
นอกเหนือจากการเป็นผู้ประสานงานหลักโครงการสวนผักคนเมือง ชุมชนเมืองมหาสารคาม ในช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ชัยสิทธิ์ แนวน้อย ยังได้เดินทางไปทำหน้าที่วิทยากรที่จังหวัดชัยนาท เพื่อถ่ายทอดแนวคิดและประสบการณ์ทำสวนผักคนเมืองให้กับชุมชนเมืองชัยนาทผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ ภายใต้ “โครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเชิงพื้นที่เพื่อขจัดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ จังหวัดชัยนาท” ที่ดำเนินการโดยสถาบันวิทยาลัยชุมชน
“เราน่าจะช่วยได้บ้างจากประสบการณ์ทำสวนผักคนเมืองและทำสวนด้วยตัวเอง โดยมีเป้าหมายแก้ไขความยากจนในจังหวัดชัยนาท เป็นการหนุนเสริมเทคนิคและทักษะปลูกผักปลอดสารเคมี กับเป้าหมายใหญ่ต้องการเปิดตลาดนัดสีเขียวด้วย แต่ยังไม่มีผลผลิต ขณะที่ผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่ไม่มีประสบการณ์เรื่องการปลูกผัก ด้วยข้อจำกัดเชิงพื้นที่ มีปลูกกินในกระถาง อีกส่วนหนึ่งเคยทำมาบ้างแล้วเมื่อปี 2567 แต่เพื่อกินและแบ่งปัน ยังไปไม่ถึงตลาด” ชัยสิทธิ์เปิดเผยถึงบทบาทของเขาและทีมที่ไปร่วมเป็นวิทยากร รวมถึงเป้าหมายของโครงการที่ชัยนาท
ด้านคณุสสัน ศุภวัตรวรคุณ นักวิจัยของโครงการฯ ให้ข้อมูลว่า โครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 โดยในปี 2567 เริ่มขยับมาทำในพื้นที่สำคัญ นั่นคือเทศบาลเมือง รวม 18 ชุมชนในเขตเมือง ในฐานะที่ชัยนาทติด 1 ใน 10 จังหวัดยากจนของประเทศ
“มุ่งที่คนจนประมาณ 120 ครัวเรือน จำนวน 300 กว่าคนเป็นกลุ่มเปราะบาง เป็นคนจนเมืองที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่ปลดระวาง จากที่เมื่อก่อนมีเรี่ยวแรงทำงาน มีรายได้ และทำงานหนักจนทำให้มีปัญหาสุขภาพ แต่การดูแลรักษาสุขภาพไม่ได้ทำเท่าที่ควร พอเป็นผู้สูงอายุทำให้ร่างกายแย่ลง ทั้งเส้นเลือดสมองตีบ ต้องนอนติดเตียง หลายคนทำงานจนพิการ และส่วนใหญ่อาศัยอยู่บ้านเช่า ไม่มีรายได้ ปัจจุบันอยู่ได้ด้วยสวัสดิการจากรัฐ” คณุสสันระบุถึงกลุ่มเป้าหมายที่โครงการมุ่งทำงานด้วย


คณุสสันกล่าวถึงเป้าหมายโครงการด้วยว่า “อยากเติมเรื่องโภชนาการและสร้างรายได้ให้กับคนจนเมืองมากขึ้น อีกทั้งเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเมืองของเทศบาลเมืองชัยนาท ซึ่งมีนโยบายเมืองสุขภาพอาหารปลอดภัย จึงเห็นว่า สิ่งที่พอจะทำได้ให้กับคนจนเมืองคือเติมเต็มเรื่องการปลูกผัก ดังนั้นจึงมีการจัดอบรมครั้งแรกเมื่อต้นปี 2567 เนื่องจากหลายบ้านพอมีพื้นที่เล็ก ๆ”
ในมุมมองของชัยสิทธิ์ เขาเห็นว่า การจัดอบรมที่ผ่านมาของทางโครงการที่ชัยนาทมีจุดอ่อนที่การไม่ได้ลงมือปฏิบัติจริง กล่าวคือ “ก่อนหน้านี้เขาเคยจัดอบรมเรื่องการทำสารชีวภัณฑ์ สารบำรุงดิน การผสมดิน การปรุงดิน ส่วนมากจะดึงชุมชนออกมาข้างนอก มาประชุมจัดอบรม เหมือนกับมานั่งคิดนั่งคุยซะส่วนใหญ่ มองไม่เห็นรูปธรรมของการปฏิบัติ” ชัยสิทธิ์กล่าว
เมื่อรับบทเป็นวิทยากรในการจัดอบรมอีกครั้งเมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ชัยสิทธิ์จึงเน้นการ “พาทำ” เป็นสำคัญ
“คุยหลักการไม่ถึง 20 นาที อีก 30 นาทีพาไปแปลงรวมของชุมชนมนเทียรทองรุ่งเรือง ลองออกแบบใส่กระดาษปรู๊ฟที่หน้าแปลง ว่าถ้าเราจะออกแบบแบบนี้ ชุมชนเห็นยังไง คิด วาดรูปผังแปลงให้ดูเลย จากนั้นแบ่ง 2-3 ทีมใหญ่ ๆ ทีมหนึ่งขึ้นแปลงบนดิน ขุด ผสมดินปลูกหรือปุ๋ยหมักในดินที่ขึ้นแปลง และขึ้นรูปแปลงเพาะปลูก ทีมสอง ประกอบโต๊ะปลูกผัก ทีมสามเดินระบบน้ำในแปลง”


นั่นคือกิจกรรมที่ชัยสิทธิ์พาทำเสร็จได้ในวันเดียว สำหรับผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 50 คน ให้ความรู้ครอบคลุมทั้งเรื่องการออกแบบแปลง การทำโต๊ะปลูก และการเดินระบบน้ำในแปลง จากนั้นในวันที่สอง ชัยสิทธิ์ใช้เวลาอบรมจนถึงบ่ายสอง โดยช่วงเช้าสรุปการเรียนรู้ของวันแรก ส่วนเนื้อหาใหม่คือการพยายามชวนคิดชวนคุยว่า ถ้าจะปลูกผักหรือทำผักออกสู่ตลาด เทคนิคการปลูกต้องทำอย่างไร
“เอาหลักการที่ได้รับการอบรมมาจากอาจารย์เติ้ล (เกศศิรินทร์ แสงมณี) และจากการนำชุมชนเมืองมหาสารคามทำด้วยส่วนหนึ่ง อีกอย่างมันจำกัดเชิงหลักการในทางทฤษฏี ผมเองเอาหนังสือที่ทางมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืนฯ ทำกับสวนผักคนเมืองแจกให้ทางโน้น ช่วยในแนวคิดและเทคนิคต่าง ๆ และประสบการณ์ของแต่ละภาค อยากให้เขาไปดูรายละเอียดต่าง ๆ เพิ่ม” ชัยสิทธิ์เล่าถึงองค์ความรู้ที่นำไปถ่ายทอดให้กับชุมชนเมืองชัยนาท
เหตุที่ชัยสิทธิ์ต้องอบรมเกี่ยวกับเนื้อหาเรื่องการตลาดด้วย เนื่องจากทางโครงการวางแผนที่จะเปิดตลาดในระยะเวลาอันใกล้ ซึ่งในความเห็นส่วนตัวของชัยสิทธิ์ก็ยังฉงนสงสัยว่า เมื่อการผลิตยังไม่ได้เริ่มดำเนินการจริงจัง เป้าหมายการเปิดตลาดจะเป็นจริงได้อย่างไร แต่ชัยสิทธิ์ก็พยายามให้แนวคิดและแนวทางเบื้องต้นเอาไว้ ด้วยการชักชวนผู้เข้าอบรมร่วมกันพูดคุยเรื่องแผนการผลิตร่วม ทำอย่างไรให้ผลผลิตไม่ซ้ำซ้อนกัน และจัดกิจกรรมให้ผู้เข้าอบรมเขียนชื่อผักในใจ 5 ชนิดที่ต้องการปลูก เพื่อร่วมกันคิดและปรับให้สอดคล้องกับผลสำรวจที่สถาบันวิทยาลัยชุมชนได้สำรวจความคิดเห็นคนชัยนาทว่าต้องการผักปลอดสารเคมีชนิดใดมากที่สุด ซึ่งผลพบว่ามีทั้งชื่อที่ตรงกันและไม่ตรงกัน
คณุสสันยอมรับว่า การได้ชัยสิทธิ์มาเป็นวิทยากกรทำให้ได้ความรู้ดีขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องดิน “การปรุงดินเดิมเราไม่ได้คิดเป็นเรื่องเป็นราว ก็มีเรื่องการปรุงดินเข้ามาเพิ่ม ทำให้หลังจากนี้ทุกแปลงจะต้องปรุงดิน เชื่อว่าถ้าไม่ปรุงดินพืชจะไม่แข็งแรง เป็นความคิดใหม่ที่เปลี่ยนไปเลย เรื่องของการทำแปลงยกแคร่ หรือโต๊ะปลูก อันนี้ก็ชัดเจนว่าเป็นตัวหนึ่งที่ทุกแปลงรวม และแปลงบางครัวเรือนเขาต้องการทำ สามารถจะลดปัญหาโรค-แมลงได้ สามารถจัดการดิน และอะไรต่าง ๆ ได้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะสังคมสูงวัย ไม่ต้องก้ม ๆ เงย ๆ อันนี้สำคัญเลย” นักวิจัยจากโครงการฯ กล่าว


คณุสสันให้ข้อมูลด้วยว่า โครงการฯ วางเป้าหมายในอนาคตให้จังหวัดชัยนาทเป็นห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เรื่องผักปลอดภัย โดยสำรวจพื้นที่รกร้างในเมืองเพื่อทำแปลงรวม ซึ่งดำเนินการแล้วใน 3 ชุมชน คือ ชุมชนมนเทียรทองรุ่งเรือง เป็นพื้นที่รวมของชุมชน และเป็นพื้นที่ตัวอย่างที่ได้ชัยสิทธิ์ไปช่วยขึ้นแปลงให้ในบางส่วน ชุมชนที่สองคือวงษ์โตเก้าพัฒนา เป็นพื้นที่วัดที่หลวงพ่อวัดโพธิ์ภาวนารามให้การสนับสนุน โดยมี 3 ชุมชนร่วมกันใช้พื้นที่ และชุมชนที่สามคือชุมชนคงธรรม เป็นพื้นที่ของเอกชนที่ให้ชุมชนใช้ร่วมกัน
“พอรอบนี้ได้คุยกัน ได้ฟังประสบการณ์จากสิทธิ์ และคุยกับทางเทศบาลด้วย เลยคิดว่าตัวเชนที่เราคาดหวังไว้น่าจะเป็นจังหวะที่ทำให้มันเกิดขึ้นจริง จากการปลูกมาสู่อาจจะมีคนที่รวบรวมผลผลิต และเอาผลผลิตเข้าสู่ตลาดขายกับผู้บริโภคในชุมชน ซึ่งผู้บริโภคในเมืองจะไปตอบโจทย์ของเทศบาลด้วย คือ คนในเมืองมีผักปลอดภัย ผักที่ดีต่อสุขภาพกิน เพราะเดิมมีผักที่มาจากเมืองใหญ่จากตลาดไท มันก็อาบยามาอยู่แล้ว เป็นที่เข้าใจร่วมกัน คนเมืองก็เข้าใจแบบนี้อยู่แล้ว เพราะเราสำรวจความสนใจของคนเมือง” คณุสสันบอกเล่า
ผลการสำรวจดังกล่าวพบว่า ร้อยละ 80 ของประมาณ 200 ครัวเรือนที่สำรวจมีความสนใจที่จะได้มีผักปลอดภัยหรือผักที่ปลอดสารพิษรับประทาน และโดยปกติมีการซื้อผัก 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยใช้จ่ายเงินกว่า 600 บาทต่อครัวเรือนต่อสัปดาห์ ดังนั้นเมื่อพิจารณาต่อว่าในชัยนาทเฉพาะเขตเทศบาลเมืองมีประมาณ 7,000 ครัวเรือน จึงทำให้สนใจเรื่องการทำตลาดผักไม่ใช้สารเคมี และเริ่มเปิดตลาดแล้วในช่วงก่อนสิ้นปี 2568


ณิชารีย์ สุขวานิช ประธานคณะกรรมการตลาด และรองประธานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้ซึ่งให้พื้นที่ในการทำแปลงรวมของโครงการ เปิดเผยว่า ตนเองได้เข้าร่วมโครงการตั้งแต่ปี 2567 เนื่องจากสนใจเรื่องการปลูกผัก และต้องการอยู่กับธรรมชาติด้วยเหตุว่ามีปัญหาสุขภาพเป็นโรคเส้นเลือดตีบอยู่ 2 ปี โดยเคยนอนติดเตียงประมาณ 6 เดือน
ณิชารีย์เป็นหนึ่งในผู้ผ่านการอบรมกับชัยสิทธิ์ และได้เริ่มลงมือทำเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา โดยทำร่วมกับ อสม. 35 คน ปัจจุบันในกลุ่มของเธอมีแปลงผักทั้งหมดเกือบ 20 แปลง โดยแบ่งกันดูแล
“ทำแปลงยกแคร่ขึ้นมา 6 แปลง ตอนนี้ลงกล้าไว้แล้ว ที่ได้ปลูกกินเองบ้างแล้วมีผักบุ้ง เคล ผักชีใบเลื่อย ตอนแรกปลูกสัพเพเหระ แต่อยากได้ผลผลิตของตัวเอง ทำฮอร์โมนรดทุกวันให้มันงาม ตอนแรกปลูกแล้วแบ่งกันทาน พอทานแล้วเหลือจะเอาไปไว้ที่ไหน พอมีโครงการเข้ามา เราเลยคิดอยากจะทำเพื่อจัดจำหน่ายให้คนในเมืองได้ทานผักที่ไม่มีสารพิษ ให้เป็นอินทรีย์ และก็อยากจะให้ทุกชุมชนมีแปลงผักของตัวเอง” ณิชารีย์กล่าว