กลับไป sathai โฮมเพจ

มูลนิธิข้าวขวัญ โรงเรียนของชาวนาไทย

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง

มูลนิธิข้าวขวัญเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ดำเนินงานด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรที่เหมาะสมกับท้องถิ่น พัฒนาพันธุกรรมข้าว และพืชพื้นบ้าน วิจัยและพัฒนาผลกระทบของสารเคมีทางการเกษตร ตลอดจนค้นหาทางเลือกร่วมกับเกษตรกรในการทำเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมี

ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ มูลนิธิข้าวขวัญ ได้เริ่มต้นจากโครงการเลี้ยงปลาในนาข้าว และการส่งเสริมเกษตรกรรมแบบผสมผสานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งขณะนั้นอยู่กับสมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสม ( ATA )

ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้แยกตัวจากสมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสม ก่อตั้งองค์การใหม่ขึ้นมาในนาม ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อสังคม ( Technology for Rural and Ecological Enrichment : TREE )

ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิข้าวขวัญ โดยมีสำนักงาน และพื้นที่ปฏิบัติงานภาคสนามในเขต จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของการผลิตอาหารที่มีมาแต่อดีต พื้นที่เหล่านี้ตั้งอยู่ในเขตเกษตรก้าวหน้า ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการเกษตรแบบปฏิวัติเขียว (Green Revolution ) ซึ่งต้องพึ่งพาเทคโนโลยี และปัจจัยการผลิตจากภายนอก จนเป็นต้นเหตุของปัญหาเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และปัญหาสุขภาพของทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภค ปัจจุบันมูลนิธิข้าวขวัญ ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 7 ไร่ครึ่ง ในเขตเทศบาลท่าเสด็จ ต.สระแก้ว อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี โดยมีพื้นที่ปฏิบัติงานในเขตจังหวัด สุพรรณบุรี 4 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ.บางปลาม้า อ.อู่ทอง และ อ.ดอนเจดีย์ รวมทั้งเครือข่ายทั่วประเทศกว่า 36 เครือข่าย โดยมีกิจกรรม เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานสำคัญ ๆ ดังนี้

กิจกรรมส่วนใหญ่ขององค์กร

มีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรและชุมชน มีการเรียนรู้จากความรู้ภายนอก และการฟื้นฟูความรู้ดั้งเดิมมาจัดการอย่างบูรณาการเพื่อให้เกิดระบบการเกษตรที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์ และฟื้นฟูธรรมชาติ สามารถลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอก และสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น สานสร้างเครือข่ายของผู้ผลิต และผู้บริโภคที่เห็นคุณค่า และความสำคัญกับเรื่องของวิถีชีวิต สังคม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม อันเป็นการเชื่อมโยงกันระหว่าง การพัฒนาระบบเกษตรกรรม กับการพัฒนาวิถีชีวิตอย่างเป็นสุข รวมถึงการพัฒนาด้านอื่นอย่างรอบด้าน

และกิจกรรมสำคัญ ที่นำมาซึ่งความภาคภูมิใจของข้าวขวัญ ในการขยายองค์ความรู้เชิงลึกให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเกษตรกรที่มีความพร้อมในการพัฒนาแนวคิดเพื่อการพึ่งพาตนเองเป็นสำคัญ นั่น ก็คือ โรงเรียนชาวนา ซึ่งการปฏิบัติงานครั้งนี้ มูลนิธิข้าวขวัญ ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรที่สำคัญ คือ สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม ( สคส.) ในการสนับสนุนงบประมาณดำเนินการจัดการความรู้ ภายใต้หลักสูตรการเรียนรู้ 3 หลักสูตรสำคัญ ซึ่งมีกรอบแนวคิดในการจัดการความรู้ดังรูปต่อไปนี้

หลักสูตรที่ 1 การบริหารจัดการศัตรูพืชโดยชีววิธี
หลักสูตรนี้ โดยสาระสำคัญ เน้นไปที่การทำให้ชาวนาเลิกใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชโดยสิ้นเชิง ซึ่งความรู้ใหม่ที่ชาวนาต้องเข้าใจอย่างชัดเจน คือ การศึกษาถึงความสำคัญของระบบนิเวศน์ในแปลงนา สิ่งมีชีวิตต่างๆที่เกื้อกูลกันและกัน โดยเจาะไปที่ความสามารถในการทำให้ชาวนาสามารถรู้และเข้าใจถึงชนิดของแมลงต่างๆที่เข้ามาเกี่ยวข้องภายในระบบ ชาวนาสามารถแยกได้ว่า แมลงชนิดใด เป็นแมลงดี-ร้าย วงจรชีวิตของแมลงเป็นอย่างไร และภายใต้แมลงด้วยกัน มันมีการจัดการเพื่อรักษาความสมดุลของระบบได้อย่างไร โดยวิธีการเรียนรู้แบบสนุกสนาน ที่ชาวนาต้องลงไปโฉบแมลงในแปลงนา เพื่อนำมาคัดแยกให้ละเอียด ก่อนที่จะใช้วิธีการบันทึกเพื่อทบทวนความจำของตน ด้วยการวาดภาพและระบายสี และอีกหนึ่งความรู้ที่ชาวนาต้องศึกษาเพิ่ม คือ สมุนไพรที่สามารถนำมาใช้จัดการแมลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีอะไรบ้าง แต่ละชนิดมีสรรพคุณอย่างไร และวิธีการในการหมักและใช้สมุนไพรมีอะไร เป็นต้น



หลักสูตรที่ 2 การปรับปรุงบำรุงดินโดยชีววิธี
หลักสูตรนี้ สาระสำคัญ คือชาวนาเลิกใช้ปุ๋ยเคมีอย่างสิ้นเชิง จนถึงเป้าหมายสูงสุด คือเลิกใช้แม้กระทั่งปุ๋ยหมักชีวภาพ ปล่อยให้ธรรมชาติดูแลกันเอง แต่ในระยะแรกของการกระตุ้นใจคน จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องให้เวลาแห่งการเรียนรู้คือ การทดลองจากของจริง ดังนั้นในหลักสูตรนี้ เบื้องต้น ชาวนาต้องเข้าใจถึงโครงสร่างดิน ที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของต้นข้าว รวมทั้งความสัมพันธ์ต่างๆ ของระบบที่ต่างก็เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของพืช ชาวนาต้องรู้ว่าดินในแปลงนาของตนในปัจจุบันมีสภาพอย่างไร ต้องรู้ว่าดินที่ดีเป็นอย่างไร และสามารถตรวจสอบสภาพดินโดยใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ หาค่าความเป็นกรด-ด่าง หรือเช็คธาตุอาหารที่มีอยู่ได้ กระบวนการเรียนรู้นี้ จะทำให้ชาวบ้านเข้าใจและวิเคราะห์สภาพดินของตนเองได้ว่า เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร เมื่อรู้ว่าขาดธาตุอาหารใด ก็ต้องรู้ต่อไปด้วยว่า ถ้าไม่ใช้เคมีเราจะมีอินทรียวัตถุตัวใดมาทดแทน หัวใจสำคัญของหลักสูตรนี้ คือ การเน้นไปที่การปรับปรุงบำรุงดินด้วยตนเอง โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของจุลินทรีย์ที่มีผลต่อเกษตร ชาวนาสามารถเข้าใจและทดลองเลี้ยงและขยายพันธุ์ได้ด้วยตนเอง จนถึงขั้นสามารถนำไปใช้ในพื้นที่ของตนเองได้อย่างครบวงจร ส่วนองค์ความรู้อื่นๆที่เข้ามาแทรกเสริมในหลักสูตรนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นเทคนิคในการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ทำน้ำหมักชีวภาพ เป็นต้น



หลักสูตรที่ 3 การพัฒนาพันธุ์ข้าว
ในหลักสูตรนี้ ค่อนข้างยากมาก เพราะเป็นเรื่องที่ชาวนาไม่เคยรู้มาก่อน จึงเป็นหลักสูตรสุดท้ายที่ชาวนาต้องตั้งใจเป็นพิเศษ เพราะเรื่องของการพัฒนาพันธุ์ข้าว สาระสำคัญ คือ การที่ชาวนาสามารถจัดการเก็บและขยายพันธุ์ข้าวไว้ใช้ได้เอง จนกระทั่งสามารถปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ได้อย่างที่ต้องการด้วย ดังนั้น เทคนิคที่ต้องรู้ คือ การสามารถคัดเลือกพันธุ์ข้าวจากข้าวกล้อง เพื่อให้ได้สวยและสมบูรณ์แบบที่สุด จนกระทั่งปลูกเป็นต้นกล้าข้าวกล้องได้ และนำไปขยายโดยปลูกแบบดำนาต้นเดียว ซึ่งจะทำให้ง่ายในการคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่สมบูรณ์แบบที่สุด และเทคนิคที่สูงขึ้นไปคือความสามารถที่ชาวนาจะรู้จักวิธีการตอนและผสมพันธุ์ข้าวที่ต้องการได้ด้วยตนเอง

ซึ่งเราได้รับความร่วมมือร่วมใจในการใฝ่พัฒนาองค์ความรู้จากเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย 200 ครอบครัว จากทั้ง 4 อำเภอ ด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นการให้ความสำคัญกับการที่ต้องมีนัดเพื่อการเรียนรู้ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 3 ชั่วโมง ตามสถานที่นัดหมายในแต่ละพื้นที่ หรือแม้แต่กระทั่ง การได้นำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในระบบเกษตรกรรมของตน เช่น การไม่เผาฟาง การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ การทำสมุนไพรขับไล่แมลง รวมทั้งการรู้จักแมลงดี-แมลงร้าย การเก็บและขยายจุลินทรีย์ การทำฮอร์โมนเพื่อการบำรุงต้นข้าว เป็นต้น เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นเทคนิคใหม่ที่ชาวนาได้นำไปประยุกต์ใช้ โดยคำนึงถึงวัตถุดิบภายในท้องถิ่นของตนเป็นสำคัญ ซึ่งแนวคิดสำคัญที่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เข้าใจที่ตรงกันก็คือว่า การที่ชาวนาพยายามที่จะหาสิ่งทดแทนสารเคมีทั้งหลายทั้งปวงนั้น เป็นเพียงการเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนวิถีผลิต ที่ในท้ายที่สุด กระบวนการและเทคนิคต่างๆเหล่านั้น ก็ไม่จำเป็นจะต้องนำมาใช้ในพื้นที่เกษตรอีกต่อไป กล่าวคือ “ใช้เพื่อที่จะไม่ต้องใช้อีก” เพราะในที่สุด ระบบนิเวศน์และสมดุลของธรรมชาติก็จะกลับคืนมา ชาวนาก็จะหลุดพ้นจากวังวนของการพึ่งพาปัจจัยภายนอกในทุกขั้นตอน

แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของบทบาทหน้าที่นั้น มูลนิธิข้าวขวัญ ก็เป็นเพียงฟันเฟืองหนึ่งที่อาสาเข้ามาช่วยขับเคลื่อนให้กระบวนการทำเกษตรแบบยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้การจัดการความรู้ แต่จะมีศักยภาพและยั่งยืนได้มากขึ้น ถ้าแนวคิดของการพัฒนาระบบเกษตรแบบพึ่งตนเองนี้ เป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วนได้มากพอ และฟันเฟืองในการขับเคลื่อนมีใช่แค่เพียงมูลนิธิข้าวขวัญเท่านั้น เชื่อได้ว่าหนทางก้าวไปสู่พื้นที่เกษตรยั่งยืนอย่างแท้จริงจะเป็นจริงได้อย่างแน่นอน

สรรพกำลังของข้าวขวัญ

คุณเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ
คุณจันทนา หงษา ผู้จัดการมูลนิธิข้าวขวัญ
คุณสุขสรรค์ กันตร ผู้เชี่ยวชาญเทคนิคการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าว
คุณวนิดา บุณยวิสาข ผู้เชี่ยวชาญเทคนิคการพัฒนาพันธุ์พืชพื้นบ้าน
คุณธนรัช ใกล้กลาง ผู้ประสานงานโครงการกองทุนพัฒนาพันธุ์ข้าว
คุณสุนทรี วงศ์ทิพยรัตน์ เลขานุการ/การเงิน
คุณเหรียญ ใกล้กลาง เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการสนาม อ.เมือง
คุณณรงค์ อ่วมรัมย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการสนาม อ.บางปลาม้า
คุณชลสรวง พลแสน เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการสนาม อ.ดอนเจดีย์
คุณพรชัย ชูเลิศ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการสนาม อ.อู่ทอง
คุณประภาส ชาวลุ่มบัว ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่
คุณมานับ ชาวลุ่มบัว ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่
คุณฉันทนา ชูพรม ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่

มูลนิธิข้าวขวัญ
13/1 หมู่ 3 ถ.เทศบาลท่าเสด็จ 1 ซ. 6 ต.สระแก้ว อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี 72230
อีเมลล์ Daycha@loxinfo.co.th