Thai (ภาษาไทย)English (United Kingdom)

องค์ความรู้-เทคนิคระบบเกษตรกรรมยั่งยืน พัฒนาการการเกษตรของภาคเหนือตอนบน

Create PDF Recommend Print

พัฒนาการการเกษตรของภาคเหนือตอนบน

พัฒนาการการเกษตรของภาคเหนือตอนบน

พื้นที่ภาคเหนือตอนบนประกอบด้วย 8 จังหวัด คือ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา ลำปาง น่าน แพร่ ลำพูน และแม่ฮ่องสอน สภาพภูมิศาสตร์พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน พื้นที่ราบลุ่มมีไม่มากนัก ดังนั้น ประวัติศาสตร์ของชนชาวล้านนาก็คือการบุกเบิกพื้นที่ป่าให้เป็นพื้นที่อยู่อาศัยชุมชน และพื้นที่ทำกิน บริเวณที่เป็นที่ราบลุ่มส่วนใหญ่เป็นชุมชนของคนพื้นเมือง ส่วนชนเผ่าดั้งเดิม คือ ลั๊วะ และ ปกาเกอญอ นั้นเดิมก็อาศัยตามแอ่งราบลุ่มขนาดเล็กที่อยู่ห่างไกล แต่ต่อมาถูกรุกรานโดยคนพื้นเมืองจึงอพยพขึ้นไปอยู่ตามต้นน้ำ ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงขึ้นไปอีก ส่วนชนเผ่าม้ง เมี่ยน ลาฮู ลีซู อาข่า ที่อพยพมาจากประเทศจีนตอนใต้ พม่าและลาวในระยะ 100 ปีมานี้ ได้เข้าไปอาศัยอยู่บนภูเขาสูงตั้งแต่ต้น การตั้งถิ่นฐานชุมชนแต่ละช่วงยุคสมัยมีวิวัฒนาการที่แตกต่างกันพอเรียบเรียงโดยสังเขป ดังนี้

 1.1 ยุคบ้านป่า (ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 /2430 – 2485)

         ในยุคนี้พบว่า แอ่งที่ราบขนาดใหญ่ที่เป็นที่ตั้งของจังหวัด และแอ่งที่ราบขนาดกลางที่เป็นที่ตั้งของอำเภอได้มีการตั้งถิ่นฐานชุมชนเต็มไปหมดแล้ว เมื่อประชากรเพิ่มหนาแน่นขึ้นที่ดินทำกินมีไม่พอก็เกิดการขยายกระจายชุมชนออกไปสู่แอ่งที่ราบขนาดเล็กซึ่งต่อมาถูกจัดตั้งเป็นตำบล แอ่งที่ราบขนาดเล็กบางแห่งเป็นที่อยู่ของชนเผ่าดั้งเดิมพวก ลั๊วะ และ ปกาเกอญอ ซึ่งเมื่อมีคนพื้นเมืองมาอยู่ด้วย ชนเผ่าที่รักอิสระ และมีขนบธรรมเนียมประเพณีเฉพาะของตนเองที่แตกต่างไปจากคนพื้นเมืองจึงรู้สึกว่าถูกรุกราน จึงอพยพหนีย้ายไปอยู่ตามหุบเขาที่เล็กกว่าและห่างไกลออกไปอีก ในช่วงเวลาดังกล่าวรัฐได้มีการเปิดบริษัทต่างประเทศ สัมปทานทำไม้ในเขตป่าที่ดอนชายขอบของแอ่งที่ราบขนาดใหญ่ เมื่อต้นไม้ใหญ่ถูกตัดลงก็เป็นแรงจูงใจให้เข้าไปบุกเบิกเป็นพื้นที่ทำกินของชุมชนที่อยู่ใกล้ แต่ก็เกิดไม่มากนัก เพราะพื้นที่ราบลุ่มขนาดเล็กยังพอหาได้อยู่ คนพื้นเมืองจะเน้นการทำนา เพราะให้ผลผลิตที่สูงกว่า เสี่ยงต่อธรรมชาติน้อยกว่า ทำได้ต่อเนื่องทุกๆ ปี ในรายที่มีพื้นที่นาไม่พอเพียง หรือไม่มีเลยก็จะปลูกข้าวไร่แบบหมุนเวียน นอกจากนี้จะใช้ประโยชน์จากที่ดอนในการเก็บหาของป่า และใช้เป็นทำเลเลี้ยงวัว – ควาย โดยรวมการขยายพื้นที่การเพาะปลูกจะเป็นไปเท่าที่จำเป็นเพราะชุมชนยังมีวิถีการผลิตเพื่อยังชีพเป็นหลัก

           บนที่สูงที่เป็นภูเขา เริ่มมีชนเผ่าอพยพมาจากประเทศจีนตอนใต้ พม่า และลาว เช่น ม้ง เมี่ยน ลาฮู ลีซู อาข่า มีวิถีการผลิตเพื่อยังชีพเป็นหลัก ปลูกข้าวไร่ เลี้ยงเป็ด ไก่ หมู วัว ควาย ไว้กิน ไว้บูชาตามประเพณีความเชื่อ ส่วนรายได้จะมาจากการปลูกฝิ่น ขายฝิ่นเป็นรายได้เก็บไว้ใช้จ่ายยามจำเป็น

 1.2 ยุคเริ่มปรับเปลี่ยนสู่การปลูกพืชเชิงพาณิชย์

          ในชุมชนที่เป็นที่ราบแอ่งขนาดใหญ่ซึ่งเป็นที่ตั้งของจังหวัด และแอ่งที่ราบขนาดกลางซึ่งเป็นที่ตั้งของอำเภอ เริ่มปรากฏมีชาวบ้านไร้ที่ดินทำกิน และมีปัญหาเรื่องค่าเช่าที่ดิน ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของประชากรขณะที่ที่ราบลุ่มที่เหมาะแก่การทำนามีจำกัด ขณะที่พื้นที่ดอนชายขอบกระทะขนาดกลางและใหญ่รัฐเปิดให้สัมปทานไม้กับบริษัทต่างชาติเพิ่มมากขึ้น กอปรกับมีการส่งเสริมการปลูกพืชเชิงพาณิชย์พวก ยาสูบ อ้อย และถั่วลิสง ซึ่งเป็นพืชใช้น้ำไม่มากปลูกได้ดีในที่ดอน จึงเป็นแรงจูงใจให้พวกเกษตรกรไร้ที่ทำกิน และมีที่ทำกินไม่พอเพียง หันมาบุกเบิกพื้นที่ป่าสัมปทานแล้วมาเป็นพื้นที่ปลูกพืชเชิงพาณิชย์กันเป็นจำนวนมาก
         ทั้งนี้อีกเหตุผลหนึ่งเนื่องจากป่าที่สัมปทานแล้วง่ายต่อการบุกเบิกเพราะต้นไม้ขนาดใหญ่ถูกตัดไปหมดแล้ว การที่รัฐเร่งกำจัดโรคมาลาเรียด้วยการฉีดพ่น ดีดีที ก็เป็นเหตุผลหนึ่งให้เกิดความมั่นใจในการขยายการตั้งชุมชนในเขตป่าที่ลึกเข้าไป ทางราชการเองก็เข้าไปจัดตั้งชุมชนในเขตป่าสงวนเป็นหมู่บ้านอย่างเป็นทางการ มีการให้แจ้งสิทธิการถือครองที่ดินทำกิน (สทก.) มีการเก็บภาษีบำรุงท้องที่ ทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่ารัฐส่งเสริมการบุกเบิกที่ดินทำกินในเขตป่า โดยเฉพาะเพื่อขยายพื้นที่การปลูกพืชพาณิชย์ อย่างไรก็ตามรัฐเองก็แสดงสิทธิการเป็นเจ้าของป่าด้วยการประกาศ พรบ. ป่าไม้ ปีพ.ศ. 2584 และ พรบ. ป่าสงวนแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2507

           ช่วงยุคนี้ชาวบ้านยังคงมีการผลิตเพื่อการยังชีพ และมีการทำไม้เถื่อนเป็นรายได้เสริมในบางราย ส่วนหมู่บ้านที่ขยายสู่ชายขอบแอ่งกระทะ หลังการสัมปทานไม้จะปลูกพืชเชิงพาณิชย์ ยาสูบ อ้อย ถั่วลิสงเป็นหลัก พร้อมกับหารายได้เสริมจากการทำไม้เถื่อน ในช่วงนี้ ลั๊วะ ปกาเกอญอ ซึ่งเป็นชนชาติดั้งเดิมและรักอิสระจะอพยพถอยขึ้นไปอยู่ในเขตต้นน้ำที่อยู่สูงขึ้นไปอีกเพื่อรักษาวิถีวัฒนธรรมการผลิตและประเพณีตามความเชื่อของชนเผ่าตนเอง ส่วนชนเขาเผ่าอื่นที่อพยพมาจากต่างประเทศก็ยังมีการเคลื่อนย้ายชุมชนเพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมกับการทำไร่ และการปลูกฝิ่น เมื่อการอพยพทำได้ยากขึ้นก็เริ่มมีการตั้งหลักปักฐานเป็นการถาวรกันมากขึ้น

 1.3 ยุคพืชเชิงพาณิชย์เริ่มอ่อนตัว (2508 – 2517)

          ยุคนี้รัฐดำเนินนโยบาย 2 อย่างไปพร้อมๆ กัน คือ หนึ่งการเร่งประกาศพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และสองการขยายสัมปทานทำไม้ในเขตป่าสงวนให้บริษัทคนไทยเพิ่มขึ้น การที่รัฐทำนโยบายทั้ง 2 อย่างพร้อมกันทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่า ป่าสงวนคือการสงวนต้นไม้เป็นสำคัญ ชาวบ้านทั้งที่มีที่ดินทำกินและไร้ที่ดินทำกินพากันหลั่งไหลจับจองพื้นที่ป่าสงวนหลังจากบริษัทสัมปทานตัดไม้ไปแล้ว และชาวบ้านก็มีการตัดไม้เถื่อนไปพร้อมๆ กัน เพราะเห็นตัวอย่างบริษัทสัมปทานที่ละเมิดเงื่อนไขอย่างเป็นเรื่องปกติ การผลิตในช่วงนี้ไม่มีการปลูกพืชพาณิชย์มากนักเพราะราคาไม่แน่นอน การเคลื่อนย้ายขนส่งลำบาก ชาวบ้านจึงเพียงปลูกข้าวไร่ไว้บริโภคเป็นหลักและตัดไม้เถื่อนขายเป็นรายได้ หลังจากบริเวณนั้นไม้มีค่าหมดป่าแล้วชาวบ้านเก็บที่ดินที่จับจองไว้ ให้กับคนกลุ่มใหม่ที่เดินทางมาแสวงหาที่ดินทำกินที่เดินทางมาจากจังหวัดหรืออำเภอ
          ส่วนบนที่สูงมีการอพยพของชาวเขาเพิ่มมากขึ้นทั้งที่มาจากบริเวณชายขอบหนีสงครามการปราบคอมมิวนิสต์ของทางการไทย และที่อพยพมาโดยตรงจากประเทศลาว ทำให้ประชากรบนที่สูงเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนการผลิตนั้นก็เป็นการทำไร่ตามวิถีวัฒนธรรมแต่ละชนเผ่า และมีการปลูกพืชเสริมรายได้

 1.4 ยุคส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อการค้า (2518 – 2528)

          ขณะที่การสัมปทานตัดไม้ของบริษัทและการตัดไม้เถื่อนของชาวบ้านยังคงดำเนินต่อไป แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญคือการอพยพถิ่นฐานของคนอีสานเข้าสู่ภาคเหนือตอนบนเพื่อหาพื้นที่ในการปลูกพืชเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 เป็นต้นมาพื้นที่การปลูกข้าวโพดเพิ่มขึ้นจำนวนมหาศาล จากที่เคยมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดก่อนหน้านี้เพียงประมาณ 2 แสนไร่ ในปี พ.ศ. 2515 เพิ่มเป็น 3 ล้านไร่ ในปี พ.ศ. 2518 และเพิ่มเป็น 4 ล้านไร่ ในปี พ.ศ. 2523 การเพิ่มพื้นที่การปลูกข้าวโพดอย่างมหาศาลนั้นสัมพันธ์กับการลดลงของพื้นที่ป่าอย่างมหาศาลเช่นกัน
         มีเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับนโยบายหลายอย่างด้วยกัน คือ นโยบายการขยายการส่งออกข้าวโพดที่ทำให้ราคาข้าวโพดสูงขึ้น นโยบายการเพิ่มสินเชื่อให้เกษตรกร การออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกินในเขตป่าสงวน นโยบายเงินผันสร้างถนนทางเข้าสู่พื้นที่ชนบทห่างไกล นโยบายต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นเหตุจูงใจให้มีการขยายพื้นที่การเพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพิ่มมากขึ้น จนการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อการพาณิชย์ได้กลายเป็นเกษตรกระแสหลักของภาคเหนือตอนบน และประเทศไทยแทนที่เกษตรกรรมเพื่อยังชีพ แน่นอนที่สุดสิ่งที่มาพร้อมกับพืชเชิงเดี่ยวเพื่อการพาณิชย์ ก็คือ พันธุกรรมใหม่ ปุ๋ยเคมี สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช เทคโนโลยีเครื่องจักรกลใหม่ๆ ต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยการผลิตที่จัดหามาโดยบริษัทธุรกิจการเกษตร
         ทุกสภาพพื้นที่ ทุกระบบนิเวศการผลิต ตั้งแต่แหล่งผลิตที่เป็นที่ราบลุ่ม ที่ราบ ที่ดอน ที่เนินเชิงเขา และบนภูเขาสูง ล้วนปรับแบบแผนการผลิตมาสู่การเกษตรเคมีเชิงเดี่ยวเพื่อการค้ากันเกือบหมด  พื้นที่ปลูกฝิ่นบนภูเขาไกลโพ้นสายตา  ยังถูกทดแทนด้วยพืชผัก ผลไม้  ไม้ดอกไม้ประดับจากเมืองหนาวภายใต้โครงการความช่วยเหลือระหว่างประเทศทั้งจากยุโรปและอเมริกา  ปัจจุบันโครงการดังกล่าวไม่ได้ทดแทนพื้นที่การปลูกฝิ่นเท่านั้น  แต่ยังเข้าไปทดแทนวิถีวัฒนธรรมชุมชนชนเผ่าท้องถิ่นเกือบทั้งหมด 

1.5 ยุคค้นหาและพัฒนาเกษตรยั่งยืน (พ.ศ.2528 – ปัจจุบัน)         

เมื่อกระบวนการเกษตรกรรมเคมีเชิงเดี่ยวเพื่อการค้า (ซึ่งเป็นเกษตรกระแสหลักของประเทศนี้ไปแล้ว) ได้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างเข้มข้นและรวดเร็วนำพาเกษตรกรเข้าสู่แบบแผนการผลิตและแบบแผนชีวิตใหม่ภายใต้ความหวังว่าชีวิตจะดีขึ้น จะมีความเป็นอยู่ที่ร่ำรวย องค์ความรู้ภูมิปัญญา วิถีวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมถูกกลืนหายไปในกระแสหลักดังกล่าวอย่างไม่ทันรู้ตัวเหมือนหนึ่งว่าฝันไป เมื่อตื่นขึ้นท่ามกลางสังคมที่ก้าวหน้าทันสมัย แต่ตัวเองกลับยากจนเป็นหนี้สินมากมาย บางรายหนี้สินล้นพ้นตัวจนล้มละลายถูกยึดที่ดินทำกิน แม้จะมีผลผลิตอาหารล้นประเทศ แต่หลายล้านครอบครัวกลับกินไม่อิ่ม ที่กินอยู่ไม่แน่ใจว่าจะปลอดภัยจากสารเคมีหรือไม่  จะเข้าไปทำงานในไร่นาก็ทำตัวเหมือนกับไปสนามรบ ต้องแต่งตัวด้วยเสื้อผ้ารัดกุมมิดชิด ก่อนใส่หมวกต้องใส่ถุงผ้าครอบศีรษะ ที่จมูกมีหน้ากากครอบอีกชั้น สวมถุงมือยาง สวมถุงเท้ารองเท้ายางสูงเหนือเข่า ถ้าไม่ทำเช่นนั้นก็จะป่วยและตายเหมือนนก หนู งู ปู ปลา หอย กบ เขียด ทำถึงขนาดนี้บางทียังขาดทุน แต่เกษตรกรส่วนใหญ่เขาก็ยังก้มหน้าก้มตาทำกันต่อไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

           เดชะบุญแผ่นดินนี้ไม่ได้โชคร้ายไปเสียทั้งหมดยังมีบางคน บางครอบครัว บางชุมชนที่ยังรักษาและฟื้นฟูวิถีวัฒนธรรมการผลิตที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในหลากหลายรูปแบบ ตามความเหมาะสมสอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมชุมชน ประเพณี ความเชื่อ และสภาพภูมินิเวศ บนพื้นที่สูงชนเผ่าดั้งเดิม ลั๊วะ และปกาเกอญอที่รักษาวิถีวัฒนธรรมการผลิตและแบบแผนชีวิตตามประเพณีความเชื่อดั้งเดิมยังอยู่ให้พิสูจน์ได้ว่า เขาสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ตราบใดที่ยังไม่ถูกรุกรานจากนโยบายรัฐและคนภายนอกที่ขาดความเข้าใจในความแตกต่างที่เป็นชุมชนเผ่าท้องถิ่นดั้งเดิม ถัดจากที่สูงลงมาคนพื้นเมืองที่เคยหลงกระแสแต่หันกลับมาพิจารณาความจริงรู้ว่าตนอยู่ในวิถีการผลิตวิถีชีวิตที่ถูกครอบงำ ผูกขาด ถูกเอารัดเอาเปรียบ ไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงปลดปล่อยตัวเองและครอบครัวออกจากวิถีดังกล่าว สู่วิถีที่เป็นอิสระ พึ่งพาตนเอง จึงเกิดการค้นหาและพัฒนาระบบเกษตรกรรมที่นำไปสู่ความยั่งยืนในหลายรูปแบบ เป็นต้นว่า เกษตรผสมผสาน เกษตรกรรมธรรมชาติ เกษตรกรรมอินทรี วนเกษตร และเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นต้น

        เกษตรกรผู้หลุดพ้นสู่การพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนจนเป็นผลสำเร็จได้ถ่ายทอดแบ่งปันบทเรียน องค์ความรู้สู่เกษตรกรผู้ต้องการหลุดพ้น โดยการจัดตั้งเครือข่ายการเรียนรู้ขึ้นมากมาย เช่น เครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืนภาคเหนือตอนบน ซึ่งเป็นเครือข่ายขององค์กรชาวบ้านที่ทำเกษตรกรรมยั่งยืน 8 จังหวัดในเขตภาคเหนือตอนบน เป็นต้น ดังนั้น เครือข่ายองค์กรเกษตรกรด้านเกษตรกรรมยั่งยืนเหล่านี้จึงมีหน้าที่หลักในการนำเอาองค์ความรู้ ภูมิปัญญา เทคนิควิธีการที่ใช้ในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนได้เป็นผลสำเร็จมาสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับเกษตรกรรายต่อๆ ไปที่สนใจการหลุดพ้น การครอบงำของธุรกิจเกษตรเคมีเชิงเดี่ยวเพื่อการค้า ที่ผ่านมาการขยายผลการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนสามารถทำได้อย่างค่อนข้างจำกัดเพราะแทบจะเป็นการดำเนินการโดยลำพังของเครือข่ายองค์กรเกษตรกรซึ่งแม้จะมีความพร้อมด้านองค์ความรู้ แต่ทรัพยากรที่สนับสนุนแผนการลงมีอย่างจำกัด หากรัฐสนับสนุนการดำเนินงานการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนโดยเครือข่ายองค์กรชาวบ้านด้านเกษตรกรรมยั่งยืนอย่างจริงจัง การขยายผลการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนก็จะกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็จะเป็นผลดีต่อเกษตรกรให้สามารถพึ่งตนเองได้ในที่สุด เป็นผลดีกับผู้บริโภคที่จะได้บริโภคผลผลิตที่ปลอดสารเคมี รวมทั้งเป็นผลดีต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม

ยอดรวม hit counter


วันที่เริ่มสำรวจ 02/05/2554