โทรศัพท์

096 948 1913

อีเมล์

sathaiaan@gmail.com

เวลาเปิด

จันทร์ - ศุกร์: 9:00 - 17:00

ความมั่นคงของตลาดเขียวในด้านสถานที่ตั้งตลาดถือเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ที่มีการพูดคุยกันในงานสานพลังภาคีสุขภาวะเครือข่ายอาหารปลอดภัยภาคอีสาน หัวข้อ “ตลาดเขียว : ทางเลือกทางรอดเพื่อสุขภาวะของคนอีสาน” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา

งานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนงานสุขภาวะภาคีเครือข่ายภาคอีสาน

ผศ. ดร.คณิน เชื้อดวงผุย จากมหาวิทยาลัยนครพนม ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการฯ ชี้ประเด็นอย่างชัดเจนว่า จุดเปราะบางของตลาดเขียวทั้ง 7-8 จังหวัดภาคอีสาน คือ ความไม่มั่นคงของสถานที่ และจุดที่เครือข่ายต้องการผลักดันระยะที่ 3 ของโครงการฯ คือ ทำอย่างไรให้ตลาดเขียวมีความมั่นคงมากขึ้น

ชัยสิทธิ์ แนวน้อย จากสมาคมสถาบันจัดการความรู้เกษตรกรรมยั่งยืน และตัวแทนตลาดเขียวมหาสารคาม กล่าวเสริมในประเด็นเดียวกันว่า

“เราจะเห็นว่า หลาย ๆ ตลาดในแต่ละจังหวัด จะเผชิญภาวะความเสี่ยงนี้ ผู้นำ นายกฯ (นายกเทศมนตรี) หรือผู้รับผิดชอบพื้นที่เมืองนั้น ๆ มาครั้งหนึ่งก็เปลี่ยนไปอีก คนใหม่มาก็เปลี่ยนไปอีก (แต่) อันนี้ไม่เห็นในเมืองมหาสารคาม ซึ่งเราสร้างความร่วมมือในการบริหารจัดการได้”

ชัยสิทธิ์ขยายความในส่วนของตลาดเขียวมหาสารคามว่า เรื่องสถานที่ถือเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าของตลาดเขียวมหาสารคามที่ทำงานร่วมกับทางเทศบาล โดยใช้สวนสุขภาพ (ศรีสวัสดิ์) ซึ่งข้อเท็จจริงไม่สามารถจัดเป็นตลาดเพื่อทำการค้าขายได้ แต่ปัจจุบันดำเนินการอย่างถูกต้อง โดยใช้ระเบียบเขตผ่อนผันหาบเร่แผงลอย 

เพราะสถานที่ตั้งตลาดเขียวไม่เหมือนตลาดอื่นใด

ฐากูร สรวงศ์ศิริ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อธิบายเกี่ยวกับการเลือกสถานที่ตั้งตลาดเขียวว่า ส่วนใหญ่จะเลือกสถานที่ที่มีภูมิทัศน์เปิด เพื่อให้สอดคล้องกับการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ เนื่องจากจุดประสงค์ตั้งแต่แรกของการตั้งตลาดเขียว ไม่เพียงเพื่อให้เกิดการซื้อขายสินค้าเท่านั้น แต่ต้องการสร้างให้เป็นพื้นที่แห่งความรู้ มีการจัดการเรียนรู้เรืองต่าง ๆ เป็นพื้นที่สร้างสานสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย ลานเล่นสำหรับเด็ก ๆ หรือแม้แต่เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ รวมทั้งสามารถใช้ในการรณรงค์เชิงนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย ดังเช่นกรณีตลาดเขียวขอนแก่นที่มีการรณรงค์เรื่องกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือโรคที่เกิดจากพฤติกรรม หรือ NCDs (non-communicable diseases) รวมทั้งการพูดคุยเกี่ยวกับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี

ดังนั้นตลาดเขียวจึงมีทั้งที่ใช้พื้นที่สาธารณะ พื้นที่ในความดูแลของเทศบาล พื้นที่ราชพัสดุอื่น ๆ หรือแม้แต่พื้นที่สวนสาธารณะ

อาจารย์ฐากูรนำเสนอถึงสถานการณ์ตลาดเขียวในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาด้วยว่า ตลาดเขียวหลายแห่งต่างประสบปัญหาความไม่มั่นคงในการใช้พื้นที่ ซึ่งมักสัมพันธ์กับนโยบายของผู้บริหารท้องถิ่น โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนตัวผู้บริหารทำให้ทั้งนโยบายและการเอื้ออำนวยในการใช้พื้นที่เปลี่ยนไป หรือแม้กระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่บางหน่วยงานอ้างขึ้นมาว่ามีความติดขัดในข้อกฎหมายบางฉบับ

“ทำให้พี่น้องตลาดเขียวต้องเปลี่ยนพื้นที่บ่อยครั้ง หรือต้องมีการเจรจาต่อรองเพื่อที่จะอยู่ในพื้นที่เดิม” อาจารย์ฐากูรกล่าวถึงสภาพที่ชาวตลาดเขียวต้องดิ้นรน ซึ่งหมายถึงรูปแบบของตลาดเขียวในลักษณะที่จัดเป็นประจำ

ส่วนกิจกรรมตลาดเขียวในลักษณะที่จัดเป็นกิจกรรมเป็นครั้งเป็นคราว รวมทั้งตลาดรูปแบบออนไลน์ ไม่ว่าบนแพลตฟอร์มใด ๆ อาจไม่มีประเด็นเรื่องความมั่นคงของสถานที่ตั้ง

ปัญหาที่ขอนแก่นกำลังเผชิญ มหาสารคามจัดการไปแล้ว

ปัญหาดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นที่ จ. จังหวัดขอนแก่นเช่นกัน โดยจากการเปิดเผยของทัศนัย ประจวบมอญ ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมสาธารณสุข เทศบาลนครขอนแก่น กล่าวว่า ความไม่มั่นคงของสถานที่ตลาดเขียว เริ่มลามมาที่ตลาดเขียวขอนแก่นแล้ว

“ตอนนี้กำลังเริ่มมีปัญหา ขอนแก่นกำลังคุยกันเรื่องจุดผ่อนผันตรงไหน จะยกเลิก จะไม่ยกเลิก กำลังเริ่มลามมาตลาดเขียวแล้ว กำลังนั่งคุยกันอยู่ว่า จะเดินยังไง”

ทั้งนี้ลักษณะการใช้พื้นที่ตลาดเขียวขอนแก่นเป็นการจัดขายในพื้นที่สาธารณะริมบึงแก่นนคร มีลักษณะเช่นเดียวกับตลาดเขียวทั่วไป นั่นคือเป็นการตั้งโต๊ะหมือนจัดของขายชั่วคราว ไม่ใช่แผงถาวร แต่การใช้พื้นที่ดังกล่าวยังไม่มีการประกาศเป็นจุดผ่อนผันอย่างเป็นทางการเช่นเดียวกับทางตลาดเขียวมหาสารคาม ซึ่งตราบเท่าที่ยังไม่ประกาศเป็นจุดผ่อนผัน ก็ยังถือว่าผิดกฎหมายอยู่ ดังนั้นเทศบาลจึงกำลังพิจารณาในเรื่องดังกล่าว

“ผมคุยกับมาว (ถนัด แสงทอง : คู่ชีวิตของจงกล พารา หนึ่งในผู้บุกเบิกและผู้เป็นกำลังหลักของตลาดเขียวขอนแก่น) ว่า ส่วนหนึ่งในความเป็นตลาดเขียว ผมเข้าใจบริบท ความคิดที่ว่าอากาศโล่ง โปร่งสบาย อยากจะอยู่แบบที่กว้าง ๆ ผมก็ว่า ผมมีพื้นที่นะ ถ้าเป็นลักษณะอย่างนี้แล้วไปจัดตบแต่ง มีต้นไม้อยู่ แต่มันเป็นพื้นที่ของตลาด ถ้าความต้องการมาเจอกันได้ บางพื้นที่ของตลาดที่อาจจะมีคล้าย ๆ กับตลาดเขียว ไปปรับเอา แต่อยู่ในพื้นที่ที่เป็นตลาดที่ผมเช่าธนารักษ์มา เข้าไปแล้วพวกผมจัดล็อกเป็นตลาด ไม่เป็นล็อกก็ได้ เป็นพื้นดินแล้วคุณเอาโต๊ะมา เดี๋ยวค่อยว่ากันในกระบวนการและวิธีปฏิบัติในเชิงเทคนิค เพราะฉะนั้นต้องมาเจอกันในลักษณะนี้ด้วย” ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมสาธารณสุข เทศบาลนครขอนแก่น กล่าว

วงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องตลาดเขียว

อย่างไรก็ตาม ประเด็นปัญหาลักษณะที่กำลังเกิดขึ้นกับตลาดเขียว จ.ขอนแก่น เป็นสิ่งที่ตลาดเขียว จ.มหาสารคามได้สร้างต้นแบบไว้แล้ว โดยเทศบาลเมืองมหาสารคามใช้แง่มุมทางกฎหมาย 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 ประกาศให้พื้นที่ส่วนหนึ่งของสวนสุขภาพศรีสวัสดิ์เป็นเขตผ่อนผันสำหรับตลาดเขียว โดยออกใบอนุญาตให้ในแต่ละปี

“เพราะสวนฯ มีไว้สร้างสุขภาพของประชาชนสำหรับออกกำลังกาย แต่ถ้าพื้นที่ด้านข้างเรียกว่าสาธารณะ คือฟุตบาท ท้องถิ่นสามารถประกาศเป็นเขตผ่อนผันได้ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุขและพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดฯ หลังประกาศเขตผ่อนผันสามารถจัดให้พี่น้องประชาชนเป็นล็อก ๆ จำหน่ายได้” นัฏฐิยา โยมไธสง ผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองมหาสารคาม ให้ข้อมูล

ทำสัญญาเช่าที่ราชพัสดุ…อีกแนวทางต้นแบบที่ตลาดเขียวเชียงใหม่ทำไว้

อุบล อยู่หว้า จากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน ผู้คร่ำหวอดในวงการมานาน ยอมรับว่า ตลอด 35 ปีแห่งการก่อเกิดขึ้นของตลาดเขียวในประเทศไทย ชะตากรรมหนึ่งที่เครือข่ายตลาดเขียวต้องเผชิญก็คือเรื่องความไม่มั่นคงด้านสถานที่

แต่จากตัวอย่างของ ‘ข่วงเกษตรอินทรีย์เชียงใหม่’ ที่จัดตั้งตลาดกลางด้านเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดเชียงใหม่ หรือ Chiang Mai Organic Home ขึ้นมา ณ ริมถนนเลียบคลองชลประทาน ในเขต ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ด้วยการทำสัญญาเช่าที่ราชพัสดุ 30 ปี โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2555 ดังนั้นอุบลจึงเห็นว่า แนวทางการใช้พื้นที่ราชพัสดุก็น่าสนใจ

จงรัก บุญทันเสน ตัวแทนจากกรมธนารักษ์ จ.มหาสารคาม ผู้ร่วมอยู่ในวงสนทนาเดียวกัน อธิบายถึงข้อกฎหมายการใช้ที่ราชพัสดุ ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมธนารักษ์ว่า ที่ราชพัสดุมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้ประโยชน์ในทางราชการ และไม่ขัดข้องถ้ามีพื้นที่หรือทำเลเหมาะสมที่จะสนับสนุนการดำเนินการของตลาดเขียว เนื่องจากกรมธนารักษ์มีนโยบายสนับสนุนเพื่อเปิดตลาดหรือสร้างรายได้ให้กับชุมชนอยู่แล้ว เพียงแต่สำหรับสถานะของตลาดที่ไม่ใช่หน่วยงานราชการ ในการเข้าไปใช้ประโยชน์ก็จะต้องจ่ายค่าตอบแทนหรือค่าเช่าในอัตราที่ผ่อนปรน และสามารถยกเว้นค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชนด้วย

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ดินของกรมธนารักษ์มีข้อจำกัดสำคัญคือ พื้นที่ส่วนมากอยู่ในความดูแลของหน่วยงานราชการอยู่แล้ว ดังนั้นปัจจัยสำคัญจึงอยู่ที่การประสานความร่วมมือระหว่างผู้ใช้กับผู้ให้ความยินยอม ส่วนกรมธนารักษ์สามารถจะเข้าไปช่วยบริหารเรื่องการใช้สถานที่ได้ “ต้องให้ทางผู้ประกอบการดูว่า แปลงไหนที่ว่ามีความต้องการ และธนารักษ์อาจจะสนับสนุนเรื่องข้อมูล เรื่องการใช้ประโยชน์ ว่าเป็นของหน่วยงานไหน และขั้นตอนวิธีการทางธนารักษ์ยินดีสนับสนุนตรงนั้น และอาจจะเป็นการประสานระหว่างหน่วยงานกับธนารักษ์ เพื่อเอาที่ตรงนี้ไปสนับสนุนได้” ตัวแทนกรมธนารักษ์พูดถึงที่ราชพัสดุที่อยู่ในความดูแล แต่สำหรับพื้นที่ใน จ.มหาสารคามนั้น จงรักระบุว่า “ถ้าถามว่ามีที่ว่างไหม ต้องเรียนตามตรงว่ายังไม่มี”

ความมั่นคงตลาดเขียวขึ้นกับการผลิตต้นทางด้วย

ทางด้านศักดิ์เจริญ ภวภูตานนท์ จากสภาฮักแพงเบิ่งแงงคนมหาสารคาม นำเสนอมุมมองในอีกแนวทางว่า ความมั่นคงหรือไม่มั่นคงของสถานที่ตั้งตลาดเขียวอยู่ที่ตัวผู้เกี่ยวข้องเอง โดยเขายกตัวอย่างประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตลาดเขียวมหาสารคามเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ว่า หลังจากมีความพยายามที่จะย้ายตลาดเขียวมหาสารคามจากสวนศรีสวัสดิ์ไปยังสถานที่แห่งใหม่ แต่บรรดาผู้บริโภคของตลาด ซึ่งที่มีทั้งอัยการเขต แพทย์ ฯลฯ ต่างไม่ยอม

“ผู้บริโภคที่เป็นผู้ที่เสียงดังในสังคมไม่ยอม เพราะที่นี่ (สวนศรีสวัสดิ์) มีความสะดวกที่จะซื้อ ถ้าตลาดเขียวไม่ดีไม่ตั้งมาถึง 20 ปี” ศักดิ์เจริญสรุป

ส่วนหนูเกณฑ์ ศรีบัว หัวหน้างานปฏิบัติการและพัฒนาชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ให้มุมมองในฐานะผู้บริโภคว่า เรื่องความมั่นคงของตลาดด้านสถานที่ตั้งไม่ใช่ปัญหา เนื่อจากตลาดเขียวส่วนใหญ่ผูกติดกับโรงพยาบาล รวมทั้งในแต่ละวันยังวางขายตามที่ต่าง ๆ ได้ แต่ปัญหาจริงที่พบเจอคือผลผลิตมีไม่พอขาย

“อย่างผมลงพื้นที่กับพี่สิทธิ์ (ชัยสิทธิ์ แนวน้อย) กลุ่มเกษตรกรในมหาสารคามมีหลายกลุ่มที่รวมกลุ่มกันปลูกผักในชุมชน ถามว่าพอขายไหม ไม่พอขายครับ จองกันด้วย ถ้ามองตลาดแบบนี้ยังแคบอยู่ พี่สิทธิ์เคยไปคุยกับทางเทศบาลหรือทางท้องถิ่น เขาจะเอาผักไปให้โรงเรียนทำอาหารเพื่อที่จะส่งสุขภาพดี ๆ ให้กับเด็ก ไม่กล้าทำ เพราะผลิตไม่ทัน กำลังการผลิตมันน้อยมาก เราเลยคุยว่าทำไมคนน้อย คนน้อยคือ หนึ่ง มันยาก พี่สิทธิ์บอกว่าตอนทำกล้าเหมือนกับต้องดูแลเด็ก ดูแลลูก ถ้าปล่อยปละละเลยไป 1-2 ชั่วโมงอาจจะเสียหายไปเลย ตัวตลาดผมว่ายังพอหาได้ เรามีคนรุ่นใหม่เข้ามาเยอะ ผมว่าต้นทางสำคัญ ถ้าเราทำต้นน้ำได้ดี ตัวกลางน้ำ ปลายน้ำยังพอไปได้”

หรือว่าเป็นความสัมพันธ์ของปัญหาลักษณะไก่กับไข่

อย่างไรก็ตาม สุวารี พัดเย็น จากโครงการจัดการความรู้และบูรณาการเครือข่ายขับเคลื่อนนโยบายตลาดเขียว ของ สสส. และผู้ประสานงานเครือข่ายตลาดเขียว ได้นำเสนออีกมุมมองหนึ่งว่า เรื่องการผลิตอาจขึ้นกับตลาดด้วยหรือไม่

“เราเคยได้ยินคำว่า “ตลาดจะเป็นตัวชี้วัดการผลิต” ผู้ผลิตหรือผู้ขายจะต้องดูตลาดก่อนที่จะวางแผนการผลิตได้ เพราะฉะนั้น ที่ผลผลิตไม่เพียงพออาจจะเป็นเพราะตลาดมีความไม่แน่นอนหรือไม่ อาจต้องมองย้อนกลับไปว่า ถ้าตลาดไม่แน่นอน ผู้ผลิตอาจจะไม่สามารถวางแผนการผลิตได้”

สุวารีให้ข้อมูลถึงประเด็นที่ท้าทายไปกว่านั้นว่า โจทย์หนึ่งที่ทางโครงการฯ ได้รับมาจากผู้บริหารคือคำถามที่ว่า ทำตลาดเขียวแล้วได้อะไร ส่งผลให้เกิดสุขภาวะของเมืองได้อย่างไร ทางโครงการฯ จึงคิดเรื่องการจัดทำข้อมูลและพร้อมที่จะสนับสนุนการทำข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

“สิ่งหนึ่งที่คิด ว่าทำตลาดเขียวมา 20-30 ปี แต่ไม่สามารถตอบโจทย์ฝ่ายนโยบายได้ คือการทำข้อมูล ทำให้โครงการฯ คิดเรื่องการทำข้อมูล ทำเครื่องมือที่จะทำข้อมูลในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม นำไปสู่การพัฒนาข้อเสนอนโยบายที่เป็นรูปธรรม รวมข้อมูล สสส. เองด้วย ที่เป็นโจทย์อยู่เหมือนกันว่า ทำตลาดเขียวแล้วโรคไม่ติดต่อเรื้อรังลดลงอย่างไร

“เป็นโจทย์ของ สสส. ที่จะชวนตลาดเขียวมาช่วยกันเก็บข้อมูลว่า ตัวเองเปลี่ยนแปลงยังไง หรือการทำเครื่องมือ การทำฐานข้อมูลเป็นเรื่องที่สำคัญ มันจะได้นำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบาย ผู้บริหารไม่ได้มารู้สึกร่วมกับเราว่า ฉันมีความสัมพันธ์ มีความสุขดี แต่ว่าการมีความสุขดี เราต้องวัด มีผลออกมาเป็นข้อมูลให้ได้”

ด้านศักดิ์เจริญจากสภาฮักแพงฯ กล่าวถึงความพยายามของจังหวัดมหาสารคามในการสนับสนุนให้ประชาชนปลูกผักกินเอง ปลูกผักพื้นบ้าน มีการรณรงค์ให้กับคนที่ไม่สะดวกมาตลาดเขียว เพื่อทุกคนจะสามารถเก็บกินได้ทุกมื้อ มีอาหารปลอดภัยกิน

“และมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าปลอดภัยจากสารเคมี ขณะเดียวกัน คนที่ผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อคนอื่นจะต้องรักษาสุขภาพด้วย ถ้าผลิตแล้วยังเป็นโรคอยู่ แสดงว่ามีคำถามแล้ว” ศักดิ์เจริญกล่าว

บทความแนะนำ