โทรศัพท์

096 948 1913

อีเมล์

sathaiaan@gmail.com

เวลาเปิด

จันทร์ - ศุกร์: 9:00 - 17:00

ในวงเสวนาเรื่อง “ควนลั่น ภัยพิบัติโลกเดือด” ซึ่งจัดขึ้นที่ไร่ป่ามะลิ (ชี) ม.2 บ้านพราง ต.วังใหญ่ อ.เทพา จ.สงขลา ภายหลังจากที่บรรดาวิทยากรผู้ร่วมวงเสวนาได้ช่วยกันอธิบายถึงปรากฏการณ์ที่ ‘ควน’ อันหมายถึงเนินเขา หรือภูเขาสูงขนาดเล็กเกิดความผิดปกติ มีการสั่นไหวและส่งเสียงจากภายใน หรือที่มีการเรียกกันสั้น ๆ ว่า ‘ควนลั่น’ แล้ว เนื้อหาสำคัญที่มีการพูดกันก็คือการเสนอแนวทางการรับมือต่อสารพันภัยพิบัติจากความแปรปรวนของโลกและธรรมชาติ

รอดด้วยแนวทาง ‘ปรับตัว’ และ ‘จัดการตนเอง’

“ต้องรอดด้วยการปรับตัวเชิงรุก รอดด้วยชุดโอกาส สร้างโอกาสให้ตัวเอง ต้องออกแบบชุมชนให้พร้อม เพราะไม่สามารถจะปล่อยไปตามการเรียนรู้ตามยถากรรมแบบอดีตได้แล้ว” ผศ. ดร.สมพร ช่วยอารีย์ ผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวแบบ ‘ฟันธง’ ถึงแนวทางที่ชุมชนและมวลสมาชิกจะอยู่รอดได้ท่ามกลางภัยพิบัติ ‘โลกเดือด’ ว่าจำเป็นที่จะต้องมีการปรับตัวด้วยการคิดค้นจากข้อมูลและองค์ความรู้ต่าง ๆ  ทั้งภูมิปัญญาดั้งเดิมและเทคโนโลยีสมัยใหม่

“ผมอยากให้แนวทางแบบนี้ว่า พยากรณ์ทำได้ พี่น้องดูได้หมดเลย สอนไม่เกินสองวันจัดการได้หมด ถ้าเข้าใจทุกอย่าง เราจะกลับไปคิดใหม่ เหมือนวันนี้ผมเชื่อว่า หลายคนจะกลับไปคิดว่า เราจะให้บ้านของเรา หลังคาบ้านของเรายังรับน้ำได้ และไหลลงอ่าง ลงตุ่มได้ แล้วลองเก็บดู ฝนห่าสุดท้ายไปจนถึงฝนห่าแรกของปีถัดไป น้ำของเราเหลือเท่าไหร่ ถ้าน้ำของเราเหลือไม่พอก็เพิ่มโอ่ง”

เนื่องจากเป็นหัวหน้าโครงการเฝ้าระวังภัยพิบัติลุ่มน้ำปัตตานี (PBWatch) เพื่อช่วยเหลือและเตือนภัยประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ด้วย ผศ. ดร.สมพรจึงกล่าวกึ่งเชิญชวนกึ่งท้าทายต่อไปว่า

“ถ้าวังใหญ่อยากจะเข้าโครงการฯ นำร่องก็ยินดี เราจะทำทีมที่จะมาลุยเรื่องแผนที่ น้ำไหลบ้านใคร ไปต่อบ้านใครเชื่อมโยงกับตรงไหน จะเห็นทั้งหมด และ อบต. อาจจะติดตั้งสถานีตรวจอากาศอัตโนมัติ และเอาข้อมูลเหล่านี้มา ชาวบ้านที่อื่น ๆ อาจจะทำเป็นกระบอกท่อพีวีซีให้แหลม เพื่อวัดปริมาณน้ำฝน รายงานทุกวัน ส่งงาน อบต. เป็นตัวอย่างในการที่จะลุยให้ไปต่อได้”

ผศ. ดร.สมพรกล่าวอ้างว่า ในภาพใหญ่ของภาคใต้ เขาสามารถที่จะระบุได้เลยว่า พื้นที่ใดมีศักยภาพที่จะรอดพ้นจากภัยพิบัติ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องของข้อมูลและการศึกษาให้รู้จักตัวเองและชุมชนที่อาศัยอยู่

“ถ้ากางแผนที่ภาคใต้ ผมจะวงได้ว่า ตรงไหนรอด ตรงไหนรอ ตรงไหนอด จะเห็นเลย ตรงไหนรอดจะมีชั้นของมันอีก เราจำเป็นจะต้องสร้างวิถีรอดไปด้วยกัน วิชาการก็ถูกอยู่บนงานวิจัย แต่ว่าสุดท้ายวิจัยต้องลงกลับสู่สามัญ การช่วยกันทำข้อมูล ช่วยกันใส่ใจ… ดูครับว่าบ้านเราเปราะบางอะไร ตำบลเราเปราะบางอะไร เราสร้างความไม่เปราะบางลงไปได้ สุดท้ายภัยคือเพื่อนของเรา ไม่มีภัยไม่ได้รับผลกระทบก็คือธรรมชาติที่เกิดขึ้นตามปกติ ฉะนั้นเราใช้วิถีธรรมชาติในการจัดการ” ผศ. ดร.สมพร กล่าว

ตัวอย่างการ ‘จัดทำข้อมูล’ เพื่อ ‘จัดการน้ำ

ในเรื่องของการจัดการน้ำ ดร.พีรพัฒน์ โกศลศักดิ์สกุล อาจารย์ประจำคณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ถ่ายทอดประสบการณ์การจัดการน้ำที่กำลังดำเนินงานในฐานะหัวหน้าโครงการ “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง” นำร่อง 12 ตำบลในพื้นที่ จ.สงขลา ว่า ใช้แนวทางให้ตำบลหรือชุมชนจัดการน้ำด้วยตนเองเช่นเดียวกัน โดยเริ่มจากการทำข้อมูล

“เราชวนชาวบ้านทำอะไรบ้าง อันแรกคือ ต้องทำข้อมูล คำถามง่าย ๆ คือ ระบบน้ำเราเป็นอย่างไร ผังน้ำเราเป็นอย่างไร พากันสำรวจ สมมติเราทำจากตำบล ผังน้ำในตำบลเป็นอย่างไร ถ้าไม่สำรวจ ถามไปก็ตอบได้ แต่เมื่อไปดูพื้นที่กันจริง ๆ จะไม่เป็นเหมือนที่เคยทราบ ปัจจุบันจะมีทางน้ำเปลี่ยนไปบ้าง มีทั้งทางน้ำธรรมชาติ ทางน้ำที่เป็นคนขุด บางอันมีปัญหา บางอันไม่มีอยู่ใต้ดินมีเยอะเลย เราเลยชวนกันมาทำใหม่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ พร้อมกันนั้นเกิดเรื่องเห็นข้อมูลที่เป็นสภาพปัญหาด้วย ดีไม่ดีนึกออกด้วย (ว่า) ควรจะแก้ยังไง

“สอง แหล่งน้ำ ตำบลเรามีน้ำอยู่เท่าไหร่ เก็บน้ำได้เท่าไหร่ หาข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา ตอนนี้ฝนบ้านเราตกยังไง มีฝนแค่ไหน แต่ละเดือนมีน้ำเท่าไหร่ ผิวดินเราเก็บน้ำได้แค่ไหน เรามีอ่างมีสระอยู่แค่ไหน โครงการเราไม่ใหญ่ เราไม่สามารถเก็บได้ทั้งปี อย่างน้อยเรารู้ฤดูกาล ถ้าหน้าแล้งน้ำในสระมีอยู่แค่ไหน ถ้าหน้าฝนเติมน้ำได้เท่าไหร่ เราเก็บได้ไหม น้ำในคลองที่ไหลด้วยอัตราเท่าไหร่ เราสูบขึ้นมาใช้ได้มากน้อยแค่ไหน อันนี้ชวนกันดูว่า เรามีน้ำต้นทุนในตำบลเราอย่างไร เท่าไหร่ และที่พูดกันน้อยคือ น้ำบาดาลเรามีไหม”

ดร.พีรพัฒน์กล่าวว่า ข้อมูลสำคัญอีกส่วนที่ต้องเก็บคือเรื่องการใช้น้ำ ทั้งสภาพปัจจุบันและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น

“เราใช้น้ำอย่างไร ถ้าบนเขา ผมทำที่เขาพระกับทับช้าง ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีนา มีสวนผลไม้ มียาง มีปาล์ม เขาใช้น้ำค่อนข้างน้อย ตอนหลังมีทุเรียนเข้ามาบ้าง เป็นพืชเศรษฐกิจ เริ่มต้องคิด… ต้องเช็กน้ำที่เรามีกับน้ำที่เราจะใช้ โดยเฉพาะเกษตรกับอุปโภคบริโภคพอกันหรือไม่”

ต้องรู้รอบเรื่องของตัวเองจนถึงเรื่องที่เกี่ยวพัน

ดร.พีรพัฒน์ย้ำด้วยว่า ในเรื่องการใช้น้ำ ไม่เพียงต้องดูเรื่องพื้นฐาน แต่ต้องดูมิติต่าง ๆ อย่างรอบด้าน ประกอบกับบริบทของช่วงเวลาและฤดูกาลด้วย

“เวลานักวิชาการเข้าไปทำ เวลาน้อย เขาจะดูเป็นปี ตกลงทั้งปีน้ำพอครับ แต่น้ำมันเยอะเฉพาะหน้าฝน พ.ย.-ธ.ค.น้ำมหาศาล มาแล้วก็รีบไปเลย แต่ว่าแล้วหน้าแล้งละ ตรงนี้ชาวบ้านจะต้องช่วยกันทำข้อมูลเอง แต่ละเดือน เดือนไหนที่เกินที่ขาด จะทำให้เกิดเป้าหมายชัดเจนว่ ต้องแก้ยังไง ทิ้งช่วงนี่แหละสำคัญ เรามีน้ำหรือเปล่า เพราะการใช้น้ำที่เจอตามตำบลต่าง ๆ นอกเหนือเกษตร อุปโภคบริโภค มีประมงมาด้วย หรือล่าสุดที่ ต.รัตภูมิบอก อาจารย์ เราต้องเก็บน้ำไว้ลอยกระทงนะ ช่วยเอาโครงการมาพัฒนาตรงนี้ให้มันดี ๆ หน่อย ถึงหน้าน้ำก็ต้องมีลอยกระทง มีวัฒนธรรมประเพณีเกี่ยวกับน้ำด้วย”

อย่างไรก็ตาม ดร.พีรพัฒน์ บอกเล่าตามประสบการณ์อีกว่า ในบางกรณี เมื่อเริ่มลงมือทำระดับหมู่บ้านแล้ว ก็จะรู้ได้ทันทีว่า การรู้เฉพาะบ้านที่ตนอยู่อาศัยนั้นไม่เพียงพอ จำเป็นต้องขยับขึ้นไปทำเป็นผังลุ่มน้ำใหญ่ และในทางตรงกันข้ามก็อาจต้องกลับมาเจาะลึกดูข้อมูลเป็นลุ่มน้ำย่อย

“บางทีเรื่องไม่ได้เกิดที่เรา เกิดพื้นที่เหนือเราขึ้นไป อาจต้องตามไปดู ทำงานกับตำบลที่เกี่ยวข้องกัน หรือต้องแก้ตรงโน้น (หรือ) อาจจะต้องดูเล็กลง ในตำบลบางทีมีหย่อมบ้าน มีชุมชน คลองเส้นนี้ไหลยังไง ถึงจะแก้ปัญหาหย่อมบ้านได้ อาจจะต้องซูมเข้าไปในบางที่ที่สำคัญ”

สำรวจปัญหาให้ชัด ทั้งปริมาณและคุณภาพ

ดร.พีรพัฒน์สรุปว่า ในการสำรวจเรื่องน้ำจะต้องดำเนินการใน 3 เรื่องควบคู่กัน นั่นคือ รู้สภาพว่าเป็นอย่างไร ปัญหาอยู่ตรงไหน ทั้งทางด้านกายภาพ ปริมาณน้ำ และคุณภาพน้ำด้วย

“ตอนนี้ที่มีปัญหามากคือเรื่องคุณภาพ ทางพื้นที่ข้างล่างและริมทะเลสาบ (สงขลา) พบวัชพืชเยอะแยะไปหมดเลย ทุกอย่าง ทั้งบนเขาลงไปที่โน่นหมดเลย วัชพืชเอย ตะกอนเอย กองอยู่ข้างล่าง เป็นปัญหาของหาดใหญ่ ตอนนี้ทั้งรื้อตะกอน วัชพืช ใช้เงินมหาศาล ผมคิดว่าจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วม และมันลงไปที่ทะเลสาปอีกรอบด้วยนะ”

ด้านอุทิศ เกษตรกรและสมาชิกสภาองค์กรชุมชน ต.วังใหญ่ ได้แลกเปลี่ยนเกี่ยวกับสถานการณ์ในถิ่นอาศัยของตนว่ากำลังเผชิญปัญหาความเปลี่ยนแปลงและคุณภาพที่เสื่อมโทรมเช่นเดียวกัน

“ต่อไปพื้นที่บ้านผมจะขาดน้ำ เพราะญี่ปุ่นให้คนไทยทำไร่ธรรมชาติ ผมสำรวจมา แม็คโครมั่ง รถดันมั่ง ตอนนี้ในลำคลองเป็นทรายหมดแล้ว ที่ผมเดินสำรวจเป็นทรายหมด เพราะน้ำใต้ดินจะถูกเจาะมาก ถึงที่นี่เป็นต้นน้ำ แต่เราไม่ได้เก็บกักน้ำ เพราะฉะนั้นในพื้นที่ปนเปื้อนด้วยสารพิษได้มาก ๆ เหมือนกัน ผมไปดูเรื่องนี้มาและเสนอ อบต. วันก่อนว่า สิ่งแวดล้อมนี้ปนเปื้อนมาจากอะไร การปลูกทุเรียนเชิงเดี่ยวมีแต่พันธุ์อย่างเดียว ต้นไม้ถูกทำลาย ป่าก็ทำลายหมด ดินชะล้างลง ฉีดยาสารเคมีตกค้างอยู่ในดิน เรื่องนี้ไม่ถูกหยิบยกมาสำรวจเลย”

ระบุปัญหาให้ชัด เพื่อประสานการจัดการตรงจุด

แนวทางดำเนินการที่ ดร.พีรพัฒน์ และ ผศ. ดร.สมพร เสนอมีความสอดคล้องกัน กล่าวคือ ตั้งต้นจากการสำรวจเพื่อมีข้อมูลเชิงสถานการณ์ที่ชัดเจน ระบุปัญหา-สาเหตุได้ จากนั้นจึงนำข้อมูลเหล่านั้นเป็นฐานในการเฝ้าระวัง เตรียมการรับมือ หรือแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไป

“สมมติว่าเราเริ่มเจอพื้นที่ดินถล่ม มีกี่ที่ อยู่ตรงไหน มาเมื่อไหร่ พื้นที่เสี่ยงต่อจากนั้นคืออะไร ถล่มตรงไหน ตรงไหนเสี่ยงต่อ แล้วทำไมถล่ม ข้อมูลพวกนี้ทำขึ้นมาได้ไหม และนำไปสู่การคิดโครงการร่วมกับตำบล จังหวัด ก็อาจจะเริ่มมีแวว แต่ก่อนมันไม่เคยเป็นแบบนี้ ถ้าตำบลรับลูกทำเป็นโครงการขึ้นมาแก้ปัญหา มาว่ากัน จังหวัดรับลูกไปชวนทางทรัพยากรธรณี คือเราต้องมีเพื่อน จริง ๆ เรามีเพื่อนหลายแบบอยู่แล้ว เพื่อนที่เป็นอาจารย์ เพื่อนที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่น ข้าราชการท้องถิ่น หรืออื่น ๆ ท่านใดช่วยตรงไหนก็มองหน้ากัน ไม่มีใครมาตั้งเรื่องให้เรา เราต้องตั้งเรื่องเอง” เป็นคำกล่าวของ ดร.พีรพัฒน์ ขณะที่ ผศ. ดร.สมพร ในฐานะหัวหน้าโครงการเฝ้าระวังภัยพิบัติลุ่มน้ำปัตตานี ระบุว่า ตำบลนำร่องในปัตตานีปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 30 ตำบลจาก 115 ตำบล ที่มีการทำงานร่วมกันระหว่างคนพื้นที่กับ อบต. ส่วนที่หาดใหญ่และทะเลสาบกำหนดไว้ว่าจะมีประมาณ 10 ตำบล ในการดำเนินการโครงการ ได้ให้ทางสภาองค์กรชุมชนกลับมาสำรวจสายน้ำเช่นกัน โดยจับพิกัดว่าตรงไหนมีปัญหา เพื่อที่จะนำเสนอต่อหน่วยงานท้องถิ่นและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต่อไป

หลักสูตร “วิถีเรา วิถีโลก” รับมือภัยพิบัติ

ในฐานะผู้มีส่วนร่วมจัดทำหลักสูตรเพื่อรับมือกับภัยพิบัติที่ชื่อ “วิถีเรา วิถีโลก” กฤษดิ์ บุญเย็น ตัวแทนจากโรงเรียนศรีนครินทร์วิทยานุเคราะห์ นาทวี และสถาปนิกวิชาชีพ อธิบายแนวทางการทำหลักสูตรว่าใช้กระบวนการกระตุ้นคนในโดยใช้คนนอก ที่เป็นเด็ก เยาวชน และเกษตรกรเข้าไปเรียนรู้ เพื่อให้เจ้าบ้านเอาของดีของตัวเองออกมาให้คนอื่นเห็น ให้รู้ว่ามีอะไร ซึ่งมีข้อมูลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นป่าต้นน้ำ ป่าสมรมที่ช่วยเรื่องของการจัดการน้ำ บางครั้งไม่ได้เป็นป่าที่สมบูรณ์ แต่ช่วยให้บริหารจัดการน้ำได้ หรือการปลูกพืชร่วมกันเพื่อให้จัดการระบบนิเวศ วิธีการก็คือเข้าไปรู้จักระบบนิเวศเดิมที่มีอยู่ แล้วค่อยๆ พัฒนาให้สมบูรณ์ขึ้น

“ทางนี้มีภูมิปัญญาอยู่แล้ว ทำแบบอยู่ร่วมกับป่า เราไปทำเพื่อเป็นข้อมูล หลักสูตรที่ทำคือโปรแกรมการเรียนรู้ สมมติเรามีข้อมูลก้อนหนึ่ง ทำยังไงให้ทุกคนกินได้ กินอร่อย สิ่งที่นักการศึกษาลงไปพยายามทำคือ learning curve เป็นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่มากขึ้น เราคิดว่าสิ่งที่ทำให้คนเรียนรู้มากที่สุดคือการทำผ่านตัวเขาเอง เราเชื่อว่าการสร้างประสบการณ์ให้คนเข้ามาเรียนรู้ ไม่ใช่แค่รู้ผ่านหัว มัน (ต้อง) ผ่านใจ ผ่านกาย”

เพื่อขยายความเรื่องการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ กฤษดิ์ได้ยกตัวอย่างสิ่งที่ทำให้พื้นที่ ต.วังใหญ่ ว่าได้มีการทดลองทำเรื่อง ‘หัวมันทุ้ง’ ซึ่งก็คือมันสำปะหลังที่เรียกตามคำภาษาถิ่นใต้ ด้วยการพาเด็ก ๆ ไปสำรวจและชี้ให้เห็นว่าในพื้นที่นี้มีของกินใต้ดิน

“เราเดินสำรวจกันข้างหลัง มันทุ้งเต็มเลย เราทำยังไง ขุดยังไง ดูมันที่มันทุ้งขึ้นมา ดูเส้นประมาณไหน ขุดยังไง มันเขียว มันม่วง มันแดงขุดออกมา เสร็จแล้วกินยังไงได้บ้าง ต้ม เผา ใช้แค่มีดอันเดียวสามารถมีอาหารกินได้ คือมันดูธรรมดานะ เรามีเซเว่น แมคโคร หรือเดินไปร้านอาหาร แต่ถ้าวันหนึ่งฝนตก น้ำท่วม โรคระบาด เราไปไหนไม่ได้ เราอยู่บ้าน ทางใต้เรามีต้นทุนด้านอาหารสูงมาก เรามีจอบ มีเสียม มีฟืน ขุดมากินได้หลายวัน”

อย่างไรก็ตาม กฤษดิ์ย้ำถึงสิ่งสำคัญพื้นฐานว่าจำเป็นจะต้องมีความรู้และข้อมูล

‘รู้’ เพื่อสู้ได้ และ ‘รอด’

“เราพูดถึงเรื่องรอด ถ้าเราไม่รู้ เรามีอะไรจะไปสู้กับเขา เราไม่รู้ว่าเรามีอาวุธอะไร” กฤษณ์กล่าว และเชื่อมโยงต่อมาว่า สำหรับหลักสูตรที่ทำอยู่นั้นเป็นการทำเพื่อเด็ก ๆ เยาวชน หรือแม้แต่คนซึ่งไม่ได้อยู่ในพื้นที่

“บางทีคนเมืองเขาไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นบนเขา เขารู้แค่ว่า เดี๋ยวไปดู อย่างคลองนาทวี คนในตลาดไม่ได้คิดอะไร เขาแค่รู้ว่า ระดับน้ำในคลองขึ้น แต่จริง ๆ ช่วงนั้น ที่ผ่านมา เขามีเครือข่ายกัน บางคนโทร.อก ทางนี้ขึ้นแล้วนะ เดี๋ยวคืนนี้ทางนี้ขึ้น พรุ่งนี้เช้าคลองนาทวีเตรียมรับแรงกระแทก ถ้าเกิดเขารู้ จะทำให้ทุกคนรู้ผ่านกระบวนการ หลักสูตรที่เข้าถึงง่าย และมีเครื่องมือที่สำคัญ ทำซ้ำได้ง่าย ๆ หรือบางทีการเรียนรู้แบบโบราณ เราใช้ผู้เฒ่าผู้แก่บอกเล่า ถ้านานไปความรู้แบบนี้มันหาย ก็ยังเหลือเป็นหลักสูตรตกทอดอยู่ในคนรุ่นหลัง ๆ”

เขาให้ข้อมูลด้วยว่า ขณะนี้มีโรงเรียนที่กำลังทำหลักสูตรการตื่นรู้เชิงนิเวศ เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้ควบคู่ไปกับหลักสูตรกลางอื่น ๆ

“ไม่ใช่แค่ความรู้เรื่องโลกร้อน การจัดการน้ำ แต่ทำให้เขามีทักษะชีวิต เป็นเรื่องที่สำคัญมากในอนาคตว่า เขาสามารถจะเก็บข้อมูลเป็น ถ้าเราติดตั้งทักษะชุดนี้ตั้งแต่เด็ก ๆ เก็บข้อมูลได้ เขารู้จะไปประสานหน่วยงานอะไร รู้แอปพลิเคชันหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยอะไรเขาได้บ้าง จะทำให้เขาสามารถมีต้นทุน คือภูมิปัญญาในอดีตเป็นทางรอดในอนาคตได้”

สถาปนิกผู้สวมบทบาทนักการศึกษาชี้ด้วยว่า โรงเรียนและหน่วยงานที่ทำเรื่องการศึกษาควรต้องจัดทำหลักสูตรที่ใช้ชุมชนเป็นห้องเรียน เพื่อการรู้จักเรื่องของชุมชนตนเอง ทั้งปัจจุบัน อดีต และแนวโน้มในอนาคต เพราะ “ถ้าไม่รู้เราไม่รอด” กฤษณ์กล่าว

ส่วนอุทิศ พรมสมปาน กล่าวถึงแนวทางที่จะรอดจากสถานการณ์ภัยพิบัติว่าต้องมีการปรับตัว ซึ่งปัจุบัน ทั้ง 14 แปลงต้นแบบการทำเกษตรของ ต.วังใหญ่ได้ทำในแนวทาง “สวนสมรม” เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารยามเมื่อเกิดภัยพิบัติ

ทั้งนี้ คำว่า ‘สมรม’ เป็นภาษาถิ่นใต้ แปลว่า “รวมผสมผสาน” ซึ่งความหมายของสวนสมรมก็คือเป็นสวนที่มีพืชพันธุ์ไม้ปนเปกันหลายชนิด เป็นการทำเกษตรในพื้นที่ป่าธรรมชาติดั้งเดิม ปลูกพืชใหม่โดยไม่ทำลายต้นเดิมและสภาพพื้นที่เดิม ดังนั้นสวนสมรมจึงเป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดความมั่นคงทางอาหารอย่างชัดเจน

‘สมรม’ ทั้งข้ามศาสตร์และข้ามชุมชน

คำว่า ‘สมรม’ ได้รับการเน้นย้ำจาก ผศ. ดร.สมพร ในอีกมิติด้วย นั่นคือ ในเรื่องการใช้ความรู้ที่หลากหลายผสมหรือสมรมรวมกัน หรือหากกล่าวในภาษาวิชาการก็คือ ‘บูรณาการ’ ข้ามศาสตร์ และไม่เพียงสมรมด้านความรู้เท่านั้น ผศ. ดร.สมพรชี้ว่าจำเป็นต้องสมรมระหว่างชุมชนต่าง ๆ เพื่อโอบอุ้มเกื้อกูลกันด้วย

“เช่นเดียวกับธรรมชาติที่สมรมมาก่อนแล้ว ภัยพิบัติก็สมรมเหมือนกัน เรียกว่าภัยพิบัติแบบบูรณาการศาสตร์ และเริ่มที่ระดับตำบลไม่พอ ต้องไปสมรมกับตำบลอื่น ตำบลที่ส่งน้ำให้เรา ตำบลที่ส่งลมให้เรา ตำบลที่เราส่งน้ำไปให้ ทั้งหมดเรียกว่าบูรณาการศาสตร์ ให้มาถึงฝั่งบริหาร ฝ่ายบริหารก็ต้องบริหารแบบสมรมเหมือนกัน ต้องใช้ศาสตร์ ใช้ความรู้หลากหลาย… วิถีเดิม ๆ ของเรา ถ้าเรารู้ว่าน้ำจะท่วม เราก็หาอะไรใส่เป้ แล้วเดินออกไป จะให้มันเสร็จสรรพในที่เดียวอาจจะไม่เสมอไป คำตอบมีอยู่มากมาย ซึ่งคำตอบปัญหาอยู่ในชุมชน”

ผศ. ดร.สมพร ขยายความว่า หากในระดับชุมชนมีอย่างน้อย 5 โรง อันได้แก่ โรงไฟฟ้า โรงประปา โรงแก๊สชีวภาพ โรงอาหาร และโรงเรียน การจัดการตนเองแบบพึ่งตัวเองได้ก็จะเกิดขึ้น ส่วนโรงปุ๋ยและโรงสีข้าว จะมีด้วยก็ได้ ด้วยลักษณะดังกล่าวทรัพยากรก็จะหมุนเวียนอยู่ภายในชุมชน ไม่ใช่ถูกดูดออกไปดังเช่นในปัจจุบัน

“ท่านรู้ไหมว่า ซูเปอร์มาร์เก็ตที่อยู่ในพื้นที่ของเรา ดูดเงินคนในพื้นที่แล้วไปไหน เรากันทำแทบตาย สุดท้ายก็ดูดหมด เหมือนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ดูดเงินจากมือถือเราไปทุกวัน ลงถึงระดับคนแล้ว เพราะฉะนั้น วางแผนแล้วเดิน แล้วรอดไปด้วยกัน จัดการสมรมไปด้วยกัน” ผศ. ดร.สมพร ขมวดประเด็นปิดท้าย

ประเด็นเรื่องการสมรมทางสังคมของ ผศ. ดร.สมพร ได้รับการสนับสนุนจากชม ไชยบุตร ประธานชมรมต้นวารี มหานทีแห่งชีวิต บ้านบาโหย ต.บาโหย อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ซึ่งได้เสริมประเด็นด้วยการตั้งคำถามว่า

“ถามว่าเราจะช่วยกันอย่างไร มันอยู่ที่เรา ไม่ได้อยู่ที่ชุมชน ไม่ได้อยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง อยู่ที่ตัวเราว่า พื้นที่ตรงนี้เราจะจัดการอย่างไรเมื่อไม่มีน้ำ เราจะจัดการอย่างไรให้ป่ามันอยู่ แบบที่ป่าช่วยเหลือกันเอง ต้นไม้ที่มันตาย คือไม่รอดแล้ว ช่างมัน อันนี้คือรักษาสมดุลและสิ่งแวดล้อมไว้ เราไม่ต้องไปทำอะไร อยากกินทุเรียนก็เอาทุเรียนไปตั้งไว้ซัก 10 ต้น ต้นไหนที่ตายก็ช่างมัน ต้นไม่ตายมันก็รอด ต้องแข็งแกร่งขึ้นแค่นั้นเอง…

“ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนและยั่งยืน ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับเราเอากะละมังไว้ลูกหนึ่ง ใส่น้ำให้เต็ม และเขวี้ยงก้อนหินเล็ก ๆ ลง เม็ดทรายก็ได้ ทิ้งลงไป นั่นคือ ผลกระทบทุกอย่าง คือการเปลี่ยนแปลง เมื่อมนุษย์ขยับ สังคมต้องเปลี่ยนแน่นอน แต่เราจะเปลี่ยนไปทิศทางใด”

ในกรณีของชุมชนบ้านบาโหยเอง ถ้าถามว่าจะรอดจากภัยพิบัติหรือไม่ ชมซึ่งเคยเป็นตัวแทนภาคพลเมืองไปร่วมการประชุมสุดยอดด้านสภาพอากาศโลกแห่งองค์การสหประชาชาติ ครั้งที่ 26 (COP26) มาแล้ว ออกปากชวนทุกคนแบบมั่นอกมั่นใจว่า อยากให้ไปดูกันด้วยตาตัวเอง

“ผมมีน้ำ มีอาหาร มียารักษาโรค ปลูกสมุนไพร มีบุคลากรที่รู้จักสมุนไพร รู้จักการรักษาโรค ถ้าเรามีบุคลากรเหล่านี้อยู่ในชุมชนนั้น ผมเชื่อได้ว่าเรารอด” ชมกล่าวอย่างหนักแน่น

บทความแนะนำ