โทรศัพท์

096 948 1913

อีเมล์

sathaiaan@gmail.com

เวลาเปิด

จันทร์ - ศุกร์: 9:00 - 17:00

“สิ่งที่เราเจอมา อันแรกคือ เราเห็นตลาดเขียวเป็นกลไกปกป้องประชาชนจากความเสี่ยงภัยที่เกิดขึ้นในสังคม ตลาดเขียวไม่ใช่แค่พื้นที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า แต่เป็นชุมชน เป็นสถาบัน เป็นองค์กรการเคลื่อนไหวอย่างหนึ่งที่จะคอยออกแบบหมุดหมายและบทบาทในการปกป้องพี่น้อง ทั้งในมิติเศรษฐกิจ มิติสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความอ่อนแอของเครือข่ายชุมชนแบบเดิมที่เริ่มจะหมดพลัง ตลาดเขียวเข้ามาแสดงบทบาทในส่วนนี้” 

คำพูดดังกล่าวเป็นของอาจารย์ฐากูร สรวงศ์ศิริ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ซึ่งเป็นทีมวิชาการการศึกษาและจัดทำรายงานถอดบทเรียนตลาดเขียว 7 แห่งของภาคอีสาน ภายใต้โครงการพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนงานสุขภาวะภาคีเครือข่ายภาคอีสาน ในงานสานพลังภาคีสุขภาวะเครือข่ายอาหารปลอดภัยภาคอีสาน “ตลาดเขียว: ทางเลือก ทางรอด เพื่อสุขภาวะของคนอีสาน” ซึ่งทางโครงการฯ จัดขึ้นที่ลานตลาดเขียวมหาสารคาม สวนสุขภาพศรีสวัสดิ์ จ.มหาสารคาม เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา บนเวทีเสวนาหัวข้อ “ตลาดเขียวภาคอีสาน รูปธรรมจากพื้นที่ สู่การสานพลังเครือข่ายสร้างระบบนิเวศอาหารปลอดภัย” นอกจากอาจารย์ฐากูร ยังมีวิทยากรอีกหลายคนพูดถึงความสำคัญและบทบาทอันหลากหลายของตลาดเขียว

ตลาดเขียวดึงอำนาจกลับมาที่ผู้ผลิตและเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญ

อาจารย์ฐากูรเองขยายความว่า ตลาดเขียวเป็นส่วนหนึ่งที่ดึงอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจกลับมาไว้ที่อุ้งมือของชาวบ้าน ให้สามารถมีอำนาจกำหนดราคาการผลิตได้เอง ไม่ตกไปอยู่ในกลไกการรับซื้อของพ่อค้าคนกลาง และยังพัฒนาเป็นผู้เก็บรวบรวมผลผลิต การกระจายผลประโยชน์ที่เป็นธรรมขึ้น รวมทั้งการสร้างอิสระในการเพาะปลูก ตลอดจนการแปรเปลี่ยนผลผลิตและการจัดการ ซึ่งแต่เดิมถูกกดดันด้วยกลไกตลาดแบบปกติ

สายธารเช่นนี้นำไปสู่การก่อตัวของขบวนการฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น การเก็บรักษาและคัดสรรพันธุกรรมพื้นถิ่น การปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตที่หลากหลาย และตลาดที่เป็นธรรม เป็นพื้นที่เศรษฐกิจอาหารท้องถิ่นที่ยังมีพื้นที่ให้กับเกษตรกรรายย่อยได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแบ่งปันผลประโยชน์ และมอบสิ่งดี ๆ ให้กับพี่น้องเกษตรกร

ทั้งนี้ อาจารย์ฐากูรระบุว่า เป็นเวลากว่า 3 ทศวรรษมาแล้วที่ตลาดเขียว หรือตลาดทางเลือก ถูกชูขึ้นเป็นกระแสเคลื่อนไหว หรือกระแสโต้กลับระบบอาหารแบบอุตสาหกรรมที่พี่น้องเกษตรกรและประชาชนผู้บริโภคติดหล่มและติดกับดักเป็นเวลายาวนาน การทำความเข้าใจเรื่องตลาดเขียวอย่างจริงจังจึงน่าจะเป็นผลดี เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับส่วนอื่น ๆ ได้มีส่วนร่วม

ด้านทัศนัย ประจวบมอญ ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมสาธารณสุข เทศบาลนครขอนแก่น กล่าวถึงบทบาทของตลาดเขียวขอนแก่นว่า ปัจจุบันถือเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจ โดยนอกจากเรื่องอาหารปลอดภัย ยังเป็นวงธุรกิจที่มีเครือข่ายการค้าขาย ทั้งคนเมืองที่อยู่ในเครือข่ายที่ทำเรื่องเกษตรในครัวเรือนและกลุ่มเกษตรเครือข่ายรอบนอก จากที่เคยมีการเก็บข้อมูลพบว่า มีผู้มาจับจ่ายตลาดเขียวสัปดาห์ละประมาณ 1,000 คน มีรายได้อยู่ที่ประมาณ 2,000-5,000 บาทต่อครั้ง ซึ่งถือว่ามีการหมุนเวียนและเปิดโอกาสในเชิงเศรษฐกิจ

“โอกาสทางเศรษฐกิจไหม ผมว่าเปิดโอกาส แล้วสร้างเครือข่ายนอกจากคนเมือง ยังต่อจากคนภายนอกที่ทำเรื่องนี้”

บทบาทการเป็นผู้จัดหาอาหารปลอดภัย

อาจารย์ฐากูรให้ข้อมูลเพิ่มเติมในสิ่งที่ศึกษาพบอีกว่า ปัจจุบันตลาดเขียวกลายบทบาทเป็นผู้จัดสวัสดิการอาหารปลอดภัยให้กับเมืองในรูปแบบการผลักดันสินค้าเข้าไปในโรงครัวของโรงพยาบาล โรงเรียน และอีกหลาย ๆ แห่ง

ประเด็นดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากปราณี มรรคนันท์ ตัวแทนตลาดเขียวราศีไศล และสมาคมคนทาม จ.ศรีษะเกษ ซึ่งเล่าถึงตลาดเขียวราษีไศลว่าเป็นตลาดที่เกิดจากการติดลบ ไม่ใช่เริ่มต้นจากหนึ่ง แต่ถึงขั้นติดลบเลยทีเดียว เนื่องในอดีต อ.ราษีไศล คือพื้นที่ต่อสู้ของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนราษีไศล ตลาดเขียวราษีไศลจึงถูกเรียกว่า “ตลาดม็อบ”

“สุดท้ายมาเป็นตลาดสีเขียว ทุกวันนี้ตลาดกลายเป็นพื้นที่อาหารปลอดภัยของคนอำเภอราศีไศล เราไปทำงานกับโรงพยาบาลราศีไศล ให้บริการอาหารปลอดภัยกับบุคลากรทางการแพทย์ ตอนนี้เขามีความสุขมากกับการเอาอาหารพื้นบ้าน อาหารปลอดภัย โดยเฉพาะปลาที่มีเมนูปลาทุกอย่าง สิ่งที่พี่น้องเราสะท้อน พื้นที่ตรงนี้น่าจะถูกกระจายและขยายอาหารปลอดภัยให้มากขึ้น” ปราณีกล่าวถึงพัฒนาการของตลาดเขียวราศีไศลปัจจุบันที่เริ่มมีเสียงเรียกร้องอยากให้เกิดตลาดลักษณะเดียวกันกระจายไปในทุกพื้นที่

จากประเด็นเรื่องที่ตลาดเขียวมีบทบาทเป็นผู้จัดสวัสดิการอาหารปลอดภัยให้กับเมือง อาจารย์ฐากูรจึงเกิดมุมคิดต่อว่า ตลาดเขียวจะสามารถปันผลผลิตส่วนเกินหรือปันส่วนเกินจากการค้าขายในตลาดไปให้กับกลุ่มผู้เปราะบางในสังคมได้อย่างไร พร้อมกับมีข้อเสนอในเรื่องการผลักดันให้ตลาดเขียวเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสวัสดิการ ในรูปแบบของสวัสดิการเชิงสังคมสังเคราะห์

เสนอสร้างความเชื่อมั่นด้วยมาตรฐาน กรอ.

ทางด้านทัศนัย จากเทศบาลนครขอนแก่น นอกจากจะยืนยันเช่นกันว่า ตลาดเขียวขอนแก่นคือแหล่งป้อนอาหารปลอดภัยสำหรับผู้คนในเขตเทศบาล ยังได้ขยายความถึงการให้ความสำคัญในเรื่องการกำกับควบคุมมาตรฐาน ซึ่งเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงกันอย่างยิ่ง

“เป็นเรื่องของสุขภาพแน่นอน คือสิ่งที่เราตอบโจทย์ แล้วเราดูตั้งแต่ต้นทาง คือกลุ่มกรรมการจะดูต้นทาง ดูซ้ำในเรื่องการตรวจที่แผงเข้มแข็ง เพราะฉะนั้นเราสนับสนุนกัน คือกลุ่มที่เป็นเครือข่ายภาคประชาชนลงไปดูต้นทางให้ แต่บางทีเราว่างเราก็ไปด้วย แล้วเทศบาลตรวจด้วยระบบการตรวจของมาตรฐานงานสุขภิบาลอาหาร เราก็ตรวจที่ตลาดอีกเพื่อที่จะติดตาม อย่างที่ล่าสุด ตลาดเราต้องการันตีว่าผลทางกายภาพเราตรวจอยู่แล้วทุกวัน แต่ผลทางชีวภาพ 112 ตัวอย่าง เมื่อซัก 2 เดือนที่แล้วร้อยเปอร์เซ็นต์ มีการติดตามประจำ” ทัศนัยกล่าว

ผศ. ดร.คณิน เชื้อดวงผุย จากมหาวิทยาลัยนครพนม และผู้รับผิดชอบโครงการฯ กล่าวสนับสนุนถึงความสำคัญในเรื่องมาตรฐานของตลาดเขียว โดยเห็นว่าควรต้องมีการสร้างเครือข่ายตลาดเขียวภาคอีสาน เพื่อสร้างความมั่นคงให้ตลาดเขียวทั้ง 7-8 จังหวัดภาคอีสาน

“จากที่คุยกันหลาย ๆ ครั้ง หนึ่งในข้อเสนอนั้นคือการสร้างเครือข่ายตลาดเขียวภาคอีสาน ตอนนี้อยู่คนละจังหวัด ผมไม่แน่ใจว่ามาตรฐานของแต่ละจังหวัดในการตรวจแปลงเป็นมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ แต่ถ้าเรามีมาตรฐานเดียวกัน แล้วสามารถผลักดัน โดยเฉพาะถ้าจะมีความมั่นคง ต้องทำงานใกล้ชิดกับเมืองที่แบ่งเป็น 2 กลุ่ม หนึ่ง-ผู้บริโภค สอง-คนเมืองที่บริหารเมือง ต้องปลดล็อกตรงนี้ให้ได้ ถ้าจะทำตรงนี้ให้ได้ ต้องมีหลายภาคส่วนเข้ามาช่วย” ผศ. ดร.คณิน กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยและความเป็นผลผลิตอินทรีย์ ผศ. ดร.กนกพร รัตนสุธีระกุล จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม นักวิชาการผู้มีส่วนร่วมผลักดันก่อตั้งตลาดเขียวมหาสารคาม  มีมุมมองว่า จุดเริ่มต้นของเครือข่ายตลาดเขียวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สิ่งสำคัญคือการรู้จักตัวเอง และต้องเชื่อมั่นตัวเองก่อน ในฐานะผู้ผลิตต้องมั่นใจได้ว่า ‘เราจะผลิตอาหารปลอดภัยด้วยมาตรฐานของเราเอง’

“เรานี่แหละ ต้องใช้มาตรฐานของเราเอง เขาเรียกว่า ‘กรอ.’ กอ-รอ-ออ แปลว่ากูรับรองเอง อันนี้สำคัญมาก เราต้องรับรองด้วยตัวของเราเอง เรามาขายเราจะรู้เลยว่า นี่แหละคือสิ่งที่เราปลูก แล้วผู้บริโภคจะได้กินอาหารที่ปลอดภัยจากเรา พอทุกคนอยู่บนพื้นฐานของการใส่ใจเรื่องอาหารปลอดภัยด้วยกัน ไม่ใช่แค่ผู้ซื้อ-ผู้ขาย ก็จะกลายเป็นเครือญาติ เป็นคนรู้จักกันมาซื้อของ เอาเสื้อผ้าในบ้านที่ตัวเองไม่ได้ใส่มาแลกเปลี่ยนกับผู้บริโภค กับผู้ผลิตด้วย ลักษณะธรรมชาติแบบนี้มันเกิดขึ้น”

พื้นที่แห่งความสัมพันธ์ที่งดงาม

ทางด้านชัยสิทธิ์ แนวน้อย จากสมาคมสถาบันจัดการความรู้เกษตรกรรมยั่งยืน และตัวแทนตลาดเขียวมหาสารคาม กล่าวว่าตัวเขาเองมองเห็นความงามของตลาดเขียว  คือการนำของดีมาสู่กันกิน มาสู่พี่น้องในเมือง รวมทั้งเห็นความงามในความสัมพันธ์ของผู้คนที่เป็นผู้ผลิตด้วยกัน และคนที่คอยสนับสนุนเรื่องตลาดให้ลูกค้า กลุ่มผู้บริโภค และผู้คนอีกหลาย ๆ ส่วน ทั้งที่เป็นผู้ผลิตและผู้บริโภค

“กลายเป็นหม่อง (ย่าน) ฉันมีอันนั้น เขามีอันนี้ มาสู่กัน เราเชื่อว่า ถ้าไปดูแต่ละจังหวัด มีแง่มุมแบบนี้อยู่ เพียงแต่ต่างคนต่างอยู่ แต่ไม่มีโอกาสมาอยู่ในหม้อเดียวกันเป็นอาหารที่ทรงคุณค่า” ชัยสิทธิ์กล่าว

เช่นเดียวกับปราณี มรรคนันท์ ตัวแทนตลาดเขียวราศีไศล และสมาคมคนทาม จ.ศรีษะเกษ ที่ระบุว่าเธอนึกถึงตลาดเขียวในฐานะพื้นที่พบปะของผู้มีปัญหาสุขภาพและคนรักสุขภาพ เมื่อมาเจอกันจะมีความสนุกสนาน และมีความสัมพันธ์ คอยถามถึงกันในเวลาที่อีกฝ่ายหายไป

“ไปไหนมา ไม่เห็น 2 อาทิตย์แล้ว ความสัมพันธ์แบบนี้เกิดขึ้นจริงนะ รวมทั้งแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพที่มากกว่าผู้ซื้อ อันนี้เราเห็น”

ส่วนในมุมมองของนัฏฐิยา โยมไธสง ผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองมหาสารคาม เห็นว่าความงามของตลาดเขียวอยู่ที่การทำงานแบบกลุ่มและมีกติการ่วมกัน ที่สำคัญคือมีกรรมการที่จะขับเคลื่อน และมีแนวคิดเป็นไปในแนวทางเดียวกัน

“ทำไมเราขับเคลื่อนไปได้ด้วยดีมาจนถึงปัจจุบัน คือ จากกติกาของตลาดเขียวที่บอกว่า ถ้าหันหลังออกจากตลาดแล้วขยะต้องไม่มี ถ้าตั้งแบบนี้จะถูกเก็บกลับบ้านหมดเลย ในเรื่องการจัดการตนเอง และกรรมการเข้มแข็ง เวลาประสานงานไม่จำเป็นต้องมาทั้งหมดก็สามารถเป็นแนวคิดเดียวกันได้ นี่คือความยั่งยืน และทำแบบนี้ไปได้อย่างต่อเนื่อง เป็นตัวอย่างให้ตลาดอื่นด้วย ที่สำคัญคือการยึดในคุณธรรมของผลผลิตของตนเอง และพัฒนาความรู้ตามหลักสูตรของตลาดเขียว”

จุดเข้มแข็งอยู่ที่ความร่วมมือ แต่ก็ยังต้องมีการต่อสู้ด้วย

ด้าน ผศ. ดร.กนกพรแสดงความเห็นว่า สิ่งที่ชัยสิทธิ์พูดเรื่องความงามของตลาดเขียว ไม่ใช่อยู่ดี ๆ แล้วงาม และไม่ได้มีแต่มุมงดงามเสมอไป เพราะได้ผ่านกระบวนการต่อสู้กันพอสมควร แม้ทุกวันนี้พี่น้องก็ยังต้องต่อสู้กันอยู่ และการต่อสู้เป็นเรื่องธรรมดาของธรรมชาติ แต่โจทย์อยู่ที่จะยืนหยัดได้อย่างไร

“จะแสวงหาภาคีความร่วมมืออย่างไรที่ทำให้พวกเราปรับตัวและอยู่รอดได้ พร้อม ๆ กับการดำรงคุณค่าของตัวเองไว้เหมือนเดิม คือ ความท้าทายที่ไม่อยากให้วิ่งตามกระแสตลาด เพราะวันหนึ่งจิตใจไม่อยู่กับที่ ไม่มีศีลธรรมแล้ว ก็พร้อมจะหลุดไปกับกระแสของตลาดที่จะเข้ามา อยากให้กำลังใจว่า เราร่วมกันขับเคลื่อนเรื่องนี้ นอกจากจะขยายในเชิงแนวคิดในเชิงพื้นที่แล้ว ต้องดูแลรักษาอัตลักษณ์ของตัวเองไว้ให้ได้ ให้เป็นเขียวอย่างที่เราอยากเขียวกันจริง ๆ” ผศ. ดร.กนกพรย้ำประเด็นสำคัญ

จากขวาไปซ้าย : อาจารย์ฐากูร สรวงศ์ศิริ, ผศ. ดร.คณิน เชื้อดวงผุย, ผศ. ดร.กนกพร รัตนสุธีระกุล, ปราณี มรรคนันท์, ชัยสิทธิ์ แนวน้อย, นัฏฐิยา โยมไธสง, วีระ นิจไตรรัตน์ และวลัยลักษณ์ ชมโนนสูง-ผู้ดำเนินรายการ

อย่างไรก็ตาม ทางด้านวีระ นิจไตรรัตน์ นักพัฒนาอิสระและผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. นำเสนอข้อมูลว่า ตลาดเขียวทุกแห่งมักจะทำงานร่วมกับนักวิชาการ มหาวิทยาลัย และร่วมมือกับท้องถิ่น ทั้งเทศบาล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เพื่อให้การรับรอง ซึ่งเป็นความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมมาก พร้อมยกตัวอย่าง กรณีเกษตรกรป่วยด้วยโรคเนื้อเน่าจากสารไกลโฟเซต หรือสารกำจัดวัชพืช ที่ จ.หนองบัวลำภู มีนักวิชาการและนักเคลื่อนไหวออกมาต่อสู้เรียกร้อง แต่มีกลุ่มหนึ่งเป็นแพทย์ร่วมกับอดีตนายก อบจ.หนองบัวลำภู รวมกันคิดแนวทางใหม่โดยพาชาวบ้านทำเรื่องเกษตรอินทรีย์ มีการสนับสนุนส่งเสริมจนทุกวันนี้ คล้ายเป็นเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ของหนองบัวลำภู

วีระชี้ว่า กรณีเช่นนี้ถือเป็นพัฒนาการที่จับต้องได้มากกว่าจะคิดเรื่องการต่อสู้กันในระดับโครงสร้างข้างบน และเชื่อว่าด้วยพัฒนาการลักษณะดังกล่าว ตลาดเขียวย่อมมีช่องทางที่จะดำรงอยู่ไปได้เรื่อย ๆ เพียงแต่อาจต้องมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยด้วย

“คือมีช่องที่จะไปของมันได้เรื่อย ๆ กินสบายใจ (ตลาดเขียว จ.อุบลราชธานี) ก็ดี แจ๊บใจ (ตลาดเขียว จ.เลย) ก็ดี รวมทั้งหนองบัวลำภู ผมคิดว่าเขายกระดับจากตลาดแบบนี้มาเป็นออนไลน์ เราต้องใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยด้วย มันจะอยู่ได้ก็คือเรื่องเศรษฐกิจ มิติเศรษฐกิจเป็นตัวหลัก แล้วมองมิติสุขภาพ มิติการต่อสู้ ถ้าเรื่องนี้ทะลุได้ ชาวบ้านเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ แบ่งปันได้ด้วย มันจะยั่งยืน”

ตลาดแบ่งปัน แหล่งอาหารปลอดภัย ความสุข และอื่น ๆ อีกมากมาย

ในช่วงปิดท้ายเวทีเสวนา มีการตั้งคำถามต่อผู้เข้าร่วมว่า เมื่อนึกถึงตลาดเขียว แต่ละคนนึกถึงอะไร คำตอบที่ออกมามีแง่มุมที่หลากหลายในทางบวก เช่น “อาหาร” “ความสุข” “มากกว่าคำว่ารัก” “ตลาดพี่ตลาดน้อง” “ตลาดแบ่งปัน” และ “แหล่งที่ปลอดภัยทางอาหาร”

ศักดิ์เจริญ ภวภูตานนท์ จากสภาฮักแพงเบิ่งแงงคนมหาสารคาม แสดงความเห็นว่าบทบาทที่สำคัญของตลาดเขียวก็คือการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และนอกจากนั้นยังช่วยสร้างคนด้วย

“บางคนมีเงินส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน และมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่เราไม่พูดถึงคือ ตลาดเขียวเป็นกระบวนการสร้างคน เป็นกระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้คิดเป็น บริหารจัดการเป็น อย่างตลาดเขียวมหาสารคามมีการเก็บข้อมูลของลูกค้าทุกปี ทำให้รู้ว่าจะมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างไร เกิดกระบวนการเรียนรู้ระหว่างคนซื้อกับคนขาย”

นอกจากนั้น ศักดิ์เจริญยังยกกรณีของตลาดเขียว จ.มหาสารคามว่า “ในทางการเมือง กล้าท้าเลยว่า คนที่จะลงนายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม ไม่มีใครกล้าพูดว่าจะเลิกตลาดเขียว เพราะคือผลประโยชน์ของเทศบาล”

ในขณะที่วิทยากรอย่าง ผศ. ดร.กนกพร กล่าวว่า “เราเคยคุยกันว่า ถ้าเราไม่ใช่ตลาดเขียวเราจะเป็นตลาดอะไร หลายคน…อย่างพ่อประศาสน์ (รัตนปัญญา​) ที่ท่านเสียชีวิตไปแล้ว ท่านพูดว่า มันไม่เป็นตลาดเขียวก็ได้นะ เป็นตลาดสีขาวก็ได้นะอาจารย์ คือเป็นตลาดที่พูดเรื่องคุณภาพ พูดเรื่องจิตวิญญาณ อันนั้นคือตัวตนของพวกเราที่ต้องการจะไปให้ถึง”

ส่วนอาจารย์คณินกล่าวว่า นึกถึงตลาดเขียวว่าคือจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของการทำงาน ที่จะทำให้การผลิตหรือด้านอื่น ๆ มีผลตามมา ซึ่งอยากให้มีการขยายผล ให้กำลังใจ และให้เชื่อมั่นว่า วิถีที่กำลังขับเคลื่อนกันอยู่นี้เป็นวิถีที่ถูกต้องแล้ว นอกจากนั้นยังคงตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้เกิดเครือข่ายตลาดเขียวของภาคอีสานให้ได้

ด้านชัยสิทธิ์ยืนยันมุมมองเรื่องตลาดเขียวคือความงาม โดยสรุปว่า “เป็นความงามของความสัมพันธ์ในสภาพที่เมืองบีบแรง เศรษฐกิจบีบแรง และสภาพสิ่งแวดล้อมบีบแรง แต่ความงามเหล่านี้ยังมีอยู่ในนี้ เรื่องนี้ควรที่จะขยายออกไปอีกหลาย ๆ ที่”

บทความแนะนำ