
“สิ่งที่เราเจอมา อันแรกคือ เราเห็นตลาดเขียวเป็นกลไกปกป้องประชาชนจากความเสี่ยงภัยที่เกิดขึ้นในสังคม ตลาดเขียวไม่ใช่แค่พื้นที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า แต่เป็นชุมชน เป็นสถาบัน เป็นองค์กรการเคลื่อนไหวอย่างหนึ่งที่จะคอยออกแบบหมุดหมายและบทบาทในการปกป้องพี่น้อง ทั้งในมิติเศรษฐกิจ มิติสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความอ่อนแอของเครือข่ายชุมชนแบบเดิมที่เริ่มจะหมดพลัง ตลาดเขียวเข้ามาแสดงบทบาทในส่วนนี้”
คำพูดดังกล่าวเป็นของอาจารย์ฐากูร สรวงศ์ศิริ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ซึ่งเป็นทีมวิชาการการศึกษาและจัดทำรายงานถอดบทเรียนตลาดเขียว 7 แห่งของภาคอีสาน ภายใต้โครงการพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนงานสุขภาวะภาคีเครือข่ายภาคอีสาน ในงานสานพลังภาคีสุขภาวะเครือข่ายอาหารปลอดภัยภาคอีสาน “ตลาดเขียว: ทางเลือก ทางรอด เพื่อสุขภาวะของคนอีสาน” ซึ่งทางโครงการฯ จัดขึ้นที่ลานตลาดเขียวมหาสารคาม สวนสุขภาพศรีสวัสดิ์ จ.มหาสารคาม เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา บนเวทีเสวนาหัวข้อ “ตลาดเขียวภาคอีสาน รูปธรรมจากพื้นที่ สู่การสานพลังเครือข่ายสร้างระบบนิเวศอาหารปลอดภัย” นอกจากอาจารย์ฐากูร ยังมีวิทยากรอีกหลายคนพูดถึงความสำคัญและบทบาทอันหลากหลายของตลาดเขียว
ตลาดเขียวดึงอำนาจกลับมาที่ผู้ผลิตและเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญ
อาจารย์ฐากูรเองขยายความว่า ตลาดเขียวเป็นส่วนหนึ่งที่ดึงอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจกลับมาไว้ที่อุ้งมือของชาวบ้าน ให้สามารถมีอำนาจกำหนดราคาการผลิตได้เอง ไม่ตกไปอยู่ในกลไกการรับซื้อของพ่อค้าคนกลาง และยังพัฒนาเป็นผู้เก็บรวบรวมผลผลิต การกระจายผลประโยชน์ที่เป็นธรรมขึ้น รวมทั้งการสร้างอิสระในการเพาะปลูก ตลอดจนการแปรเปลี่ยนผลผลิตและการจัดการ ซึ่งแต่เดิมถูกกดดันด้วยกลไกตลาดแบบปกติ
สายธารเช่นนี้นำไปสู่การก่อตัวของขบวนการฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น การเก็บรักษาและคัดสรรพันธุกรรมพื้นถิ่น การปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตที่หลากหลาย และตลาดที่เป็นธรรม เป็นพื้นที่เศรษฐกิจอาหารท้องถิ่นที่ยังมีพื้นที่ให้กับเกษตรกรรายย่อยได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแบ่งปันผลประโยชน์ และมอบสิ่งดี ๆ ให้กับพี่น้องเกษตรกร
ทั้งนี้ อาจารย์ฐากูรระบุว่า เป็นเวลากว่า 3 ทศวรรษมาแล้วที่ตลาดเขียว หรือตลาดทางเลือก ถูกชูขึ้นเป็นกระแสเคลื่อนไหว หรือกระแสโต้กลับระบบอาหารแบบอุตสาหกรรมที่พี่น้องเกษตรกรและประชาชนผู้บริโภคติดหล่มและติดกับดักเป็นเวลายาวนาน การทำความเข้าใจเรื่องตลาดเขียวอย่างจริงจังจึงน่าจะเป็นผลดี เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับส่วนอื่น ๆ ได้มีส่วนร่วม

ด้านทัศนัย ประจวบมอญ ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมสาธารณสุข เทศบาลนครขอนแก่น กล่าวถึงบทบาทของตลาดเขียวขอนแก่นว่า ปัจจุบันถือเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจ โดยนอกจากเรื่องอาหารปลอดภัย ยังเป็นวงธุรกิจที่มีเครือข่ายการค้าขาย ทั้งคนเมืองที่อยู่ในเครือข่ายที่ทำเรื่องเกษตรในครัวเรือนและกลุ่มเกษตรเครือข่ายรอบนอก จากที่เคยมีการเก็บข้อมูลพบว่า มีผู้มาจับจ่ายตลาดเขียวสัปดาห์ละประมาณ 1,000 คน มีรายได้อยู่ที่ประมาณ 2,000-5,000 บาทต่อครั้ง ซึ่งถือว่ามีการหมุนเวียนและเปิดโอกาสในเชิงเศรษฐกิจ
“โอกาสทางเศรษฐกิจไหม ผมว่าเปิดโอกาส แล้วสร้างเครือข่ายนอกจากคนเมือง ยังต่อจากคนภายนอกที่ทำเรื่องนี้”
บทบาทการเป็นผู้จัดหาอาหารปลอดภัย
อาจารย์ฐากูรให้ข้อมูลเพิ่มเติมในสิ่งที่ศึกษาพบอีกว่า ปัจจุบันตลาดเขียวกลายบทบาทเป็นผู้จัดสวัสดิการอาหารปลอดภัยให้กับเมืองในรูปแบบการผลักดันสินค้าเข้าไปในโรงครัวของโรงพยาบาล โรงเรียน และอีกหลาย ๆ แห่ง
ประเด็นดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากปราณี มรรคนันท์ ตัวแทนตลาดเขียวราศีไศล และสมาคมคนทาม จ.ศรีษะเกษ ซึ่งเล่าถึงตลาดเขียวราษีไศลว่าเป็นตลาดที่เกิดจากการติดลบ ไม่ใช่เริ่มต้นจากหนึ่ง แต่ถึงขั้นติดลบเลยทีเดียว เนื่องในอดีต อ.ราษีไศล คือพื้นที่ต่อสู้ของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนราษีไศล ตลาดเขียวราษีไศลจึงถูกเรียกว่า “ตลาดม็อบ”
“สุดท้ายมาเป็นตลาดสีเขียว ทุกวันนี้ตลาดกลายเป็นพื้นที่อาหารปลอดภัยของคนอำเภอราศีไศล เราไปทำงานกับโรงพยาบาลราศีไศล ให้บริการอาหารปลอดภัยกับบุคลากรทางการแพทย์ ตอนนี้เขามีความสุขมากกับการเอาอาหารพื้นบ้าน อาหารปลอดภัย โดยเฉพาะปลาที่มีเมนูปลาทุกอย่าง สิ่งที่พี่น้องเราสะท้อน พื้นที่ตรงนี้น่าจะถูกกระจายและขยายอาหารปลอดภัยให้มากขึ้น” ปราณีกล่าวถึงพัฒนาการของตลาดเขียวราศีไศลปัจจุบันที่เริ่มมีเสียงเรียกร้องอยากให้เกิดตลาดลักษณะเดียวกันกระจายไปในทุกพื้นที่


จากประเด็นเรื่องที่ตลาดเขียวมีบทบาทเป็นผู้จัดสวัสดิการอาหารปลอดภัยให้กับเมือง อาจารย์ฐากูรจึงเกิดมุมคิดต่อว่า ตลาดเขียวจะสามารถปันผลผลิตส่วนเกินหรือปันส่วนเกินจากการค้าขายในตลาดไปให้กับกลุ่มผู้เปราะบางในสังคมได้อย่างไร พร้อมกับมีข้อเสนอในเรื่องการผลักดันให้ตลาดเขียวเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสวัสดิการ ในรูปแบบของสวัสดิการเชิงสังคมสังเคราะห์
เสนอสร้างความเชื่อมั่นด้วยมาตรฐาน กรอ.
ทางด้านทัศนัย จากเทศบาลนครขอนแก่น นอกจากจะยืนยันเช่นกันว่า ตลาดเขียวขอนแก่นคือแหล่งป้อนอาหารปลอดภัยสำหรับผู้คนในเขตเทศบาล ยังได้ขยายความถึงการให้ความสำคัญในเรื่องการกำกับควบคุมมาตรฐาน ซึ่งเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงกันอย่างยิ่ง
“เป็นเรื่องของสุขภาพแน่นอน คือสิ่งที่เราตอบโจทย์ แล้วเราดูตั้งแต่ต้นทาง คือกลุ่มกรรมการจะดูต้นทาง ดูซ้ำในเรื่องการตรวจที่แผงเข้มแข็ง เพราะฉะนั้นเราสนับสนุนกัน คือกลุ่มที่เป็นเครือข่ายภาคประชาชนลงไปดูต้นทางให้ แต่บางทีเราว่างเราก็ไปด้วย แล้วเทศบาลตรวจด้วยระบบการตรวจของมาตรฐานงานสุขภิบาลอาหาร เราก็ตรวจที่ตลาดอีกเพื่อที่จะติดตาม อย่างที่ล่าสุด ตลาดเราต้องการันตีว่าผลทางกายภาพเราตรวจอยู่แล้วทุกวัน แต่ผลทางชีวภาพ 112 ตัวอย่าง เมื่อซัก 2 เดือนที่แล้วร้อยเปอร์เซ็นต์ มีการติดตามประจำ” ทัศนัยกล่าว
ผศ. ดร.คณิน เชื้อดวงผุย จากมหาวิทยาลัยนครพนม และผู้รับผิดชอบโครงการฯ กล่าวสนับสนุนถึงความสำคัญในเรื่องมาตรฐานของตลาดเขียว โดยเห็นว่าควรต้องมีการสร้างเครือข่ายตลาดเขียวภาคอีสาน เพื่อสร้างความมั่นคงให้ตลาดเขียวทั้ง 7-8 จังหวัดภาคอีสาน
“จากที่คุยกันหลาย ๆ ครั้ง หนึ่งในข้อเสนอนั้นคือการสร้างเครือข่ายตลาดเขียวภาคอีสาน ตอนนี้อยู่คนละจังหวัด ผมไม่แน่ใจว่ามาตรฐานของแต่ละจังหวัดในการตรวจแปลงเป็นมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ แต่ถ้าเรามีมาตรฐานเดียวกัน แล้วสามารถผลักดัน โดยเฉพาะถ้าจะมีความมั่นคง ต้องทำงานใกล้ชิดกับเมืองที่แบ่งเป็น 2 กลุ่ม หนึ่ง-ผู้บริโภค สอง-คนเมืองที่บริหารเมือง ต้องปลดล็อกตรงนี้ให้ได้ ถ้าจะทำตรงนี้ให้ได้ ต้องมีหลายภาคส่วนเข้ามาช่วย” ผศ. ดร.คณิน กล่าว


อย่างไรก็ตาม ในประเด็นเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยและความเป็นผลผลิตอินทรีย์ ผศ. ดร.กนกพร รัตนสุธีระกุล จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม นักวิชาการผู้มีส่วนร่วมผลักดันก่อตั้งตลาดเขียวมหาสารคาม มีมุมมองว่า จุดเริ่มต้นของเครือข่ายตลาดเขียวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สิ่งสำคัญคือการรู้จักตัวเอง และต้องเชื่อมั่นตัวเองก่อน ในฐานะผู้ผลิตต้องมั่นใจได้ว่า ‘เราจะผลิตอาหารปลอดภัยด้วยมาตรฐานของเราเอง’
“เรานี่แหละ ต้องใช้มาตรฐานของเราเอง เขาเรียกว่า ‘กรอ.’ กอ-รอ-ออ แปลว่ากูรับรองเอง อันนี้สำคัญมาก เราต้องรับรองด้วยตัวของเราเอง เรามาขายเราจะรู้เลยว่า นี่แหละคือสิ่งที่เราปลูก แล้วผู้บริโภคจะได้กินอาหารที่ปลอดภัยจากเรา พอทุกคนอยู่บนพื้นฐานของการใส่ใจเรื่องอาหารปลอดภัยด้วยกัน ไม่ใช่แค่ผู้ซื้อ-ผู้ขาย ก็จะกลายเป็นเครือญาติ เป็นคนรู้จักกันมาซื้อของ เอาเสื้อผ้าในบ้านที่ตัวเองไม่ได้ใส่มาแลกเปลี่ยนกับผู้บริโภค กับผู้ผลิตด้วย ลักษณะธรรมชาติแบบนี้มันเกิดขึ้น”
พื้นที่แห่งความสัมพันธ์ที่งดงาม
ทางด้านชัยสิทธิ์ แนวน้อย จากสมาคมสถาบันจัดการความรู้เกษตรกรรมยั่งยืน และตัวแทนตลาดเขียวมหาสารคาม กล่าวว่าตัวเขาเองมองเห็นความงามของตลาดเขียว คือการนำของดีมาสู่กันกิน มาสู่พี่น้องในเมือง รวมทั้งเห็นความงามในความสัมพันธ์ของผู้คนที่เป็นผู้ผลิตด้วยกัน และคนที่คอยสนับสนุนเรื่องตลาดให้ลูกค้า กลุ่มผู้บริโภค และผู้คนอีกหลาย ๆ ส่วน ทั้งที่เป็นผู้ผลิตและผู้บริโภค
“กลายเป็นหม่อง (ย่าน) ฉันมีอันนั้น เขามีอันนี้ มาสู่กัน เราเชื่อว่า ถ้าไปดูแต่ละจังหวัด มีแง่มุมแบบนี้อยู่ เพียงแต่ต่างคนต่างอยู่ แต่ไม่มีโอกาสมาอยู่ในหม้อเดียวกันเป็นอาหารที่ทรงคุณค่า” ชัยสิทธิ์กล่าว
เช่นเดียวกับปราณี มรรคนันท์ ตัวแทนตลาดเขียวราศีไศล และสมาคมคนทาม จ.ศรีษะเกษ ที่ระบุว่าเธอนึกถึงตลาดเขียวในฐานะพื้นที่พบปะของผู้มีปัญหาสุขภาพและคนรักสุขภาพ เมื่อมาเจอกันจะมีความสนุกสนาน และมีความสัมพันธ์ คอยถามถึงกันในเวลาที่อีกฝ่ายหายไป
“ไปไหนมา ไม่เห็น 2 อาทิตย์แล้ว ความสัมพันธ์แบบนี้เกิดขึ้นจริงนะ รวมทั้งแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพที่มากกว่าผู้ซื้อ อันนี้เราเห็น”

ส่วนในมุมมองของนัฏฐิยา โยมไธสง ผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองมหาสารคาม เห็นว่าความงามของตลาดเขียวอยู่ที่การทำงานแบบกลุ่มและมีกติการ่วมกัน ที่สำคัญคือมีกรรมการที่จะขับเคลื่อน และมีแนวคิดเป็นไปในแนวทางเดียวกัน
“ทำไมเราขับเคลื่อนไปได้ด้วยดีมาจนถึงปัจจุบัน คือ จากกติกาของตลาดเขียวที่บอกว่า ถ้าหันหลังออกจากตลาดแล้วขยะต้องไม่มี ถ้าตั้งแบบนี้จะถูกเก็บกลับบ้านหมดเลย ในเรื่องการจัดการตนเอง และกรรมการเข้มแข็ง เวลาประสานงานไม่จำเป็นต้องมาทั้งหมดก็สามารถเป็นแนวคิดเดียวกันได้ นี่คือความยั่งยืน และทำแบบนี้ไปได้อย่างต่อเนื่อง เป็นตัวอย่างให้ตลาดอื่นด้วย ที่สำคัญคือการยึดในคุณธรรมของผลผลิตของตนเอง และพัฒนาความรู้ตามหลักสูตรของตลาดเขียว”
จุดเข้มแข็งอยู่ที่ความร่วมมือ แต่ก็ยังต้องมีการต่อสู้ด้วย
ด้าน ผศ. ดร.กนกพรแสดงความเห็นว่า สิ่งที่ชัยสิทธิ์พูดเรื่องความงามของตลาดเขียว ไม่ใช่อยู่ดี ๆ แล้วงาม และไม่ได้มีแต่มุมงดงามเสมอไป เพราะได้ผ่านกระบวนการต่อสู้กันพอสมควร แม้ทุกวันนี้พี่น้องก็ยังต้องต่อสู้กันอยู่ และการต่อสู้เป็นเรื่องธรรมดาของธรรมชาติ แต่โจทย์อยู่ที่จะยืนหยัดได้อย่างไร
“จะแสวงหาภาคีความร่วมมืออย่างไรที่ทำให้พวกเราปรับตัวและอยู่รอดได้ พร้อม ๆ กับการดำรงคุณค่าของตัวเองไว้เหมือนเดิม คือ ความท้าทายที่ไม่อยากให้วิ่งตามกระแสตลาด เพราะวันหนึ่งจิตใจไม่อยู่กับที่ ไม่มีศีลธรรมแล้ว ก็พร้อมจะหลุดไปกับกระแสของตลาดที่จะเข้ามา อยากให้กำลังใจว่า เราร่วมกันขับเคลื่อนเรื่องนี้ นอกจากจะขยายในเชิงแนวคิดในเชิงพื้นที่แล้ว ต้องดูแลรักษาอัตลักษณ์ของตัวเองไว้ให้ได้ ให้เป็นเขียวอย่างที่เราอยากเขียวกันจริง ๆ” ผศ. ดร.กนกพรย้ำประเด็นสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ทางด้านวีระ นิจไตรรัตน์ นักพัฒนาอิสระและผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. นำเสนอข้อมูลว่า ตลาดเขียวทุกแห่งมักจะทำงานร่วมกับนักวิชาการ มหาวิทยาลัย และร่วมมือกับท้องถิ่น ทั้งเทศบาล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เพื่อให้การรับรอง ซึ่งเป็นความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมมาก พร้อมยกตัวอย่าง กรณีเกษตรกรป่วยด้วยโรคเนื้อเน่าจากสารไกลโฟเซต หรือสารกำจัดวัชพืช ที่ จ.หนองบัวลำภู มีนักวิชาการและนักเคลื่อนไหวออกมาต่อสู้เรียกร้อง แต่มีกลุ่มหนึ่งเป็นแพทย์ร่วมกับอดีตนายก อบจ.หนองบัวลำภู รวมกันคิดแนวทางใหม่โดยพาชาวบ้านทำเรื่องเกษตรอินทรีย์ มีการสนับสนุนส่งเสริมจนทุกวันนี้ คล้ายเป็นเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ของหนองบัวลำภู
วีระชี้ว่า กรณีเช่นนี้ถือเป็นพัฒนาการที่จับต้องได้มากกว่าจะคิดเรื่องการต่อสู้กันในระดับโครงสร้างข้างบน และเชื่อว่าด้วยพัฒนาการลักษณะดังกล่าว ตลาดเขียวย่อมมีช่องทางที่จะดำรงอยู่ไปได้เรื่อย ๆ เพียงแต่อาจต้องมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยด้วย
“คือมีช่องที่จะไปของมันได้เรื่อย ๆ กินสบายใจ (ตลาดเขียว จ.อุบลราชธานี) ก็ดี แจ๊บใจ (ตลาดเขียว จ.เลย) ก็ดี รวมทั้งหนองบัวลำภู ผมคิดว่าเขายกระดับจากตลาดแบบนี้มาเป็นออนไลน์ เราต้องใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยด้วย มันจะอยู่ได้ก็คือเรื่องเศรษฐกิจ มิติเศรษฐกิจเป็นตัวหลัก แล้วมองมิติสุขภาพ มิติการต่อสู้ ถ้าเรื่องนี้ทะลุได้ ชาวบ้านเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ แบ่งปันได้ด้วย มันจะยั่งยืน”
ตลาดแบ่งปัน แหล่งอาหารปลอดภัย ความสุข และอื่น ๆ อีกมากมาย
ในช่วงปิดท้ายเวทีเสวนา มีการตั้งคำถามต่อผู้เข้าร่วมว่า เมื่อนึกถึงตลาดเขียว แต่ละคนนึกถึงอะไร คำตอบที่ออกมามีแง่มุมที่หลากหลายในทางบวก เช่น “อาหาร” “ความสุข” “มากกว่าคำว่ารัก” “ตลาดพี่ตลาดน้อง” “ตลาดแบ่งปัน” และ “แหล่งที่ปลอดภัยทางอาหาร”
ศักดิ์เจริญ ภวภูตานนท์ จากสภาฮักแพงเบิ่งแงงคนมหาสารคาม แสดงความเห็นว่าบทบาทที่สำคัญของตลาดเขียวก็คือการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และนอกจากนั้นยังช่วยสร้างคนด้วย
“บางคนมีเงินส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน และมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่เราไม่พูดถึงคือ ตลาดเขียวเป็นกระบวนการสร้างคน เป็นกระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้คิดเป็น บริหารจัดการเป็น อย่างตลาดเขียวมหาสารคามมีการเก็บข้อมูลของลูกค้าทุกปี ทำให้รู้ว่าจะมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างไร เกิดกระบวนการเรียนรู้ระหว่างคนซื้อกับคนขาย”
นอกจากนั้น ศักดิ์เจริญยังยกกรณีของตลาดเขียว จ.มหาสารคามว่า “ในทางการเมือง กล้าท้าเลยว่า คนที่จะลงนายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม ไม่มีใครกล้าพูดว่าจะเลิกตลาดเขียว เพราะคือผลประโยชน์ของเทศบาล”
ในขณะที่วิทยากรอย่าง ผศ. ดร.กนกพร กล่าวว่า “เราเคยคุยกันว่า ถ้าเราไม่ใช่ตลาดเขียวเราจะเป็นตลาดอะไร หลายคน…อย่างพ่อประศาสน์ (รัตนปัญญา) ที่ท่านเสียชีวิตไปแล้ว ท่านพูดว่า มันไม่เป็นตลาดเขียวก็ได้นะ เป็นตลาดสีขาวก็ได้นะอาจารย์ คือเป็นตลาดที่พูดเรื่องคุณภาพ พูดเรื่องจิตวิญญาณ อันนั้นคือตัวตนของพวกเราที่ต้องการจะไปให้ถึง”


ส่วนอาจารย์คณินกล่าวว่า นึกถึงตลาดเขียวว่าคือจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของการทำงาน ที่จะทำให้การผลิตหรือด้านอื่น ๆ มีผลตามมา ซึ่งอยากให้มีการขยายผล ให้กำลังใจ และให้เชื่อมั่นว่า วิถีที่กำลังขับเคลื่อนกันอยู่นี้เป็นวิถีที่ถูกต้องแล้ว นอกจากนั้นยังคงตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้เกิดเครือข่ายตลาดเขียวของภาคอีสานให้ได้
ด้านชัยสิทธิ์ยืนยันมุมมองเรื่องตลาดเขียวคือความงาม โดยสรุปว่า “เป็นความงามของความสัมพันธ์ในสภาพที่เมืองบีบแรง เศรษฐกิจบีบแรง และสภาพสิ่งแวดล้อมบีบแรง แต่ความงามเหล่านี้ยังมีอยู่ในนี้ เรื่องนี้ควรที่จะขยายออกไปอีกหลาย ๆ ที่”