพื้นบ้านเยอะดี”

และเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาตลาดนัดสีเขียวคราคร่ำไปด้วยผู้คนมากกว่าเคย เนื่องด้วยคณะกรรมการตลาดนัดสีเขียวสุรินทร์ได้ร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกสุรินทร์ และโครงการเสริมประสิทธิภาพเกษตรกรสุรินทร์ จัดให้มีกิจกรรม “งานบายศรีสู่ขวัญเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น กินอาหารปลอดภัย” เพื่อรณรงค์ให้สาธารณะได้เกิดความรู้ความเข้าใจ ตระหนักและเห็นความสำคัญของพันธุกรรมพื้นบ้าน ในฐานะที่เป็นฐานทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ และอธิปไตยทางด้านอาหารของท้องถิ่น

ภายในงานมีศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์และเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน นำพันธุ์ข้าวพื้นบ้านมาแสดงกว่า 60 ชนิด มีนิทรรศการให้รู้จักพืชมหันตภัยจีเอ็มโอ บอร์ดทางเลือกของเกษตรกรในการรักษาอนุรักษ์พันธุ์พื้นบ้าน มีเวทีเสวนาทางวิชาการเรื่องพันธุ์ไทหรือพันธุ์ทาส การแสดงวัฒนธรรมพื้นบ้าน พิธีบายศรีสู่ขวัญข้าว เป็นต้น

ก่อนเที่ยงวันใต้ร่มไม้ เวทีเสวนาพันธุ์ไทหรือพันธุ์ทาสเริ่มขึ้น มีผู้ร่วมเสวนา 3 คน คือ นายเดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิข้าวขวัญ นายเอียด ดีพูน นักพัฒนาอาวุโสของเมืองสุรินทร์ นายภาคภูมิ อินทร์แป้น ตัวแทนเกษตรกรตำบลทมอ โดยมีนายสุเมธ ปานจำลอง เครือข่ายเกษตรทางเลือกภาคอีสานเป็นผู้ดำเนินรายการ “พันธุ์ไทหรือพันธุ์ทาส” ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยเพื่อที่จะให้เกษตรกรได้ร่วมกันทบทวนสถานะความเป็น เกษตรกรในปัจจุบันว่าตกอยู่ในวังวนความเป็นไทหรือทาส


เดชา ศิริภัทร ชี้ให้เห็นว่า ความเป็นไทคืออิสระ จะปลูกจะขายอะไรต้องเป็นอิสระ เกษตรกรปัจจุบันไม่เป็นอิสระแล้วคือเป็นทาส พอเริ่มปลูกข้าวต้องคิดว่าขายใคร พันธุ์ต้องซื้อตลาด ปลูกแล้วต้องซื้อปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ฮอร์โมน ต้องหาเงินมาซื้อ แล้วเป็นหนี้สิน หากเกษตรกรเริ่มจากการใช้พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ที่ไม่เหมาะสมนั่นคือเป็นทาสไม่รู้ตัว

ดังนั้นพันธุ์จึงมีความสำคัญถ้าเราไม่รักษาให้ดีมันก็จะสูญหายไป ในปัจจุบันมีหลายบริษัทที่เข้ามาคุมพันธุ์ทั้งพืชและสัตว์ เกษตรกรเองก็เชื่อว่าพันธุ์ที่มาจากบริษัทนั้นเป็นพันธุ์ดี แต่ปรากฏว่าพันธุ์เหล่านั้นไม่สามารถเก็บรักษาได้ หากไม่ใช้ปุ๋ย ไม่ใช้ยาแล้วผลผลิตก็ไม่มี นี่คือการปลูกขาด ตัวอย่างเช่น ไก่ซื้อมาเลี้ยงแล้วทำพันธุ์ไม่ได้ แตงโมซื้อมาแล้วเก็บเมล็ดไม่ได้ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดหวานราคาเมล็ดพันธุ์สูงมากแต่เก็บเมล็ดไม่ได้ บริษัทควบคุมหมด เราต้องซื้อทุกอย่าง พันธุ์ ปุ๋ย ยา นอกจากนั้นบริษัทได้จดสิทธิบัตรเมล็ดพันธุ์ หากใครเอามาปลูกหรือครอบครองไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตก็จะผิดกฎหมาย

ท้ายสุดความสำคัญจึงอยู่ที่พันธุ์ ถ้าคุมพันธุ์ได้สามารถกำหนดได้ทุกอย่าง และเป็นไท

ส่วนเอียด ดีพูน ให้ความเป็นห่วงต่อเมล็ดพันธุ์ที่สัญจรและผลัดพรากไปจากชุมชน ซึ่งไม่ใช้เฉพาะพันธุ์ข้าวเท่านั้นแต่รวมหมายถึงพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ต่างๆ ปลานิลกลายเป็นปลานิลติดคุกเพราะกินพืชไม่เป็นต้องกินอาหารจากบริษัท ส่วนพันธุ์ข้าวมะลิ 105 ที่ดั้งเดิมมาจาก จังหวัดฉะเชิงเทราแล้วมาทดแทนพันธุ์ข้าวพื้นบ้านที่อีสานนั้นนอกจากความไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ดิน ฟ้า อากาศแล้ว ปรากฏว่าข้าวหอมมะลิ คนสุรินทร์ไม่เลือกกินเพราะกินกับปลาร้าหรือปลาจ๋อมไม่อร่อยสู้ข้าว เนียงกวงไม่ได้ เมื่อเมล็ดพันธุ์สูญหายไปก็เป็นการทำลายล้างการพึ่งตนเอง เกษตรกรจึงกลายเป็นทาส

เกษตรกรจะเป็นไทได้ ต้องมีมาตรฐานจิตใจที่ดีเชื่อมั่นในแนวทางเกษตรอินทรีย์ ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม พันธุ์ สุขภาพ ที่สำคัญการผลิตต้องพึ่งตนเองต้องทำเอง เก็บรักษาและใช้พันธุ์ท้องถิ่น มีปัจจัย 4 ที่เกิดจากการผลิตของตัวเองอย่างเพียงพอ

สุดท้ายภาคภูมิ อินแป้น ผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ให้กำลังใจกับเกษตรกรทุกๆคนว่า การหลุดพ้นจากการเป็นทาสนั้นไม่ยาก เกษตรกรต้องมองวิถีชีวิตว่าจะกิน จะอยู่อย่างไร การปฏิบัติจริงทำได้ไม่ยาก ในเรื่องเมล็ดพันธุ์ต้องมีการเก็บรักษา ไม่ใช่เฉพาะพันธุ์ข้าวเท่านั้นแต่รวมถึงพันธุ์พืช ผักต่างๆด้วย ถ้าทำได้เช่นนี้เราหลุดจากการเป็นทาสของพันธุ์แล้ว เราไม่ต้องซื้อพันธุ์ นอกจากนั้นเราต้องรวมกลุ่มในการสำรวจว่าเรามีพันธุ์พื้นบ้านอะไรอยู่ อยู่กับใคร มีการเก็บรวบรวมเมล็ดพันธุ์ข้าวและพืชผักพื้นบ้าน มีการปลูกและขยายผลต่อไป เพราะพันธุ์ที่เราใช้เป็นพันธุ์พื้นบ้านที่เก็บพันธุ์ได้นานชั่วอายุคน ผลผลิตที่ได้ก็ดีต่อสุขภาพกินแล้วไม่เป็นโรค นี่คือการหลุดจากความเป็นทาส

หลังจาก 3 คนได้ทบทวนให้เห็นภาพความเป็นไทหรือเป็นทาสแล้ว สุเมธ ปานจำลอง ได้สรุปย้ำเตือนให้เห็นว่าพันธุ์ทาสคือการผูกขาดทางพันธุ์พืชและสัตว์ การครอบงำทางการผลิต การเอากำไรมากมาย ซึ่งกระทำโดยบริษัท ส่วนไทก็คือสิ่งที่ดีที่มีอยู่ในชุมชน คือการพึ่งตนเองทั้งพันธุ์และการผลิต รวมทั้งเกษตรกรต้องมีมาตรฐานจิตใจที่เชื่อมั่นในแนวเกษตรอินทรีย์พร้อมทั้ง การผลิตที่ตอบสนองปัจจัย 4 นี่คือความเป็นไท


เสร็จ สิ้นการเสวนา ทางตลาดสีเขียวจังหวัดสุรินทร์ได้เลี้ยงอาหารกลางวันมีทั้งขนมจีนที่ทำมาจาก ข้าวเจ้าแดงเส้นนุ่มอร่อย กินกับน้ำยาและผักสดที่ปลอดสารเคมี มีข้าวพื้น เช่น บ้านเนียงกวงซอ เนียงกวงกะเบิดมุ เหลืองอ่อน มะลิแดง นางร้อยใหญ่ที่หุงใส่หม้อดินกับแกงพื้นบ้านไว้ให้กิน ตบท้ายด้วยขนมลอดช่องกับกะทิแสนอร่อยคลายร้อนช่วงกลางวัน “ตลาดนัดสีเขียวสุรินทร์” จึงเป็นตลาดนัดความรู้ เป็นตลาดที่ช่วยสร้างสุขภาวะที่ดีและความร่วมมือทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค เป็นตลาดที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกันไม่ว่าราคาที่เป็นธรรม ผลผลิตปลอดภัยต่อสุขภาพ รักษาสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญเป็นตลาดที่อนุรักษ์พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ อาหารพื้นบ้านซึ่งหาพบได้ยากในตลาดสังคมไทย นับเป็นโชคดีของคนสุรินทร์ที่มีสิ่งดีงามเกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นอาจต้องมีชีวิตที่พึ่งพาแค่ซุปเปอร์มาเก็ตที่เป็นของต่างชาติและ หาอาหารปลอดสารและพื้นเมืองไม่ได้ อย่างคนในเมืองเหมือนเราๆ

หมายเหตุ  รายละเอียดถอดเทปจากเวทีเสวนาพันธุ์ไทหรือพันธุ์ทาส

คำต่อคำจากเวทีเสวนาพันธุ์ไทหรือพันธุ์ทาส
ใน งานบายศรีสู่ขวัญเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น กินอาหารปลอดภัย
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2550 ตลาดสีเขียว จังหวัดสุรินทร์

ผู้ร่วมเสวนา
1. นายเดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิข้าวขวัญ (ซ้าย)
2. นายเอียด ดีพูน นักพัฒนาอาวุโส (ที่สองจากขวา)
3. นายภาคภูมิ อินทร์แป้น ตัวแทนเกษตรกรจากตำบลทมอ (ขวา)
4. นายสุเมธ ปานจำลอง เครือข่ายเกษตรทางเลือกภาคอีสาน ผู้ดำเนินรายการ (ที่สองจากซ้าย)


นายเดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิข้าวขวัญ
ผมมาจากสุพรรณบุรี มูลนิธิข้าวขวัญ ทำงานกับชาวนาเป็นหลักที่สุพรรณบุรีปลูกข้าวเยอะมาก ตอนที่ทำงานใหม่ๆตั้งแต่ ปี 2527-2530 เริ่มที่จังหวัดขอนแก่น สุรินทร์ มาทำงานที่สุรินทร์ก็ร่วมกับพี่เอียด ดีพูน ร่วมกับมหาอยู่ สุนทรชัยซึ่งพบว่าแกทำเกษตรผสมผสานหรือเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2490 หลวงพ่อนานเองก็เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ แล้วก็น่าภูมิใจที่จังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดแรกที่ผู้ว่าราชการจังหวัด ประกาศเป็นเกษตรอินทรีย์ จนกระจายไปทั่วประเทศ

เกษตรกรเป็นคนเลือกว่าเป็นไทหรือเป็นทาส
เป็นไทคืออิสระ จะปลูกจะขายอะไรเป็นอิสระ เกษตรกรปัจจุบันไม่เป็นอิสระแล้วคือเป็นทาส พอเริ่มปลูกข้าวต้องคิดว่าขายใคร พันธุ์ข้าวต้องซื้อตลาด ปลูกแล้วต้องซื้อปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ฮอร์โมน ต้องหาเงินมาซื้อ แล้วเป็นหนี้สิน หากเกษตรกรเริ่มจากการใช้พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ที่ไม่เหมาะสมนั่นคือจะเป็นทาสไม่รู้ตัว เกษตรกรไม่ค่อยเห็นความสำคัญของพันธุ์เท่าไรนัก คิดแต่ว่าปลูกแล้วขายให้ใคร จริงๆแล้วพันธุ์เป็นเรื่องสำคัญ

การทำงานของมูลนิธิข้าวขวัญ
แนวการทำงานใช้โรงเรียนชาวนา ซึ่งเหมือนกับว่าสอนชาวนาให้ทำนา ชาวนาต้องมาเรียนทำนาใหม่ ซึ่งมี 3 หลักสูตร คือ

- ชั้นประถม เรียนการควบคุมแมลง ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ทั้งการปลูกผักและทำนา ถือว่าเรื่องนี้ง่ายสุด ถ้าควบคุมไม่ได้ก็ไม่ผ่านชั้นประถม
- ชั้นมัธยม เรียนการปรับปรุงดิน ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี100% ถ้าเลิกไม่ได้ก็เป็นทาส
- ชั้นอุดมศึกษา ใช้พันธุ์ของตัวเอง ต้องมีพันธุ์ที่เก็บรักษาเองใช้เอง

หากเกษตรกรทำได้ทั้ง 3 หลักสูตรถือว่าเกษตรกรเป็นไท เป็นอิสระซึ่งต้องเริ่มจากเลิกใช้ยาฆ่าแมลง แต่หลักสูตรโรงเรียนชาวนาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ ที่ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมการเกษตร นั้นเริ่มจากยาฆ่าแมลงเช่นกันโดยมีแนวคิดว่าในแปลงเกษตรมีแมลงตัวดีและตัว เลว หากแมลงควบคุมกันได้หรือสมดุลพืชผักก็ปลอดภัยแต่ถ้าเมื่อไหร่แมลงตัวดีลด น้อยลงไม่สามารถควบคุมแปลงให้ปลอดภัยได้ก็สามารถใช้ยาเคมีทำลาย ซึ่งเรียกว่า ไอ.พี.เอ็ม ซึ่งแนวคิดจะต่างกับมูลนิธิฯ

 

ความสำคัญของเมล็ดพันธุ์
การปรับปรุงพันธุ์ข้าวที่ทำโดยกระทรวงเกษตรฯ เห็นได้ว่าพันธุ์ที่ปรับปรุงแล้วเป็นพันธุ์ที่ต้องการปุ๋ยเคมี เพราะวิธีการปรับปรุงนั้นหากต้วไหนไม่ชอบปุ๋ย ไม่มีผลผลิต เม็ดลีบหรือเป็นโรคจะถูกคัดออก และระยะเวลาคัดเลือกนั้นต้องไปปลูกอีก 8 รุ่นถึงได้พันธุ์แท้ ซึ่งแต่ละรุ่นได้ผลผลิตไม่เหมือนกัน แต่จะคัดพันธุ์ที่ให้ผลผลิตดี ดังนั้นกว่าถึงรุ่นที่ 8 ผลผลิตที่ได้จึงเป็นพันธุ์ที่ตอบสนองปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง

ในภาคอีสาน ยิ่งมีความซับซ้อนกว่านั้น เดิมปลูกข้าวพื้นบ้านไว้กินเอง อีสานเหนือปลูกข้าวเหนียว อีสานใต้ปลูกข้าวเจ้า กระทรวงเกษตรฯกลับมองว่าผลผลิตขายไม่ได้ต้องเปลี่ยนพันธุ์แล้วเอามาตรฐานพันธุ์จากกระทรวงฯมาให้ปลูก

ตัวอย่าง ข้าวมะลิ 105 นั้น มาจากการเก็บรวบรวมพันธุ์ข้าวเพื่อคัดเลือกหาพันธุ์ดีของกรมการข้าวพันธุ์ ข้าวดอกมะลิที่อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ถูกเก็บไปจำนวน 200 รวงเพื่อนำไปปลูกเป็นแถวที่สถานีทดลองข้าวโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี แต่หายไปหนึ่งรวงเหลือ 199 แถว ปรากฏว่าข้าวรวงที่ 105 จากจำนวน 199 รวง ผลผลิตดี รวงสม่ำเสมอ จึงผ่านการคัดเลือก เอาไปปลูกทั่วไปก็กลายมาเป็น มะลิ 105

หากเปรียบเทียบ มะลิพื้นบ้านกับมะลิ 105 จะพบว่ามะลิพื้นบ้านไม่ต้องการปุ๋ยเหมือนกับมะลิ 105 แต่ก็ยังดีที่ มะลิ 105 เกิดจากการคัดพันธุ์พื้นบ้านจึงไม่ต้องการปุ๋ยมากเช่นพันธุ์ข้าวที่ปรับปรุง อย่างพันธุ์ข้าว กข.ต่างๆ แต่เนื่องจากมะลิ 105 ต้นกำเนิดอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดลพบุรี แล้วนำมาปลูกที่อีสาน ซึ่งสภาพดินฟ้าอากาศแตกต่างกัน ดังนั้นไม่เป็นความจริงที่ว่า ข้าวหอมมะลิ 105 ที่ทุ่งกุลาดีที่สุด ที่สำคัญผลผลิตที่ได้ขายอย่างเดียวไม่ได้เอามากิน หลายคนบอกว่า กินข้าวมะลิแล้วไม่อยู่ท้อง กินแล้วเป็นเบาหวาน เดิมกินข้าวพื้นบ้านแล้วไม่เป็น

และเมื่อเอามะลิ 105 ไปฉายรังสีกลายเป็นพันธุ์ กข.15 เป็นข้าวเจ้า และ กข.6 เป็นข้าวเหนียวมีความหอม นุ่ม และคนอีสานเหนือก็มากิน กข.6 ที่เป็นข้าวมะลิ 105 ฉายรังสี ชาวบ้านว่ากินแล้วเป็นเบาหวานเพราะน้ำตาลเยอะ

ที่จังหวัดสุพรรณเคยเก็บมะลิ 105 มาคัดเลือกโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้ยาเคมี ทำให้แข็งแรงตามธรรมชาติ ในปี 2531-2532 พบว่า มะลิที่ปลูกนานๆกลายเป็นสีแดงซึ่งขณะนั้นมีเยอะ จึงเอามาปลูกจำนวน 40-50 ตัวอย่าง เพื่อคัดเลือกให้ได้พันธุ์มะลิแดงที่ดีที่สุด ได้พันธุ์ที่หอมนิ่ม ผลผลิตสูง จากนั้นเอามาปลูกที่สุรินทร์ ในปี 2534-2535 ดังนั้นข้าวมะลิแดงต้นตอมาจากสุพรรณ ซึ่งถือว่าดีที่สุด เพราะเราคัดจากธรรมชาติ แล้วเคยให้ไปกับทางกลุ่มอโศกปลูก ทางอโศกว่ากินแล้วแก้เบาหวานได้ เคยทดลองรักษาคนไข้ที่ป่วยโรคเบาหวานมา 4 ปีแล้วไม่หาย ให้เลิกกินยา เอามะลิแดงมากิน ครึ่งปีหายจากเบาหวาน จึงเห็นได้ว่าข้าวพันธุ์พื้นบ้านทำให้หายจากโรค และไม่ทำให้เป็นโรคด้วย เวลาปลูกก็ไม่ต้องใช้ปุ๋ยและยาเคมีอีกด้วย

ดังนั้นพันธุ์จึงมีความสำคัญถ้าเราไม่รักษาให้ดีมันก็จะสูญหายไป แล้วมีบริษัทเข้ามาคุมแทน ในปัจจุบันมีหลายบริษัทที่เข้ามาคุมพันธุ์ทั้งพืชและสัตว์ เช่น ไก่ ปลา หมู ข้าวโพด แตงโม เกษตรกรเองก็เชื่อว่าพันธุ์ที่มาจากบริษัทนั้นเป็นพันธุ์ดี แต่ปรากฏว่าพันธุ์เหล่านั้นไม่สามารถเก็บรักษาได้ หากไม่ใช้ปุ๋ย ไม่ใช้ยาแล้วผลผลิตก็ไม่มี นี่คือการปลูกขาด ตัวอย่างเช่น ไก่ซื้อมาเลี้ยงแล้วทำพันธุ์ไม่ได้ แตงโมซื้อมาแล้วเก็บเมล็ดไม่ได้ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดหวานราคาเมล็ดพันธุ์สูงมากแต่เก็บเมล็ดไม่ได้ บริษัทควบคุมหมด เราต้องซื้อทุกอย่าง พันธุ์ ปุ๋ย ยา อาหาร

เช่นบางบริษัทแต่เดิมขายยาฆ่าหญ้าอย่างเดียว ปัจจุบันได้ขายเมล็ดพันธุ์ ฝ้าย ข้าวโพด ถั่วเหลืองที่ดัดแปลงพันธุกรรม หรือ จีเอ็มโอ หากซื้อเมล็ดพันธุ์เหล่านี้แล้วต้องซื้อยาฆ่าหญ้าราวอัฟด้วย นอกจากนั้นบริษัทได้จดสิทธิบัตรเมล็ดพันธุ์ หากเกษตรกรเอามาปลูกที่ไม่ได้รับอนุญาตก็จะผิดกฎหมาย

ท้ายสุดความสำคัญจึงอยู่ที่พันธุ์ ถ้าคุมพันธุ์ได้สามารถกำหนดได้ทุกอย่าง และเป็นไท

นายเอียด ดีพูน
เป็นห่วงเมล็ดพันธุ์ผลัดพราก

สถานการณ์เมล็ดพันธุ์ในปัจจุบันน่าเป็นห่วง เรารู้ว่าเมล็ดพันธุ์สัญจรผลัดพรากจากท้องถิ่นไปกลายเป็นปัญหาของการพึ่งตัว เอง ไม่ใช่เฉพาะพันธุ์ข้าว แตงโมก็ถูกปรับปรุงให้ปลูกแล้วไม่มีเมล็ด ปลานิลก็กลายเป็นปลานิลติดคุกกินพืชไม่เป็นต้องกินอาหารจากบริษัท เช่นเดียวกับข้าวหอมมะลิ 105 ที่มาจากบางคล้า ไม่ใช่เป็นของอีสาน ข้าวมะลิพวกนี้ต้องอาศัยปุ๋ยเคมีด้วย เราต้องทบทวนว่าข้าวที่ปลูกแล้วผลผลิตตอบสนองผู้บริโภคที่เป็นคนเมืองหรือ ตลาดโลกไม่ได้ตอบสนองผู้ปลูก ในสุรินทร์เองคนกินข้าวมะลิน้อย ปลาร้ากินกับข้าวมะลิไม่อร่อย แต่ถ้าเป็นข้าวเนียงกวงกินกับปลาจ๋อมกินกับปลาร้าแล้วอร่อย เนียงกวงเองมีหลายสายพันธุ์ เหล่านี้มันสูญเสียและทำลายการพึ่งตนเองของเกษตรกร

ดังนั้นนักเกษตรอินทรีย์ต้องคำนึงว่า เราจะรักษาพันธุ์พื้นบ้านอย่างไร ต้องคำนึงถึงการใช้ประโยชน์และคุณค่าของพันธุ์ เช่น ข้าวนางคงปลูกแล้วได้กินทั้งคนและสัตว์ เป็ด ไก่กินได้ ในแปลงนาต้องมีการปลูกพันธุ์ข้าวพื้นบ้านไว้กินนอกเหนือจากแปลงที่ปลูกขาย

สาเหตุสำคัญที่ทำให้พันธุ์พื้นบ้านหายไปอีกประการก็คือ ระบบการศึกษาที่สอนให้คนที่มาส่งเสริมแนะนำทำเกษตรมุ่งเน้นการใช้ปุ๋ยเคมี พันธุ์ลูกผสม ไม่ได้สนับสนุนเกษตรยั่งยืน ซึ่งเป็นการทำลายท้องถิ่น ระบบการศึกษาของเราล้มเหลว ลอกเลียนแบบตะวันตก การศึกษาทำลายพื้นฐานชุมชน และทำลายภูมิปัญญาพื้นบ้าน ที่สำคัญนักส่งเสริมร่วมมือกับบริษัท ส่งเสริมระบบเกษตรที่ทำลายสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ดิน สุดท้ายเกษตรกรพึ่งตัวเองไม่ได้ ตกถึงผู้บริโภคเองที่ได้รับพิษจากสารพิษที่ปนเปื้อนมากับอาหารเป็นโรคร้าย แรง

เป็นไทคือต้องพึ่งตนเองและมีปัจจัย 4 ที่เพียงพอ
ผู้ผลิตต้องมีมาตรฐานการผลิต ต้องซื่อสัตย์ มีมาตรฐานจิตใจเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าใจเราไม่มั่นใจก็ไม่ต้องพูดถึงเกษตรอินทรีย์ การพึ่งตนเองต้องเริ่มจากภายในต้องหลุดพ้น เกษตรอินทรีย์ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม พันธุ์ ไม่ใช่คำนึงถึงราคา ถ้าราคาไม่ดีไม่ทำเกษตรอินทรีย์ และไม่ใช่ว่าทำตามแฟชั่น ปัจจุบันเกษตรอินทรีย์ เศรษฐกิจพอเพียง ถังหมัก น้ำหมัก ปุ๋ยอัดเม็ด กลายเป็นแฟชั่น เกษตรอินทรีย์ต้องพึ่งตนเอง ต้องทำเอง เก็บพันธุ์ท้องถิ่น มีปัจจัย 4 ที่เพียงพอ และการพึ่งตัวเองไม่ใช่เฉพาะเรื่องพันธุ์เท่านั้นหรือทำไปตามกระแส แต่ต้องมองถึงสิ่งแวดล้อม น้ำ ดิน ป่า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ เราฟื้นฟูในไร่นาอย่างไร เช่น หากเป็นนาอินทรีย์เชิงเดี่ยว ขายข้าวไปแล้วไปซื้อกับข้าว ซื้อผัก ซื้อปลากิน เราก็ไม่ได้พึ่งตนเอง เราต้องขยับตัวเองต้องปฏิวัติแปลงเกษตรให้ตอบสนองปัจจัย 4 ให้ได้

ภาคภูมิ อินแป้น ตัวแทนเกษตรกรจาก ตำบลทมอ
ต้องไม่เป็นทาสของพันธุ์

หลุดเป็นทาสได้อย่างไร ต้องมองวิถีชีวิตจะกิน จะอยู่อย่างไร จริงๆเป็นเรื่องที่ไม่ยากหากต้องการหลุด ถ้ายึดเอานโยบายเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ยากในการปฏิบัติ ที่เราทำกันเป็นกลุ่ม เรามองว่าทำอย่างไรมีชีวิตอยู่ได้ไม่ลำบากมากนัก เรามองสิ่งที่เราต้องจ่าย ต้องกิน มีอะไรบ้าง เราผลิตอะไร หรือต้องใช้จ่ายอย่างไร ในเรื่องเมล็ดพันธุ์อะไรที่เราเก็บรักษาเองได้ ไม่ใช่เฉพาะพันธุ์ข้าวเท่านั้นแต่รวมถึงพันธุ์พืช ผักต่างๆด้วย ถ้าทำได้เช่นนี้เราหลุดจากการเป็นทาสของพันธุ์แล้ว เราไม่ต้องซื้อพันธุ์
เริ่มต้นทำเกษตรหากเราต้องซื้อพันธุ์มา เราต้องมีต้นทุนที่สูงเพิ่มขึ้นเพราะไม่คุ้มกับผลผลิตที่ได้ ต้องซื้อปุ๋ย ซื้อยา แต่ถ้าเราเก็บรักษาพันธุ์พื้นบ้านไว้ เราลดต้นทุน ปุ๋ย ยาก็ลดเพราะพันธุ์พื้นบ้านทนต่อโรคและแมลง ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมี
ต้องรวมกลุ่มอนุรักษ์พันธุ์

เรารวมตัวกันเป็นกลุ่ม มีการเก็บรวบรวมเมล็ดพันธุ์ข้าว พืชผักพื้นบ้าน ช่วงแรกมีการสำรวจว่าอยู่ที่ไหน จากนั้นเราเอามาปลูกแล้วขยายผล เราคาดหวังว่าจะมีการปลูกและขยายทั่วจังหวัดสุรินทร์ เพราะอยากให้หลุดจากความเป็นทาส เป็นพันธุ์ที่เราเก็บปลูก ขายเองได้ เก็บได้นานชั่วอายุคน ไม่ต้องอาศัยปุ๋ยเคมี นอกจากนี้ผลผลิตที่ได้ก็ดีต่อสุขภาพกินแล้วไม่เป็นโรค
พันธุ์ข้าวของสุรินทร์ที่เด่นๆเช่น พันธุ์เนียงกวง พันธุ์ดอกมะขาม พันธุ์เหลืองอ่อนซึ่งกินอยู่ท้อง หุงขึ้นหม้อ หากเป็นชุมชนลาวกินข้าวเหนียวก็จะมีพันธุ์บองกษัตริย์ นางร้อยใหญ่ หลังจากที่เราเก็บรวบรวมและปลูกแล้วเราต้องการปลูกขยายเมล็ดพันธุ์

บทสรุป
นายสุเมธ ปานจำลอง
พันธุ์ทาสคือการผูกขาดทางพันธุ์พืชและสัตว์ การครอบงำทางการผลิต การเอากำไรมากมาย ซึ่งกระทำโดยบริษัท
ส่วนไทก็คือสิ่งที่ดีที่มีอยู่ในชุมชน คือการพึ่งตนเองทั้งพันธุ์และการผลิต รวมทั้งเกษตรกรต้องมีมาตรฐานจิตใจที่เชื่อมั่นในแนวเกษตรอินทรีย์พร้อมทั้งการผลิตที่ตอบสนองปัจจัย 4 นี่คือความเป็นไท

ยอดรวม hit counter


วันที่เริ่มสำรวจ 02/05/2554