โทรศัพท์

096 948 1913

อีเมล์

sathaiaan@gmail.com

เวลาเปิด

จันทร์ - ศุกร์: 9:00 - 17:00

เพื่อหยุดยั้งวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและรักษาสภาพแวดล้อมของโลกให้สามารถอยู่อาศัยกันได้ต่อไป แนวทางหลักที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่เพ่งเล็งในปัจจุบันก็คือการปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตและการใช้พลังงาน ทั้งในด้านการเปลี่ยนจากแหล่งพลังงานจาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ “ก่อให้เกิดมลพิษ” ไปเป็นแหล่งพลังงานที่ “สะอาด” รวมถึงการลดการผลิตและใช้พลังงานในภาพรวมลง

ที่ดียิ่งกว่านั้นคือควรที่จะลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงและการบริโภคพลังงานให้เกิดความยุติธรรมเพิ่มขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม นอกจากมิติด้านพลังงานแล้ว การเปลี่ยนวิธีการผลิตอาหารและวิธีการบริโภคอาหารก็มีบทบาทสำคัญที่จะช่วยแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศของโลกทั้งใบนี้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากอาหารถือเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก รองจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

การบริโภคที่ถูกขับเคลื่อนโดยระบบอุตสาหกรรม

ตลอดช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ระบบอาหารโลกส่วนใหญ่ถูกทำให้เป็นอุตสาหกรรมโดยการนำสารเคมีมาใช้ในกระบวนการผลิต การปลูกพืชเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่ การเลี้ยงสัตว์แบบอุตสาหกรรม การใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ และการสร้างระบบชลประทานที่เอื้อกับระบบอุตสาหกรรมเกษตร

ระบบการผลิตอาหารในลักษณะดังกล่าวต้องพึ่งพาบรรษัทขนาดใหญ่ตลอดห่วงโซ่การผลิต จึงทำให้อาหารท้องถิ่นถูกทำลาย ขณะเดียวกันก็เป็นสาเหตุหลักของการทำลายป่า วิกฤตการขาดแคลนน้ำ และทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนเป็นต้นเหตุการเกิดโรคต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นสาเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกมากกว่าหนึ่งในสาม

จากข้อมูลปัจจุบันขององค์การการค้าโลกพบว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการผลิตและการขนส่งสินค้าและบริการส่งออก/นำเข้าคิดเป็น 20-30% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก โดยในจำนวนนี้เป็นกรณีของผลไม้และผักคิดเป็นสัดส่วน 36%

อีกทั้งมีการประมาณการว่า ในระดับโลก ด้วยการบริโภคอาหารเพียงอย่างเดียวอาจทำให้โลกร้อนขึ้นเกือบ 1 องศาเซลเซียส ภายในปี พ.ศ. 2643 และอาจเข้าใกล้ขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียส ตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลงปารีสเมื่อปี พ.ศ. 2566 ได้อย่างรวดเร็วยิ่ง

กรณีตัวอย่างจากสหราชอาณาจักรเรื่องน้ำตาล

ในสหราชอาณาจักรหรือประเทศอังกฤษ น้ำตาลกำลังกลายเป็นประเด็นปัญหาสำคัญ เนื่องจากสหราชอาณาจักรผลิตน้ำตาลมากเกินพอสำหรับประชาชน และการผลิตนี้มาพร้อมกับต้นทุนด้าน “สภาพภูมิอากาศ” ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ที่ดินและน้ำในปริมาณมาก การสูญเสียหน้าดิน การทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ และเงินอุดหนุนการผลิตที่ใช้ผิดวัตถุประสงค์ รวมถึงต้นทุนด้านสุขภาพก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลเช่นกัน

จากข้อมูลพบว่า สองในสามของคนในสังคมอังกฤษมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน แต่ประเทศกลับนำเข้าน้ำตาลเกือบสองเท่าของปริมาณที่ผลิตเกิน จึงทำให้เกิดค่าใช้จ่ายด้านสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มสูงขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ การบริโภคที่มากเกินไปนี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการของผู้บริโภค แต่เกิดจากความต้องการของบริษัท เนื่องด้วยน้ำตาลเป็นส่วนผสมอาหารราคาถูกที่ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบของอาหารแปรรูป จึงทำให้การนำเข้าถูกรวมอยู่ในข้อตกลงการค้าเสรีหลายฉบับของสหราชอาณาจักรเพื่อสนับสนุนผลประโยชน์ของบริษัท ไม่ใช่ผลประโยชน์ของประชาชน

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้กลุ่มต่างๆ ในอังกฤษได้เรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอาหารอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การปรับลดเงินอุดหนุนน้ำตาลไปจนถึงการทำให้ผักและผลไม้มีราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น

ขณะที่หน่วยงานด้านสภาพภูมิอากาศของสหราชอาณาจักรแนะนำให้ลดการบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมลง 20% ภายในปี พ.ศ. 2573 และลดลง 35% ภายในปี พ.ศ. 2593

จำเป็นต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ

เฉกเช่นเดียวกับเรื่องพลังงาน ในการที่จะเปลี่ยนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมาเป็นเชื้อเพลิงหมุนเวียนย่อมต้องอาศัยการเปลี่ยนเชิงโครงสร้างอย่างลงลึกในเรื่องการใช้และการบริโภคพลังงานของผู้คนในสังคมแบบภาพรวม ครอบคลุมทั้งการสำรวจในเรื่องการผลิต การมีระบบขนส่งแบบบูรณาการ การซ่อมแซมหรือมีผลิตภัณฑ์ที่ทนทาน และการลดการบริโภคสินค้าที่ไม่จำเป็นให้น้อยลง

การจะเปลี่ยนแปลงเรื่องการบริโภคอาหารก็ไม่แตกต่างกัน จำเป็นต้องปรับระบบการผลิตแบบอุตสาหกรรมอาหารด้วย

จากหลักฐาน/ข้อค้นพบทางวิทยาศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่า อาหารอุตสาหกรรมก่อให้เกิดความเสียหายต่อสภาพภูมิอากาศและมีแนวโน้มที่จะทำลายเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่การลดการบริโภคเนื้อแดงและผลิตภัณฑ์นมที่ผลิตในระบบอุตสาหกรรม สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับอาหารได้อย่างมาก โดยลดลงได้มากถึง 75%

นอกจากนั้น การแทนที่อาหารที่มาจากสัตว์ด้วยพืชตระกูลถั่ว ผลไม้ และผัก ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย เช่น ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 รวมถึงลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวข้องกับอาหาร

เพื่อแก้ไขวิกฤตเรื่องสภาพภูมิอากาศ เราจำเป็นต้องควบคุมการบริโภคและการผลิตเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม และอาหารที่ไม่จำเป็นหรือมีผลกระทบต่อสุขภาพ ขณะเดียวกัน เราต้องให้ความสำคัญกับการผลิตและการบริโภคอาหารท้องถิ่นที่ดีต่อสุขภาพเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ควรทำในระดับการปรับเปลี่ยนเพียงพฤติกรรมส่วนบุคคลเท่านั้น เนื่องด้วยการผลิตและการบริโภคอาหารและพลังงานที่มากเกินไปเป็นผลจากการผลักดันโดยองค์กรธุรกิจที่สัมพันธ์ทั้งด้านการเมืองและข้อตกลงทางการค้า เราจึงต้องเปลี่ยนแปลงเชิงระบบและโครงสร้างเหล่านี้ด้วย

ข้อเสนอแนวทางที่จำเป็นต้องร่วมกันทำจริงจัง

แน่นอนว่า การปรับพฤติกรรมส่วนบุคคลเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่เราไม่สามารถลดปัญหาให้เหลือเพียงแค่บุคคลหรือโยนความรับผิดชอบเรื่องนี้ได้

การลดการนำเข้าจากประเทศที่บริโภคเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม และอาหารที่ไม่จำเป็นมากเกินไป รวมถึงการปรับระบบการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เป็นสิ่งที่ควรนำมาพิจารณาร่วมด้วย เพื่อจำกัดบรรษัทอาหารที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดผลกระทบและวิกฤตการณ์

สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างจริงจังและแรงกดดันจากขบวนการทางสังคม ดังแนวทางที่นักวิจัยและนักเคลื่อนไหวได้เสนอแนวทางในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ไว้ ดังนี้

  • การกำจัด/การจัดการขยะอาหาร ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ
  • ลดการบริโภคส่วนเกินในประเทศกำลังพัฒนา ทั้งเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมจากอุตสาหกรรม รวมถึงอาหารที่ไม่จำเป็น โดยมาตรการทางภาษี อัตราภาษีศุลกากร และเครื่องมือทางการคลังอื่น ๆ สามารถมีบทบาทได้ เช่นเดียวกับมาตรการที่เข้มงวดจากผู้จัดจำหน่ายอาหาร
  • สนับสนุนเกษตรกรให้ปรับระบบการผลิต ผ่านการปรับเปลี่ยนใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนปุ๋ยเคมี และห้ามการเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่จำกัด ซึ่งจะก่อให้เกิดก๊าซไนตรัสออกไซด์และมีเทนเป็นจำนวนมาก
  • คิดค้น/หาแนวทางในการปรับปรุงระบบการกระจายอาหารในรูปแบบใหม่ โดยเมืองต่าง ๆ จำเป็นต้องปรับโครงสร้างการค้าปลีกเพื่อให้ร้านค้าและตลาดมีการกระจายอย่างเท่าเทียมกัน และจัดหาอาหารที่ดีต่อสุขภาพแทนที่สินค้าแปรรูปหรืออาหารที่ไม่จำเป็น โดยมีการพิจารณาเรื่องการแบ่งเขตหรือนโยบายสาธารณะอื่น ๆ เพื่อจำกัดการมีอยู่ของบริษัทขนาดใหญ่ และปกป้องผู้ขาย ผู้ผลิต และสหกรณ์ในท้องถิ่นด้วย
  • ยกเลิกกฎระเบียบและกฎหมายที่สร้างข้อจำกัดให้กับผู้ผลิตอาหารในท้องถิ่น และแทนที่ด้วยนโยบายสนับสนุนระบบการผลิตเกษตรนิเวศและการตลาดท้องถิ่น
  • ยับยั้งการยึดครองที่ดินและน้ำเพื่อขยายการผลิตพืชเชิงเดี่ยวทางการเกษตรที่มุ่งเน้นการส่งออก โดยเฉพาะโดยกลุ่มบรรษัทขนาดใหญ่

ที่มาข้อมูล: GRAIN. (2023). Tackling the climate crisis by addressing food consumption. https://grain.org/en/article/ 7061-tackling-the-climate-crisis-by-addressing-food-consumption

บทความแนะนำ