นอกจากจะเป็นไม้ดอกที่มีสีสันสวยงามให้ชื่นชม ‘ดาหลา’ ยังสร้างความหวังเรื่องการเติบโตและความยั่งยืน ซึ่งทุกเสียงจากนักวิชาการ เกษตรกร และเครือข่ายภาคประชาสังคมต่างสะท้อนไปในทิศทางเดียวกันว่า หากเรารวมพลังช่วยกันยกระดับและพัฒนาดาหลาอย่างมีทิศทาง ไม่เพียงแต่ดาหลาจะไม่สูญหาย แต่จะเติบโตเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างคุณค่าใหม่ให้กับประเทศได้

ในวงเสวนางาน “มหัศจรรย์วันดาหลาบาน ครั้งที่ 4” มีการพูดกันอย่างชัดเจนว่า การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพันธุ์ดาหลาเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อที่จะเข้าถึงความรู้และความจริงเกี่ยวกับศักยภาพของไม้ดอกชนิดนี้มากขึ้น
นอกจากนั้นยังมีข้อเสนอสำคัญเรื่องการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ ในความหมายที่ว่าเป็นองค์กรรวบรวมพันธุ์ดาหลาที่มีทั้งหมดของประเทศไม่ให้สาปสูญ และทำให้เกิดการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดภูมิความรู้ขึ้นมาได้จริง รวมถึงสามารถที่จะทำงานวิจัยได้อย่างต่อเนื่อง
ข้อเสนอการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ดาหลา
ข้อเสนอดังกล่าวมาจากอาจารย์สมประสงค์ พยัคฆพันธ์ ประธานสมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคม และอุปนายกสมาคมสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย (SME Thai) ซึ่งเป็นวิทยากรที่มาให้ความรู้เรื่องผู้ประกอบการสีเขียวในเวทีดังกล่าว
“ประเทศไทย…ความน่าเสียดายอันหนึ่งคือไม่มีการวิจัยที่ปรู๊ฟเชิงพาณิชย์ นี่เป็นเหตุผลที่เครือข่ายที่อยู่ในวันนี้ ควรจะตั้งประเด็น แล้วรวมรายชื่อส่งเป็นข้อมูลในการทำการวิจัย ใครคนใดคนหนึ่งไม่สามารถทำเรื่องนี้ได้ เพราะค่าใช้จ่ายสูงมากครับ งานนี้ควรเป็นรัฐบาลปรู๊ฟ ดังนั้นเมื่อจิตวิญญาณดาหลารวมตัวกันเป็นเครือข่าย สามารถจะส่งต่อเรื่องนี้เพื่อให้อยู่ในระบบของนโยบายที่ให้ภาครัฐเห็น ให้กระทรวงวิทย์ฯ เห็น ให้กรมวิชาการเกษตรเห็น นั่นก็คือจะสร้างเป็นประเด็นในการที่จะเป็นแรงยกการทำงานหรือปฏิบัติการของพวกเราให้เป็นสินทรัพย์ หรือทรัพย์สินปัญญาของประเทศต่อไป”
อาจารย์สมประสงค์ชี้ว่า ความเป็นไปได้ที่จะดำเนินการในแนวทางดังกล่าวคือการทำข้อตกลงกับทางมหาวิทยาลัย พัฒนาให้ดาหลาเป็นอาหารที่อร่อย เป็นอัตลักษณ์ของภาคใต้ และเกิดประโยชน์ต่อชุมชนและกับพี่น้องทุกคน


กำราบ พานทอง ผู้ประสานงานชมรมรักษ์สวนสมรม จ.สงขลา สนับสนุนข้อเสนอเรื่องพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว แต่ได้เสนอเพิ่มเติมโดยปรับแนวทางให้เป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชน
“ผมนึกถึงพิพิธภัณฑ์ หรืออุทยาน หรือธนาคารที่พวกผมทำอยู่ตอนนี้ เราใช้คำว่าอุทยานกล้วย หรือธนาคารหัวมันที่พยายามจะทำพิพิธภัณฑ์ ถ้าเป็นเรื่องของพิพิธภัณฑ์ชุมชน แล้วร่วมมือกับชุมชนในการทำพิพิธภัณฑ์ ค่อย ๆ ขับเคลื่อนไป เข้าใจว่าไม่น่าจะต่างกัน สามารถขยายไปแบบธรรมชาติได้เลย สมมติตำบลหนึ่งมีดาหลาปลูกประมาณ 20 ครอบครัว เราก็ทำเป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนของดาหลาขึ้นมา”
ความยั่งยืนขึ้นอยู่กับการทำให้ดาหลาอยู่ในวิถีชีวิตจริง ๆ
ส่วนในมุมมองของอุบล อยู่หว้า จากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน เขาเห็นว่า วิธีการอนุรักษ์ที่ดีที่สุดและจะทำให้เกิดความยั่งยืนได้คือการทำให้ดาหลาอยู่ในวิถีชีวิตจริง โดยอุบลมีข้อเสนอให้จัดตั้งผู้นำภาคชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรจริง ๆ ให้เป็นนักปรับปรุงพันธุ์ดาหลา เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญที่จะพูดเรื่องดาหลา เพื่อเป็นหลักประกันความยั่งยืน
“การอนุรักษ์เท่ ๆ แต่ไม่ถูกใช้จะไม่ยั่งยืน จะต้องมีพี่น้องชาวบ้านที่เป็นนักปรับปรุงพันธุ์ดาหลา เป็นคนที่รู้ลึก ความรู้แทนที่จะอยู่ในศูนย์วิจัยพืชสวนอย่างเดียว ก็ให้ไปอยู่ในเกษตรกรที่เป็นเจ้าของสวนดาหลาด้วย” อุบลย้ำ
ส่วนของการใช้ประโยชน์จากดาหลานั้น อุบลมีมุมมองว่า ถ้าจะคาดหวังให้โอกาสความต้องการของดอกดาหลาเพิ่มขึ้น ต้องทำหลายแนวทาง โดยเฉพาะงานวิจัย โดยถ้าจะไปให้สุด จะต้องตอบสนองชีวิตจริงของพี่น้องผู้เกี่ยวพันกับดาหลา

“ในงานวิจัยทั้งหลายของหน่วยต่าง ๆ มักจะไปจบที่ได้ผลิตภัณฑ์บรรจุขวดสวย ๆ เอามาอวดกันในห้องสัมมนาที่โรงแรม ทางการตลาดไปไม่ได้ และพี่น้องชาวบ้านผู้ปลูกก็อยู่ที่เดิม ผมต้องพูดดักคอไว้ก่อน ผมไม่อยากให้มันเกิดขึ้นแค่นั้น ถ้าเราจะสุดกับมันก็ให้สุดไปถึงว่า ตลาดสารสกัดดาหลาจะทำโดยใคร ตลาดที่ไหนถึงจะตอบสนองชีวิตจริงของพี่น้องผู้เกี่ยวพันกับดาหลา”
ทั้งนี้ อุบลแสดงความเห็นว่า ดาหลาในเส้นทางพัฒนาเป็นยาและสมุนไพรอาจจะค่อนข้างยากลำบาก เนื่องจากเป็นเส้นทางที่มีคู่ต่อสู้ นั่นคือยาเคมี แต่สำหรับเส้นทางอาหารกับเส้นทางความงามของดาหลาถือว่ามีความกว้างใหญ่ไพศาล และไปได้ง่ายกว่า ในขณะที่ทางด้านความเสี่ยง อุบลเห็นว่า ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่สุดอยู่ที่เรื่องของการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ โดยเฉพาะหากมีโครงการขนาดใหญ่ลงไปทับพื้นที่ดาหลา เมื่อสูญเสียพื้นที่ปลูกไป พันธุ์ดาหลาก็จะสูญหายตามไปด้วย
ความท้าทายเรื่องการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ดาหลา
เสาวนีย์ สุทธิชล ผู้ก่อตั้งกลุ่มทำงานด้านเมล็ดพันธุ์ที่ชื่อ ‘ยาไส้ ยาใจ’ และสมาชิกเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ร่วมจัดงาน “มหัศจรรย์วันดาหลาบาน” มาโดยตลอด กล่าวว่า จากความพยายามยกระดับความสำคัญของดาหลาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบว่า แม้ไม่ได้มีพัฒนาการในเชิงก้าวกระโดด แต่ก็เห็นจังหวะการพัฒนาที่ก้าวหน้าไปทีละขั้น

“เราไม่เคยทิ้งสิ่งที่เราตั้งใจ อย่างคนที่คิดผลิตภัณฑ์เรื่องเครื่องดื่ม จะมีจังหวะของตัวเองในการลงลึกและกว้างขึ้น มีความเป็นเครื่องดื่ม และมีน้องที่ทะลุเพดานไปสู่กฎหมายได้แล้ว เขามีช่องของตัวเองด้วย ซึ่งเป็นบทเรียนจากประสบการณ์จริง”
ส่วนทิศทางของงานด้านพันธุกรรมดาหลา เสาวนีย์ยอมรับว่ายังไม่เห็นชัด และเห็นด้วยกับข้อเสนอของอุบลที่ว่า จำเป็นต้องสร้างนักปรับปรุงพันธุ์ของชุมชนขึ้นมา
“กล้าบอกเลยว่า ทำมา 10 ปี เราไม่สามารถขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชดอกดาหลาแม้แต่ดอกเดียวของชุมชนได้ อันนี้เป็นความท้าทาย จริง ๆ เรามีรูปแบบเยอะมากเลย แต่ความรู้ความเข้าใจของหน่วยงาน และคนของเราไปต่อยังไม่สุด เชื่อว่าเรามีดีเป็นร้อยรูปแบบ แต่ไม่ได้รับการรับรอง
“ตั้งแต่วันนี้ต้องปรับปรุงเรื่องนี้ให้ชัดด้วยว่า เราจะทำเรื่องนักปรับปรุงพันธุ์ของชุมชนที่เป็นเกษตรกร ลุกขึ้นมาทำอย่างจริงจัง แล้วลงลึกด้วย ต้องเป็นเรื่องของการยืนหยัด การลุกขึ้นมาทำจริง ๆ ของเรา จริง ๆ พวกเรามี (พันธุ์) อยู่แล้ว แต่ลืมปรับปรุง”


เสาวนีย์ ในฐานะตัวแทนจากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้และผู้จัดงาน “มหัศจรรย์วันดาหลาบาน” ยังได้เสนอการบ้านรูปธรรมสำหรับเครือข่ายคนรักดาหลา นั่นคือการทำแผนที่เส้นทางดาหลาของตัวเอง ว่า เส้นทางดาหลาของแต่ละคน ปัจจุบันมีการส่งวัตถุดิบดาหลาไปไหน และในอนาคตจะไปต่ออย่างไร ทั้งนี้เพื่อเป็นฐานข้อมูลที่ชุมชนจะใช้ต่อยอดได้ในอนาคต