โทรศัพท์

096 948 1913

อีเมล์

sathaiaan@gmail.com

เวลาเปิด

จันทร์ - ศุกร์: 9:00 - 17:00

อ่อนนุช 14 ไร่ ทองกิตติ และพูนทรัพย์ คือชื่อชุมชน 3 แห่งที่ได้เข้าร่วมโครงการ “สวนผักคนเมือง” เมื่อช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ภายหลังจากที่มี 3 ชุมชนเข้าร่วมมาก่อนแล้ว 1 ปี และพบว่า การทำสวนผักไม่เพียงทำให้ครอบครัวคนปลูกมีอาหารปลอดภัยบริโภค ช่วยลดรายจ่ายของครัวเรือน แต่ยังสามารถพัฒนาเป็นช่องทางหารายได้เพิ่มเติม หรือกระทั่งเป็นอาชีพ นอกจากนั้นยังมีบทบาทอื่นอีกหลายด้าน เช่นช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจ เสริมสร้างความสามัคคีในชุมชน เปิดให้ชุมชนเป็นที่รู้จักของสังคมวงกว้างขึ้น ฯลฯ

สำหรับชุมชน 3 แห่งที่เป็นรุ่นบุกเบิกการเข้าร่วม “สวนผักคนเมือง” ได้แก่ ภูมิใจ พูนสุข และเลียบวารี

ทั้งนี้ ชุมชนทั้ง 6 แห่งมีพื้นฐานมาจากชุมชนคนจนเมืองหรือชุมชนแออัดที่เป็นสมาชิก “สลัม๔ภาค” ส่วนใหญ่มีประสบการณ์การต่อสู้เรื่องความมั่นคงของที่อยู่อาศัย และถูกย้ายออกมาจากใจกลางเมืองหลวงไปอยู่ในเขตชานเมืองและปริมณฑล เพื่อหลีกทางให้กับการพัฒนาในรูปแบบต่าง ๆ

เมื่อต่างกลายมาเป็นชุมชนย่านชานเมืองหรืออยู่ในเขตปริมณฑล จึงนำมาซึ่งโจทย์ใหม่ นั่นคือต้องต่อสู้กับการแสวงหาอาชีพทดแทนหรือรายได้เพิ่ม รวมถึงหาทางพัฒนาชุมชน ดังนั้น “สลัม๔ภาค” และมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย หรือ มพศ. จึงร่วมมือกับมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) หรือ มกย. ดำเนินการโครงการสวนผักคนเมือง โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ทั้งนี้เพื่อมุ่งสร้างศักยภาพการพึ่งตนเองด้านความมั่นคงทางอาหารให้แก่ชุมชน และสร้างทางเลือกแนวทางในการพัฒนาอาชีพและพัฒนาชุมชน

ในวาระที่การเข้าร่วมของ 3 ชุมชนใหม่ดำเนินมาครบครึ่งปีแล้ว จึงได้เวลาที่จะมาติดตามกันว่า สวนผักคนเมืองของสมาชิกใหม่ 3 ชุมชนเป็นอย่างไรกันบ้าง

“อ่อนนุช 14 ไร่” สวนผักหลากหลายในพื้นที่ขนาดเล็ก

รายล้อมด้วยแมกไม้บาง ๆ และอาคาร บริเวณตรงกลางนั้นมีแปลงผักเพียงไม่ถึง 10 แปลง โดยที่แต่ละแปลงมีขนาดกระทัดรัด คาดคะเนด้วยสายตา ความยาวแปลงอาจอยู่ที่ประมาณ 3 เมตรหรือเกินเล็กน้อย ส่วนความกว้างน่าจะเป็นไปตามมาตรฐานที่เหมาะสมและสะดวกสำหรับการปลูกและดูแล นั่นคือประมาณ 1 เมตร แต่เพียงเท่านี้ สถานที่แห่งนี้ก็เป็นแหล่งศึกษาดูงานของผู้คนจำนวนมาก

ส่วนหนึ่งด้วยต้นทุนเดิมที่เป็นแหล่งเรียนรู้การจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนด้านการรีไซเคิลขยะอยู่แล้ว กิจกรรมสวนผักคนเมืองจึงยิ่งเสริมให้แหล่งเรียนรู้แห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่ที่แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กรุงเทพฯ มีเนื้อหาเชิงบวกมากยิ่งขึ้น

“14 ไร่ไม่มีปัญหาอะไรเลย เขาทำได้หมด และมีความต่อเนื่อง เพราะเอาไปเชื่อมกับการดูงาน เพราะฉะนั้นเวลามีคนดูงาน เขามีแปลงผัก มีอะไรพวกนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของงานเขา และสามารถขายได้จริง” วรรณา แก้วชาติ เจ้าหน้าที่จากมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย หรือ มพศ. ในฐานะผู้ประสานงานโครงการสวนผักอินทรีย์ของชุมชนในเครือข่ายสลัม๔ภาค กล่าวถึงผลงานของชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่

จากการลงตรวจแปลงและติดตามงาน วรรณาเห็นว่า ชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่มีต้นทุนเดิมที่สูงอยู่แล้ว อีกทั้งผู้นำก็มีความสามารถสูง

จุดเด่นอยู่ที่ผู้นำ “ไม่หยุดคิด รู้จักต่อยอด และทำจริง”

“แกนนำเขาคิดงานตลอดเวลา เราคุยเขาจะคิดออก และเขาได้ทดลองทำด้วย เช่น อันนี้เขาปลูกเองถี่ยิบ แต่สิ่งที่เราสอนให้เขาปลูก เราจะมีระยะห่าง และให้เห็นสองแปลงชัด ๆ เลยว่า ความแตกต่างมันคืออะไร เนื่องจากเขามีความเชี่ยวชาญ เพราะฉะนั้น เราสอนปากเปล่าไม่ได้ มันต้องมีข้อเปรียบเทียบ คือหลักฐานเชิงประจักษ์ พอเห็น เขาจะเข้าใจ แล้วครั้งต่อไปเขาจะรู้ว่าต้องทำแบบไหน และสิ่งที่เราสอนไป พอสอนไปปั๊บ เขาทดลองเลย อย่างยาฆ่าแมลงที่เราสอนกันไป เขาทดลองทำเอง เขาเห็นผล เขาเชื่อ พอเขาเชื่อก็จะทำต่อเนื่อง เวลารื้อก็จะรื้อแปลง พักแปลง แล้วจะมีพวกเศษอาหาร เขาก็ทดลองทำเป็นปุ๋ย มันก็ได้ผล” วรรณากล่าว ก่อนจะสรุปว่า

“จุดแข็งเขาคือ หนึ่ง-ทำต่อเนื่อง สอง-เขาไม่หยุดคิด เขาต่อยอด พอเขามีแปลงผักก็คิดเลี้ยงผึ้ง เพื่อให้มันผสมเกสร ทำไปเรื่อย คิดไปเรื่อย คนที่ดูสวนส่วนใหญ่เขาชอบเรื่องปลูกผักด้วย เลยไม่มีปัญหา แต่เราพยายามเสนอเขาอยู่ว่า เนื่องจากมีแขกมาดูงานเยอะ เราอาจจะต่อยอดว่า เราขายผักในกระถางไหม เขาก็เห็นด้วย”

นอกเหนือจากผักอายุสั้นในแปลงกลางพื้นที่ บริเวณรอบ ๆ ก็มีการปลูกผักที่มีอายุกลาง ๆ ไว้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาก็มีอยู่บ้าง เช่น กรณีมีนักศึกษามาดูงาน เนื่องจากมีแปลงว่างที่เตรียมดินไว้แล้ว ในการให้ผู้ดูงานได้ร่วมทำกิจกรรมจึงเกิดการใช้วิธีหว่านเมล็ดผักลงแปลง ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่ควรจะเป็นคือการเพาะให้ต้นอ่อนงอกก่อน จากนั้นนำลงถาดทีละต้นเพื่ออนุบาลให้แข็งแรง แล้วจึงนำลงแปลงปลูก

“แต่การเพาะและหยอดลงถาดมันไม่สนุก เขาเลยหว่าน มันก็ขึ้นแน่นเลย พอมันแน่นก็เสียดาย ไม่กล้าถอนต้นไหนทิ้ง ต้นเลยโตขึ้นมาไม่สวยและต้นสูง” วรรณาเล่า

กรณีดังกล่าวจึงเป็นภารกิจของพี่เลี้ยงที่จะต้องคอยทักท้วงและแนะนำกันต่อไป

“ทองกิตติ” จำเป็นต้องปรับไปตามสภาพ และ “เน้นปลูกกิน”

เมื่อแรกที่เข้ามาร่วมโครงการ ชุมชนทองกิตติซึ่งอยู่ที่แขวงบางชัน เขตคลองสามวา วางแผนจะทำแปลงผักส่วนกลางในที่ดินว่างขนาดประมาณ 18 ตารางวาที่เจ้าของยังไม่ได้ใช้สร้างบ้าน แต่ต่อมาประสบปัญหาไม่อาจใช้พื้นที่เป้าหมายนั้นได้ เนื่องเจ้าเจ้าของที่ดินเกรงจะถูกปรับจากการใช้ประโยชน์ผิดวัตถุประสงค์

สมาชิกชุมชนที่สนใจและได้มาเรียนรู้เรื่องการปลูกผักอินทรีย์ตามหลักสูตรของ มกย. จึงปรับเปลี่ยนเป็นการปลูกลงกระถางวางไว้ตามหน้าบ้านและพื้นที่ว่างเท่าที่มี

“โดยส่วนใหญ่ก็ยังปลูกกันต่อเนื่อง แต่ปรับไปตามสภาพ ก็ไปใช้เป็นผักกระถาง กระบะผลไม้ ลังโฟม ปลูกมะเขือยาว ผักเคล ได้เอามาทำอาหารแบ่งกันในชุมชน ยังไม่ได้ขาย จะแบ่งกันกินมากกว่า เขาก็อาศัยว่าปลูกให้เพื่อนเห็นก่อน แล้วเขายังจะใช้อันนี้ไปจดทะเบียนอัตลักษณ์ชุมชน กลุ่มเกษตรสุขภาพ ปลูกผักกินเอง ปลูกผักหน้าบ้าน คือกิจกรรมกลุ่ม” วรรณาเล่าถึงสภาพการปลูกผักของชาวชุมชนทองกิตติ ตลอดจนแผนการที่ได้วางไว้สำหรับอนาคต

ความดื้อรั้นและการเรียนรู้

แต่เดิมในชุมชนทองกิตติเคยมีการปลูกพืชผักสมุนไพรอยู่แล้ว ซึ่งถือเป็นพื้นฐานประสบการณ์ที่สำคัญ จากการสำรวจเมื่อปีก่อน โดยสำรวจทุกหลัง พบว่ามีการปลูกทั้งมะเขือ ข่า ตะไคร้ เกือบทุกบ้าน แบบคนละเล็กละน้อย อีกทั้งยังเคยได้รับการส่งเสริมการทำแปลงเกษตร มีการจัดระบบ มีคนดูแล แต่เนื่องจากประสบปัญหามีการตัดถนนบริเวณพื้นที่แปลงนั้น กิจกรรมการปลูกจึงทำได้ไม่เต็มที่ ได้แต่ใช้ปลูกมะนาวไป

อีกสิ่งหนึ่งที่วรรณากล่าวถึง ซึ่งไม่เชิงเป็นปัญหา แต่เป็นคุณสมบัติเฉพาะของชาวสวนผักชุมชนทองกิตติที่มีผลต่องานปลูกผัก นั่นคือการมีความดื้อรั้นเป็นของตัวเอง “เช่น เราบอกว่า คุณจะต้องหมักดินก่อน ไม่ ไม่ทันใจ ปลูกเลย ผลปรากฏผักตายเรียบ ถือว่าได้บทเรียน มันส่งผลจริง ๆ นะ บางอย่างมันต้องมีทฤษฏีเสียหน่อย เขาก็บอกมันรอไม่ได้ กล้ามันไม่ได้แล้ว มันต้องปลูกเลย เราเสนอเรื่องการจัดการดินร่วม เช่น ซื้อดินมาเอามาผสมก่อนแล้วค่อยแบ่งกันไป เขาก็บอกว่า แบ่งไปปลูกก่อน เดียวตามไปผสมทีหลัง และตัวแกนนำไม่ค่อยมีเวลา มันก็ไม่ได้ผสมซักที พี่น้องก็ปลูกไปอย่างนั้น”

ในปัจจุบัน สมาชิกของชุมชนที่เข้าร่วมการปลูกผักมี 7 คน ปลูกกันอยู่ในบ้าน 7 หลัง ซึ่งผลผลิตของบ้านแกนนำจะโดดเด่นกว่าสมาชิกอื่นค่อข้างชัดเจน แต่โดยรวมต่างก็มีผลผลิตให้ได้เห็น ชื่นชม และอวดกันเป็นระยะ อย่างไรก็ตาม มีบางรายไม่ได้ใช้ประโยชน์ผลผลิต เนื่องจากเกิดปัญหามีคนอื่นมาเก็บไป ด้วยเหตุที่จุดปลูกบ้างก็อยู่ในที่ลับตา หรืออยู่ติดกับชุมชนอื่น

แท้จริงปัญหาดังกล่าวเป็นสิ่งที่ชุมชนอื่นต่างเคยประสบกันมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นชุมชนภูมิใจหรือพูนสุข จัดได้ว่าเป็นเรื่องที่ต้องหาทางจัดการ มิเช่นนั้นจะเป็นการบั่นทอนกำลังใจ ซึ่งเรื่องนี้ทาง มพศ. มีแผนที่จะนัดประชุมหารือกันต่อไป

“เห็นว่ามีบางบ้านโดนขโมยผักจากที่ดินข้างเคียง ซึ่งจะได้ขอนัดทีมปลูกผักคุยหารือการจัดการแปลงผักหน้าบ้านตนเอง การป้องกันการเก็บผักจากคนที่ไม่ใช่สมาชิกในกลุ่มหรือคนนอกชุมชน การทำดินร่วมกัน และการขยายผลองค์ความรู้ในการปลูกผักที่ทำได้ดีแล้วจากแปลงแกนนำไปสู่สมาชิกคนอื่น ๆ ในชุมชนต่อไปค่ะ” วรรณากล่าวถึงแผนงานในใจที่จะดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่ชาวสวนผักชุมชนทองกิตติ รวมทั้งแนวทางที่จะพัฒนางานต่อไป

พูนทรัพย์ “เตรียมปลูกผักในกระสอบ-แปรรูปกล้วย”

ชุมชนพูนทรัพย์ ตั้งอยู่เขตสายไหม กรุงเทพฯ เน้นการปลูกผักในกระถางเช่นเดียวกันกับชุมชนทองกิตติ เนื่องจากชุมชนเคยประสบปัญหาน้ำท่วมมาก่อน ทำให้ดินเปรี้ยว

จากที่เคยปลูกผักได้งามมาก แต่หลังผ่านสถานการณ์น้ำท่วม ดินในพื้นที่ก็ใช้ไม่ได้อีกต่อไป จึงต้องหันมาปลูกผักกระถาง ซึ่งก็ได้ผล มีผักจำพวกผักกาด มะเขือยาว กุยช่ายให้เก็บขาย และล่าสุดขยับมาใช้ถุงกระสอบเพื่อปลูกถั่วฝักยาวและแตงกวา โดยมีการใช้กล้วยเป็นปุ๋ย เนื่องจากในชุมชนมีต้นกล้วยจำนวนมาก

จากกล้วยหลายกอนำมาสู่การมีผลผลิตล้น โดยที่ชาวชุมชนยังไม่มีแนวทางว่าจะใช้ประโยชน์อย่างไรดี ที่ผ่านมาได้แต่เพียงแกะเปลือกกล้วยแล้วนำไปตากแดด กับใช้หน่อกล้วยทำปุ๋ย ล่าสุดจึงมีการปรึกษากันกับพี่เลี้ยงที่จะเริ่มกิจกรรมแปรรูปกล้วย

สิ่งหนึ่งที่ชุมชนพูนทรัพย์ได้เปรียบชุมชนทองกิตติคือการมีพื้นที่ดินส่วนกลาง รวมทั้งมีทีมงานดูแลประมาณ 6-7 คน โดยที่คนดูแลก็มีการปลูกหน้าบ้านตัวเองด้วย นอกจากนั้นยังมีกลุ่มเยาวชนคอยมาช่วยเป็นระยะ ในขณะที่ผู้เป็นแกนนำชุมชนที่เป็นแกนนำการปลูกผักด้วย แม้มีภารกิจจำนวนมากมายหลายด้าน แต่เนื่องจากถูกปรามาสและขอคำยืนยันไว้แต่แรกว่า เมื่อเข้าร่วมโครงการแล้วก็จะต้องให้ความสำคัญ ไม่ทำแล้วทิ้งเหมือนที่ผ่าน จึงทำให้มีความพยายามและแรงผลักดันที่จะต้องลบคำสบประมาทดังกล่าว

บทความแนะนำ

ประสบการณ์งานพันธุกรรมและการขับเคลื่อนทางนโยบาย โดย รศ.ดร.ร่วมจิตร นกเขา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์