โทรศัพท์

096 948 1913

อีเมล์

sathaiaan@gmail.com

เวลาเปิด

จันทร์ - ศุกร์: 9:00 - 17:00

นับตั้งแต่ประเทศไทยมีตลาดเกษตรอินทรีย์หรือตลาดเขียวเกิดขึ้นเมื่อปลายปี พ.ศ. 2535 ในงาน “สัปดาห์เกษตรทางเลือก” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ หรือประมาณ 34 ปีก่อน โจทย์สำคัญข้อหนึ่งที่เป็นความท้าทายมาตลอดก็คือเรื่องที่ว่า ทำอย่างไรที่ตลาดเขียวจะได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจริงจังในเชิงนโยบายจากภาครัฐ เนื่องจากเป็นที่ชัดเจนว่า ตลาดเขียวนั้นริเริ่มขึ้นโดยภาคประชาสังคมและประชาชน นำโดย ‘เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกประเทศไทย’ และตลอดเส้นทางก็ได้รับการสานต่อและพัฒนาโดยภาคประชาสังคมและประชาชนเป็นหลักเช่นกัน

ภายใต้คือหัวข้อเสวนาปิดท้ายที่ชื่อว่า “จากบทเรียนสู่ข้อเสนอนโยบายเปลี่ยนระบบอาหาร และจากบทเรียนสู่ข้อเสนอนโยบาย สถานะและความไม่มั่นคงของพื้นที่ตลาดเขียว โอกาสการสร้างเศรษฐกิจจากอาหารท้องถิ่น” ในงานสานพลังภาคีสุขภาวะเครือข่ายอาหารปลอดภัยภาคอีสาน “ตลาดเขียว: ทางเลือก ทางรอดเพื่อสุขภาวะของคนอีสาน” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ ลานตลาดเขียวมหาสารคาม สวนสุขภาพศรีสวัสดิ์ จ.มหาสารคาม วิทยากรผู้มีบทบาทเกี่ยวข้องกับตลาดเขียว ทั้งผู้ที่ร่วมอยู่ในยุคก่อตั้ง จนถึงผู้มีบทบาทเป็นผู้เล่นในปัจจุบัน ตลอดจนนักวิชาการที่สนใจศึกษาในเรื่องนี้ ต่างให้ข้อคิดและข้อเสนอในมิตินโยบายที่น่าสนใจ

เศรษฐกิจฐานรากใหญ่กว่าเศรษฐกิจชาติ แต่รัฐขาดความเข้าใจ

อุบล อยู่หว้า เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้ร่วมให้กำเนิดตลาดเขียว กล่าวถึงมิติเชิงเศรษฐกิจ โดยหยิบยกผลการศึกษาของอาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ที่ระบุว่า เศรษฐกิจฐานรากหรือเศรษฐกิจชุมชนมีขนาดใหญ่กว่าเศรษฐกิจทุนนิยมแห่งชาติ

เมื่อพิจารณาตามแนวทางนี้ อุบลเห็นว่าความหมายก็คือ “ถ้าเราประเมินมูลค่าของเห็ด ของฟืน และสิ่งที่พี่น้องกินอยู่จะมีมูลค่าที่สูงกว่า และมากกว่าเศรษฐกิจชาติ ซึ่งรัฐมีข้อจำกัดอย่างยิ่งในการทำความเข้าใจกับเศรษฐกิจฐานราก ไม่ทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งกับเศรษฐกิจครัวเรือน เข้าใจแต่เศรษฐกิจทุนนิยม เศรษฐกิจชาติ ที่สนับสนุนให้ชาวบ้านปลูกมัน ปลูกอ้อย”

อุบลขยายความว่า จากการขาดความเข้าใจเศรษฐกิจครัวเรือนของชาวบ้านอย่างจริงจัง และมองเห็นแต่เศรษฐกิจทุนนิยมได้ทำให้เกิดการนำพาเอาชีวิต-เศรษฐกิจของชาวบ้านชาวนารายย่อยไปผูกกับพืชอุตสาหกรรมเชิงเดี่ยว ครั้นเมื่อพืชเชิงเดี่ยวเหล่านั้นราคาตกต่ำ ครอบครัวก็ขาดทุนและเป็นหนี้ ในขณะที่วิถีของชาวนารายย่อยไม่สามารถรองรับความสวิงของพืชอุตสาหกรรมได้ วิถีชีวิตจำเป็นต้องอยู่กับการผลิตที่หลากหลาย และอิงฐานทรัพยากร “อิงเห็ดเผิ้ง อิงเห็ดระโงก อิงแมงจั๊กจั่น อิงแมงแคง อิงหน่อไม้อยู่ ต้องทำความเข้าใจ และควรจะจัดวางนโยบายที่ทำให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็งไปด้วย ไม่ใช่มีหน้าที่เลี้ยงหลานอย่างเดียว รุ่นลูกไปอยู่โรงงาน ส่งหลานมาให้เลี้ยง หลานที่เลี้ยงอิงกับเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากร และการเพาะปลูกของครอบครัวอยู่ แต่ในทางนโยบายมาไม่ถึงการสร้างความเข้มแข็ง ตลาดเขียวเลยทำหน้าที่ ในมุมคนเมืองเป็นพื้นที่เข้าถึงอาหารปลอดภัย มุมชนบทก็คือว่า ชาวนารายย่อยมีโอกาสที่จะเอาผลผลิตของตัวเองมาขายตรงแก่ผู้บริโภค” อุบลขมวดประเด็นให้เห็นความสัมพันธ์ของตลาดเขียวกับภาพใหญ่เศรษฐกิจภาคเกษตรกรรม

อุบล อยู่หว้า เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน

เสนอสร้างแบรนด์ตลาดเขียวกระจายทุกอำเภอ

จากประเด็นหนึ่งที่มีการพูดถึงอย่างชัดเจนและเป็นที่เห็นพ้องเรื่องความเป็นพื้นที่ของอาหารปลอดภัยและช่วยสร้างเสริมสุขภาพ สุวารี พัดเย็น จากโครงการจัดการความรู้และบูรณาการเครือข่ายขับเคลื่อนนโยบายตลาดเขียว และผู้ประสานงานเครือข่ายตลาดเขียว ในฐานะผู้แทนจาก สสส. จึงมีข้อเสนอเรื่องการทำให้ตลาดเขียวเป็นโครงสร้างหนึ่งของเมืองที่คนเข้าถึงง่าย

“ตลาดเขียวเหมือนน้ำไฟที่คนเข้าถึงง่าย ตลาดเขียว คืออาหารที่ผู้บริโภคเข้าถึงง่าย และเป็นส่วนหนึ่งของตลาดปกติที่คนเข้าถึงง่าย ไม่ควรเป็นแค่การจัดงาน ซึ่งการจัดงานก็สำคัญในแง่ของการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเมืองกับผู้ผลิตที่มีโอกาสได้พบปะสังสรรค์กัน มีโอกาสได้สื่อสารความรู้ การผลิต (แบบ) ตลาดเขียว รวมถึงการทำกิจกรรมอื่น ๆ เช่น ให้เด็กมีพื้นที่แสดงออก มีพื้นที่ห่างไกลจอโทรศัพท์ แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นคือ การให้อาหารปลอดภัยเข้าถึงทุกหัวมุม ถ้าเทศบาลมีพื้นที่ให้สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป จะเป็นผลดีกับทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภคได้เข้าถึงอาหารปลอดภัยได้ง่าย”

สุวารียังเชิญชวนด้วยว่า ควรช่วยกันทำให้ตลาดเขียวเป็นหนึ่งในโครงสร้างของเมือง เพื่อเป็นเมืองสุขภาวะร่วมกัน ซึ่งชัยสิทธิ์ แนวน้อย จากสมาคมสถาบันจัดการความรู้เกษตรกรรมยั่งยืน และตัวแทนตลาดเขียวมหาสารคามสนับสนุนแนวทางดังกล่าว โดยกล่าวว่า

“ผมคิดว่าการทำงานไปข้างหน้าในส่วนตลาดเขียว จะต้องให้ความหมายใหม่ที่ไปไกลกว่าหม่อง (ย่าน) ค้าขาย แต่เป็นเรื่องความปลอดภัยของอาหารที่ส่งต่อคุณภาพชีวิต ถ้าเครือข่ายยกเรื่องนี้ให้เป็นวาระสวัสดิการของเมือง หรือกฎหมาย หรือมีแง่มุมการรองรับที่มากกว่าหาบเร่แผงลอย หรือจุดผ่อนปรนชั่วคราว อาจเป็นนวัตกรรมความชอบธรรมของเราในการที่จะก้าว ที่จะบอกสังคมเมืองของประเทศ”

ด้านจงรัก บุญทันเสน ผู้แทนจากกรมธนารักษ์ จ.มหาสารคาม สนับสนุนแนวทางดังกล่าวเช่นกัน พร้อมกับเสนอว่า กรมธนารักษ์จะให้การสนับสนุนและกระจายพื้นที่ตลาดลงไปสู่ระดับอำเภอ ซึ่งกรมธนารักษ์มีพื้นที่

“อาจจะสร้างแบรนด์ตลาดเขียวลงสู่ระดับอำเภอให้เห็นว่า มีแบรนด์ของพื้นที่สีเขียวอยู่ในจังหวัดเพื่อสุขภาพของเรา ถ้ามีกลุ่มที่เข้มแข็งลงไปในระดับอำเภอ จะเป็นการกระจายเรื่องอาชีพให้กับชุมชนและท้องถิ่นที่ยั่งยืนด้วย”

ถึงแม้ว่าข้อเสนอของจงรักนี้จะจำกัดอยู่ในขอบเขตของ จ.มหาสารคามเท่านั้น แต่ถ้าเกิดขึ้นได้จริง นอกจากจะสามารถเป็นต้นแบบที่จุดประกายให้แก่พื้นที่จังหวัดอื่น ๆ แล้ว ยังอาจกลายเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดนโยบายที่ส่งเสริมตลาดเขียวอย่างจริงจัง

ต้องการทั้งความร่วมมือและการยกระดับเชิงระบบ

ทางด้านทัศนัย ประจวบมอญ ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมสาธารณสุข เทศบาลนครขอนแก่น ซึ่งเป็นผู้ผ่านประสบการณ์ทำงานกับผู้บริหารมาหลายคน เสนอมุมมองในเชิงโอกาสของตลาดเขียวในการส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นว่า ในความเป็นจริง นโยบายส่งเสริมสุขภาพประชาชนถือเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่ภาครัฐและเทศบาลไม่สามารถปฏิเสธได้อยู่แล้ว

“ถ้านโยบายขับเคลื่อนมองให้เห็นภาพร่วมกันว่า คำว่าเขียว หรือคำว่าปลอดภัย หรือตรงนี้คือสิ่งที่เราอยากให้ประชาชนมีสุขภาพดี ตรงนี้มากกว่าคือหัวใจสำคัญ ถ้าตลาดเขียวเป็นตัวนำร่อง เป็นตัวทะลวงฟัน ทำให้คนเห็น สร้างแรงกระตุ้น สร้างในพื้นที่ที่ว่าพื้นที่ทางสังคมต่าง ๆ มันก็จะกระตุ้นด้วย”

ผู้แทนจากเทศบาลนครขอนแก่นมีการลงรายละเอียดไปถึงการจัดการกับผู้ค้าเดิม ๆ ด้วยว่าจะต้องมีการดูแล เนื่องจากก็เป็นวิถีชีวิตอีกแบบเช่นเดียวกัน ดังนั้นต้องมีการสนับสนุนให้เกิดการปรับเปลี่ยน พร้อมทั้งยังเสนออีกว่า ความร่วมมือและการผสมผสานวิถีหรือระบบการทำงานระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชนก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน

“ระบบภาครัฐกับระบบภาคประชาชนอาจจะต้องเดินไปด้วยกัน แล้วผสมผสานกันเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น บางครั้งการทำงานเหมือนเราแยกออกจากกัน ในความเป็นตลาดเขียวเหมือนอิสระ จะทำในวิถีของตัวเอง ขณะที่ความเป็นภาครัฐคือผู้ถือกฎหมาย ซึ่งอาจจะมีปัญหาในอนาคตว่า ทำไมตลาดเขียวไม่มีความมั่นคง ซึ่งทั้ง 2 ส่วนจะต้องเข้าหากันในวิถีแห่งความเป็นชุมชน ตลาดวิถีชุมชนกับกฎหมายที่ภาครัฐถือบังคับอยู่ 

“อย่างที่เราพูด คุณจะขายผัก มันคืออะไร คือตลาด มันต้องจัดตั้งตลาดแล้วได้รับอนุญาตก่อนนะ ถึงจะขายได้ ถ้าดูหลักกฎหมาย นั่นแปลว่า ไม่ว่าจะเป็นตลาดที่เทศบาลจัดตั้งเอง หรือหน่วยงานราชการจัดตั้ง หรือตลาดเอกชน ถ้าคุณไปหาที่ธนารักษ์ คุณก็จะต้องไปเช่าธนารักษ์ เป็นเอกชนรายใดรายหนึ่ง หรือเป็นองค์กรอะไรสักอย่างที่คุณตั้งขึ้นมาแล้วไปเช่าที่ธนารักษ์ แล้วจัดตั้งตลาด แต่ตั้งได้ก็ต้องขออนุญาตเทศบาลก่อน ถึงจะขายได้ ไม่ใช่ว่าเช่าเสร็จแล้วขายได้เลย ตามหลักกฏหมายต้องมีใบอนุญาตขายก่อน”

เรื่องความร่วมมือเป็นประเด็นที่อาจารย์ฐากูร สรวงศ์ศิริ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ให้การสนับสนุน โดยระบุว่า พัฒนาในอดีตของตลาดเขียวมีเรื่องความร่วมมือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญอยู่แล้ว แต่ลำพังความร่วมมือในแนวระนาบนั้นอาจยังไม่เพียงพอ

“สุดท้ายมันเป็นทั้งจุดแข็งและมีข้อจำกัดในตัวเอง คือ ที่ผ่านมา ตลาดเขียวไม่สามารถขยับเขยื้อนงานได้จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เราเห็นความร่วมมือจากหลาย ๆ ฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาชน ที่เข้ามาร่วมไม้ร่วมมือกัน แม้พลังเหล่านี้จะเป็นพลังตั้งต้นที่สำคัญ และพาตลาดเขียวเดินทางมาถึงปัจจุบันได้ แต่ยังมีข้อจำกัดการทำงานร่วมกันในเชิงระบบ และเกิดความต่อเนื่อง”

นั่นเป็นเหตุให้อาจารย์ฐากูรมีข้อเสนอเรื่องการผลักดันให้ตลาดเขียวเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสวัสดิการเชิงสังคมสังเคราะห์

โรงพยาบาลและโรงเรียนคือจุดตั้งต้นการขยับนโยบาย

ในความเป็นจริง ปัจจุบันตลาดเขียวหลายแห่งเริ่มมีบทบาทในการเป็นแหล่งป้อนอาหารปลอดภัยให้กับหน่วยงานหรือองค์กร ไม่ใช่เพียงเป็นสถานที่จับจ่ายสินค้าสุขภาพของผู้บริโภคเท่านั้น ศักดิ์เจริญ ภวภูตานนท์ จากสภาฮักแพงเบิ่งแงงคนมหาสารคาม ยกตัวอย่างรูปธรรมที่ทางสภาฮักแพงฯ เคยทำมาแล้ว นั่นคือที่โรงพยาบาลสิรินธร ขอนแก่น โดยผู้อำนวยการโรงพยาบาลตั้งกองทุนสำหรับรับซื้อของจากตลาดเขียวเพื่อแก้ปัญหาระบบราชการที่ล่าช้า เช่นเดียวกับโรงพยาบาลมหาสารคามที่ให้ตัวกลางรวบรวมข้าวที่ไม่มีสารเคมีส่งให้กับโรงพยาบาล เพียงแต่ต่อมาก็ต้องยกเลิกไป เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้อำนวยการโรงพยาบาล

“ความจริงการสร้างความต้องการในการบริโภคสินค้าที่ปลอดสารเคมี ไม่ต้องไปลงทุนอะไรเลย ถ้ารัฐบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลสั่งซื้อสินค้าจากตลาดเขียว อาหารให้ผู้ป่วย ตลาดเขียวสารคามที่ไม่มีสารเคมีให้กับโรงพยาบาลเป็นประจำ ได้เงินช้าบ้างไม่เป็นไร พี่น้องส่ง แต่พอเปลี่ยนตัวผู้บริหาร เปลี่ยนผู้อำนวยการ เขาเลิกซื้อ แต่ถ้ารัฐบาลหรือหน่วยงานกำหนดนโยบายสั่งการไปเลยบอกว่า ทุกโรงพยาบาลของประเทศไทยที่เป็นโรงพยาบาลของรัฐ ให้ซื้อสินค้าที่ให้ผู้ป่วยกินเป็นสินค้าปลอดสารเคมี ให้ซื้อตลาดเขียว คนผลิตก็พร้อม จะเป็นการสร้างความต้องการบริโภคโดยกลไกของรัฐโดยปริยาย” ศักดิ์เจริญมั่นใจว่า นโยบายของรัฐ โดยเฉพาะอาจเริ่มจากระดับกระทรวง อย่างสาธารณสุขหรือศึกษาธิการเป็นเรื่องที่ทำได้ มีความสมเหตุสมผลและสมประโยชน์

จะพัฒนาตลาดเขียวก็ต้องพัฒนาต้นทางไปด้วยกัน

ต่อเรื่องการขยับขยายตลาดเขียวทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ แม้ว่าในมุมมองของอุบล อยู่หว้า จะไม่ได้เห็นแย้ง แต่ก็ได้ให้คำเตือนที่สำคัญว่าจำเป็นจะต้องทำให้เกิดการขยายตัวด้านการผลิตควบคู่ไปด้วย

อุบลชี้ประเด็นว่า ปัจจุบันการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์คือส่วนที่มีคนทำน้อยที่สุด และคนทำมีแต่ผู้สูงวัย ส่วนหนึ่งคือคนจากองค์กรพัฒนาเอกชน ในขณะที่ส่วนของผลผลิตนั้นมีแต่คนอยากซื้อ รวมถึงบรรดา ‘คนกลาง’ ที่อยากได้สินค้าปลอดสารเคมีไปขายต่อด้วย ซึ่งตลาดเขียวในลักษณะตลาดนัดเป็นรูปแบบการตลาดที่ลงตัวกับการผลิตของชาวนารายย่อยซึ่งนำผลผลิตที่เกินความต้องการของครอบครัวออกมาขาย

อย่างไรก็ตาม วิถีของเกษตรกรรายย่อยดังกล่าวอาจไม่สามารถรองรับการสั่งซื้อเชิงสถาบัน อย่างเช่นโรงพยาบาล โรงเรียน หรือเอกชนได้ ทั้งนี้ อุบลยกตัวอย่างกรณีที่เกิดขึ้นจริงที่ จ.ลำปาง มีบริษัทเอกชนต้องการผักเชียงดาเพื่อทำยาสัปดาห์ละ 100 กิโลกรัม ก็จำเป็นจะต้องมีกลไกและองค์กรเข้ามาส่งเสริมการประกอบการในชนบททันที เพื่อให้เกิดความสม่ำเสมอในการผลิตมากกว่าที่ครัวเรือนชาวนารายย่อยทำอยู่

“เป็นโจทย์ว่า การประกอบการในชนบทที่จะผลิตอาหารปลอดภัยจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะมีแต่คนอยากซื้อ อย่างเลมอน ฟาร์ม ที่ซื้อจากสนามชัยเขต แต่ไม่มีใครไปทำงานเพื่อให้ศักยภาพการผลิตเพิ่มขึ้น นี่คือจุดอ่อนสำคัญ”

ข้อเสนอของหนูเกณฑ์ ศรีบัว หัวหน้างานปฏิบัติการและพัฒนาชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สอดคล้องกับจุดอ่อนที่อุบลชี้เอาไว้ นั่นคือ เขาเสนอเรื่องการกระจายหรือสร้างผู้ผลิตใหม่ ๆ ให้มากขึ้น และทำให้เป็นเรื่องปกติเหมือนเมื่อก่อนที่ทุกครัวเรือนปลูกผักอยู่แล้ว เมื่อเหลือจากกินแล้วจึงขาย ขณะเดียวกันก็เห็นด้วยว่ามีโจทย์อยู่ที่จะรวบรวมอย่างไร

นอกจากนั้น หนูเกณฑ์ชี้ว่า เรื่องของเครือข่าย ซึ่งทำมาดีแล้ว ยังต้องการหลักประกันเรื่องความมั่นคงในอนาคต

“อาจจะต้องทำให้ถี่ขึ้นและเหนียวแน่นมากขึ้น ทั้งความมั่นคงเรื่องการแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ เทคนิค ภูมิปัญญา การแบ่งปันเรื่องตลาด ฯลฯ รวมทั้งส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เช่นสนับสนุนให้เข้ามาทำหน้าที่เป็นคนกลางซื้อขายสินค้า ว่าจะแบ่งปันกันอย่างไร ให้เกิดความเป็นธรรม อาจจะทำในนามวิสาหกิจชุมชน ในนามกลุ่ม หรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่ง พอช. มองเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน”

กลับมาที่อุบล อยู่หว้า นอกจากชี้แง่มุมสำคัญเรื่องการย้อนไปพัฒนาตั้งแต่ต้นทาง ยังมีข้อเสนอต่อไปอีกว่า ตลาดเขียวหรือตลาดทางเลือกจำเป็นต้องดำเนินบทบาทที่มากกว่าตลาดค้าขายหากำไร หากแต่ควรเป็นตลาดแห่งการเรียนรู้ และต้องไม่ละเลยการเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค นอกจากนั้นสิ่งที่ควรขยับยกระดับก็คือการสร้างตลาดเขียวให้เป็นขบวนการสังคมใหม่

“เชื่อมโยงกันเข้าเป็นขบวนการสังคม ที่มีความเข้าใจปัญหาโรงพยาบาล ปัญหาสิ่งแวดล้อมเมือง ปัญหาเมืองที่ควรจะมีระบบขนส่งในขณะเดียวกัน รวมทั้งพี่น้องตลาดเขียวจากชนบทก็ต้องเข้าใจปัญหาของคนเมืองด้วย ไม่ใช่เอาแต่ตัวเอง คนเมืองก็ต้องเข้าใจปัญหาของคนชนบทด้วย” นั่นคือข้อเสนอส่งท้ายของอุบล

บทความแนะนำ