“สถานการณ์สารพิษตกค้างของสินค้าอาหารที่เราพบโดยเฉลี่ยก็คือ 69% ตกค้างเกินค่ามาตรฐาน ถ้าเป็นสินค้านำเข้าเกินมาตรฐาน 73% ขณะที่สินค้าในประเทศ 68% ตัวเลขแทบไม่ต่างกันเลย ส่วนที่เราผลิตในประเทศ สินค้าที่มีตรารับรองที่ซื้อในห้างเกินครึ่งหนึ่ง คือ 57% ตกมาตรฐาน และที่ระบุว่าเป็นออร์แกนิกไทยแลนด์เจอการตกค้าง 7 ใน 10 ของกลุ่มตัวอย่าง” ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย (BioThai) และผู้ประสานงานหลักเครือข่ายต้านภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือไทยแพน (Thai-PAN) สรุปสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยของพืชผลทางการเกษตรที่เป็นอาหารของคนไทย จากมุมเรื่องการปนเปื้อนสารพิษหรือสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร

แหล่งไหน ๆ ก็ไม่ปลอดภัย การรับรองยังไม่อาจเชื่อมั่นได้
ข้อมูลที่เธอยกมานั้นเป็นตัวเลขจากรายงานสถานการณ์ล่าสุดในช่วงปลายปี 2567 ที่ไทยแพนและมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคร่วมกันสุ่มตรวจผักและผลไม้จากตลาดทั่วประเทศ ซึ่งผลพบว่า ผักผลไม้ที่คนไทยรับประทานเป็นประจำ ส่วนใหญ่เกือบร้อยละ 70 มีสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐาน ภายใต้ระบบรับรองมาตรฐานที่ยังมั่นใจไม่ได้ 100%
สำหรับแหล่งของการเก็บตัวอย่างมาตรวจมาจากสองส่วน นั่นคือ จากห้างและจากตลาดส่งหรือตลาดค้าส่ง โดยตัวเลขแสดงให้เห็นว่า พืชผักจากห้างตกค้างมากกว่าตลาดสดเล็กน้อย

“ถามว่าตลาดดีไหม ก็ไม่ได้ดี เฉลี่ยคือปนเปื้อน 61% ซึ่งไทยแพนร่วมกับเครือข่ายของเราสุ่มมาจาก 12 จังหวัดทั่วประเทศ ระดับความเสี่ยงจะกระจาย ๆ ไปหลายภูมิภาค เสี่ยงสูงได้แก่ตลาดนนทบุรี 87% นครปฐม 80% ราชบุรี 73% เสี่ยงกลาง ๆ 60% ขึ้นมา มีขอนแก่น สงขลา มหาสารคาม ระยอง ปทุมธานี ส่วนต่ำกว่า 50% คือที่นครสวรรค์ อุบลราชธานี เชียงใหม่ ยโสธร” ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถีกล่าว
กะเพรานำในหมวดผัก ส่วนผลไม้นำโดยพุทราช็อกโกแลต
ส่วนในแง่ของชนิดพืชผัก ปรกชลให้ข้อมูลไล่เรียงว่า ชนิดพืชผักที่ปนเปื้อนสูงสุดคือกะเพรา โดยพบมากถึง 94% ถั่วฝักยาว-ขึ้นฉ่าย-กวางตุ้งไต้หวัน 88% พริกขี้หนู/พริกจินดา 82% มะเขือเทศลูกเล็กเชอร์รี 64% ส่วนผลไม้ที่แย่ที่สุดก็คือพุทราช็อกโกแลต พบ 100% เต็มของกลุ่มตัวอย่าง ตามด้วยองุ่นไซมัสแคท 96% ส้มที่แกะเปลือกทั่ว ๆ ไปอย่างสายน้ำผึ้งและส้มเขียวหวาน 82% ฝรั่ง 59% แก้วมังกร 53% และดูดีที่สุดของปีนั้นคือแอปเปิ้ล โดยพบเพียง 6%
นอกจากการตกค้างของสารพิษในผักผลไม้สดแล้ว ผลการตรวจยังพบว่า ผลไม้แกะเปลือกอย่างเช่นทุเรียน ไม่เพียงพบสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ยังพบโลหะหนักเช่นแคดเมียมตกค้างอยู่ที่เนื้อทุเรียนด้วย

สารพิษตกค้างที่พบมีถึง 111 ชนิด ซึ่งส่วนใหญ่ประเทศพัฒนาเลิกใช้กันแล้ว
ในแง่ของชนิดสารพิษที่ตกค้าง จากการสุ่มตรวจผักผลไม้ทั้ง 16 ชนิด มีทั้งหมด 111 ชนิด ประกอบด้วยยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ยากำจัดเชื้อรา และยากำจัดโรคพืช โดยที่สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ใช้ในประเทศไทยมีทั้งหมดมากกว่า 200 ชนิด
ในจำนวนสารพิษ 111 ชนิดยังพบว่า 66 ชนิด หรือ 59% เป็นสารที่สหภาพยุโรปหรืออียูไม่อนุญาตให้ใช้แล้ว ทั้งนี้ ปรกชลระบุว่า แม้สารเคมีจำนวนมากที่ยังได้รับอนุญาตในประเทศไทยไม่ใช่สารประเภทที่มีพิษเฉียบพลันสูง กล่าวคือไม่ใช่ว่ากินเข้าไปแล้วตายทันที แต่ความน่ากังวลคือพิษเรื้อรัง แม้กินน้อยแต่สะสมบ่อยต่อเนื่องยาวนาน จะส่งผลกระทบต่อร่างกายใน 4 มิติ ได้แก่ 1. ก่อพิษเรื้อรัง 2 .ก่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 3. เกิดวิกฤตเชื้อดื้อยา และ 4. เกิดผลกระทบจากการที่ร่างกายได้รับสารเคมีหลายชนิด ทำให้เกิดการอักเสบของร่างกายรุนแรงมากขึ้น เหมือนเป็นวงจรอุบาทว์ของการทำลายสุขภาพทั้งระบบ
อีกทั้งจากจำนวน 111 ชนิดที่พบนั้นก็พบว่า 60% เป็นสารประเภทดูดซึมที่อยู่ในเนื้อเยื่อ ผู้บริโภคจึงไม่สามารถกำจัดได้ด้วยตัวเอง

คำตอบไม่ได้อยู่ที่การ ‘ล้าง’ เพราะ ‘ล้างไม่ออก’
จากนั้นปรกชลได้ขยับประเด็นไปกล่าวถึงท่าทีของภาครัฐต่อเรื่องนี้ โดยระบุว่า “เวลาที่ภาคประชาชนบอกว่ามีสารพิษตกค้างในผักผลไม้ เราก็จะได้ยินคำแนะนำตามาทันทีเพื่อลดความตื่นตระหนกว่าล้างแบบไหนดี เบรกกิ้งโซดา น้ำซาวข้าว เกลือ ผงถ่าน น้ำส้ม” ซึ่งปรกชลระบุว่าผลลัพธ์แท้จริงแล้วคือ “ออกเล็กน้อย ลดลงได้บ้าง ออกบ้างไม่ออกบ้าง”
“เราพบว่า 60% จาก 111 ชนิด มีสารประเภทดูดซึม หมายถึงการตกค้างไม่ได้อยู่ที่ผิว แต่อยู่ในเนื้อเยื่อ ไทยแพนเคยได้รับคำถามจากผู้บริโภคว่าแล้วควรจะล้างด้วยอะไร เราตอบไม่ได้แบบคำตอบเดียว เพราะ 111 ชนิดนี้ บางตัวดูดซึม บางตัวไม่ดูดซึม ตัวที่ไม่ดูดซึมบางตัวโดนน้ำล้างก็หลุดแล้ว แต่บางตัวต้องการด่าง บางตัวต้องการความร้อน แล้วใครจะเอาองุ่นไปลวกไหม?
มายาคติเรื่อง ‘กินให้หลากหลาย’
ส่วนข้อแนะนำเรื่องกินให้หลากหลาย ปรกชลตอบสนองว่า “สารกลุ่มนี้ตรวจองุ่นก็เจอ คะน้าก็เจอ ดังนั้นหลากหลายแค่ไหน คือถ้าหลากหลายในระบบการผลิตแบบเดิมเราก็จะเจอสารเคมีแบบเดิม จากชนิดที่ 1 เจอตกค้างอาจจะยังไม่เกินมาตรฐาน พอหลากหลายชนิด บวกไปบวกมาอาจจะเกิน เพราะฉะนั้นกินให้หลากหลายหมายถึงต้องรู้ที่มา และต้องรู้ว่าเขาปลูกแบบไหน 20 อันดับแรกเราเจอแทบทุกชนิด ตกค้างซ้ำ ๆ และใน 20 อันดับแรก 75% ก็คือสารดูดซึม คราวนี้มันจึงไม่ได้ง่ายขนาดที่ว่าล้างก็น่าจะปลอดภัย” ปรกชลสรุป
เรื่องราวทั้งหมดนี้ ปรกชล อู๋ทรัพย์ เล่าไว้ในงานนิทรรศการภูมิปัญญาเกษตรในเมืองและอาหารสุขภาวะพึ่งตนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ทางมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) จัดขึ้นเป็นครั้งแรก ณ ห้องสมุดและศูนย์เรียนรู้ มสธ. เมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมา วัตถุประสงค์คือต้องการชี้ให้เห็นว่า การที่คนไทยเราพึ่งพาอาหารจากอุตสาหกรรมทำให้ยังคงต้องตกอยู่ในความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของสารเคมีที่เกินค่ามาตรฐานที่ประเทศไทยกำหนด กลายเป็นวงจรอุบาทว์ทำลายสุขภาพและระบบการดำรงชีพของคนไทยทุกวันนี้

‘โลกเดือด’ และเชื้อเพลิง ‘ฟอสซิล’ กับผลกระทบต่อพืช
นอกจากนั้น ปรกชลยังขยับไปนำเสนอในประเด็น ‘ความไม่มั่นคงทางอาหารในสภาวะโลกเดือด’ โดยชี้ว่า การปลูกพืชแบบเชิงเดี่ยวที่ต้องอาศัยทั้งปุ๋ยเคมีและสารกำจัดศัตรูพืช ทั้งสองสิ่งนี้เป็นผลผลิตที่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งคือสาเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 1 ใน 3 ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ดังนั้นจึงกลายเป็นส่วนสำคัญในการทำลายล้างระบบนิเวศ
ขณะเดียวกัน เมื่อสภาพภูมิอากาศสูงขึ้น การปลูกพืชก็จะยิ่งยากขึ้นไปอีก วนกันเป็นวงจร เช่น อุณหภูมิสูงเกิน 35 องศาเซลเซียส การจะติดเกสรหรือผสมเกสรก็จะลดลง หรือแทบจะไม่ติดเลย ส่งผลให้ผลผลิตข้าวโพดลดลง 24% อ้อย 24-34% และข้าวลดลงประมาณ 3-10%
ไม่เพียงติดเกสรยากขึ้นเท่านั้น คุณค่าทางโภชนาการก็ลดลงด้วย เช่น ทำให้วิตามินบี 2 ในกล้วยลดลง 38% วิตามินเอในแตงกวาลดลง 18% วิตามินซีในส้มลดลง 15% และแคลเซียมในข้าวลดลง 16% ยังไม่รวมกรณีที่สารเคมีบางตัวได้ไปตรึงเอาแร่ธาตุที่คาดหวังว่าจะได้จากผักให้ลดลง ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถีสรุปความในประเด็นนี้ว่า “จากการวิจัยขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ เคยพบว่า การปลูกแบบเชิงเดี่ยวที่ใช้สารเคมีมาก ๆ ในช่วง 100 ปี ทำให้พืชบางตัว เช่น กะหล่ำปลี แคลเซียมไปประมาณเท่าตัว นั่นทำให้เราต้องกินผักมากขึ้นเพื่อให้ได้โภชนาการเท่าเดิม ซึ่งโลกร้อนก็ส่งผลคล้าย ๆ กัน”
วิกฤตพลังงานควบคู่มาด้วยวิกฤตอาหาร
“เราไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เลยว่า ระบบอาหารเราพึ่งพาฟอสซิล ยังไม่รวมเรื่องพลังงานที่ใช้ในการขนส่งและอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีก ช่วงที่ผ่านมา วิกฤตสงครามและวิกฤตอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมันทำให้ราคาพลังงานพุ่งขึ้น และราคาปุ๋ยก็พุ่งขึ้นด้วย พอปัจจัยการผลิตพวกนี้พุ่งขึ้น อาหารก็จะแพงขึ้นไปด้วย อันนี้เป็นผลพวง ซึ่งต้นทุนของการผลิตแบบเกษตรเคมี ส่วนใหญ่จะพึ่งพาค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับวงจรของพลังงานฟอสซิล เช่น ข้าวพึ่งพาระบบฟอสซิล 47.3% ข้าวโพด 49% เราอาจจะไม่ได้กินข้าวโพดลอย ๆ แต่กินของหลายอย่างที่มาจากข้าวโพด เช่น คอนเฟลก และยังไม่ได้พูดถึงสารเคมีที่ตกค้างในนั้นราว 27%” ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถีขมวดประเด็น
ปมปัญหาเรื่องโลกเดือดนั้น ทำให้เกษตรกรรายย่อยได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากมีต้นทุนการตั้งรับหรือปรับตัวต่างกันกับบริษัทอุตสาหกรรมอาหารขนาดใหญ่ ที่สามารถลงทุนจัดการควบคุมปัจจัยแวดล้อมได้ จากนั้นเมื่อทุกอย่างแพงขึ้น การผลิตยากขึ้น สุดท้ายอาหารก็แพงขึ้น ซึ่งกระทบผู้บริโภคโดยรวม และคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มคนเปราะบาง เช่น อาจจะเป็นคนจนเมือง ซึ่งจากงานวิจัยพบว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของรายจ่ายของคนกลุ่มนี้เป็นค่าใช้จ่ายด้านอาหาร
การเมืองคือมือที่กำหนดและควบคุม
“เรื่องระบบอาหาร บางทีเราอาจจะคิดว่าคนปลูกขายคนกิน แต่จริง ๆ ระบบอาหารมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับทุกมิติไปจนถึงเรื่องของการเมือง เพราะนโยบายที่จะออกมาว่าจะปลูกอะไร รับซื้ออะไร จะไปเจรจาการค้าระหว่างประเทศกับใคร เช่น ไปเปิดเสรีกับจีน ตอนนี้ผักจีนจึงเข้ามาตีตลาดไทย
“เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกเรื่องเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองด้วย การตกลงของรัฐบาลในแต่ละยุคสมัย เรื่องของการปล่อยให้ผู้ค้าปลีกหรือร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ สร้างนิเวศในการที่จะรับรสชาติใหม่ ๆ สร้างนิเวศในการที่จะผลิตอาหารแบบใหม่ ๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดพฤติกรรมการกินด้วย เป็นต้น” ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถีกล่าวให้เห็นภาพที่ใหญ่ขึ้น
ข้อเสนอเรียบง่ายและตอบโจทย์
จากนั้นจึงขยับไปสู่ข้อเสนอว่า การจะปรับเปลี่ยนระบบเกษตรอาหารสู่ระบบสุขภาพที่ยั่งยืนได้นั้น ต้องมีการเปลี่ยนแปลงใน 3 เรื่อง ได้แก่
- ความปลอดภัย ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของสิ่งที่เรียกว่า ‘อาหาร’ เนื่องจากรากของคำว่าอาหาร คือเครื่องค้ำจุนชีวิต ถ้าอาหารมีสารพิษ ย่อมจะไม่ใช่เครื่องค้ำจุนชีวิต แต่เป็นระเบิดเวลาที่รอวันที่จะพบว่า เราเป็นโรคอะไรบางอย่าง
- ความมั่นคงและเป็นธรรม โดยต้องเป็นธรรมทั้งกับผู้บริโภค เกษตรกร และสิ่งแวดล้อม
- ความยั่งยืน ถ้าคิดแต่จะกอบโกย รีดเค้นเอาทรัพยากรนิเวศออกมาใช้มากจนเกินไป สุดท้ายเราจะแทบไม่หลงเหลืออะไรที่ดีที่จะส่งต่อให้กับรุ่นต่อไป
ดังนั้น ในที่สุดแล้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถีระบุไม่อ้อมค้อมว่า ระบบอาหารจะเปลี่ยนได้ ต้องเปลี่ยนระบบเกษตรจากเกษตรอุตสาหกรรมเป็นเกษตรนิเวศ
ส่วนในเรื่องการรับมือกับปัญหาสารพิษตกค้างนั้น ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถีเปิดเผยด้วยว่า ไทยแพนและสภาองค์กรของผู้บริโภคหรือสภาผู้บริโภค กำลังดำเนินการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อสร้างระบบเฝ้าระวังที่เรียกว่า Thai-RASFS เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าไปดูข้อมูลได้แบบ 100% อาทิ การคืนสินค้า การจ่ายค่าชดเชย การจัดการของหน่วยงานรัฐกับอาหารให้ปลอดภัยเมื่อตรวจพบภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงประสานงานกับหน่วยงานรัฐด้วย

“สิ่งนี้ต้องเกิดขึ้นก่อน เราต้องเชื่อมั่นว่า ถ้าสิ่งใดไม่ปลอดภัย สิ่งนั้นไม่ใช่อาหาร และความปลอดภัยเป็นเรื่องที่ต่อรองไม่ได้” ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถีกล่าวฟันธง