โทรศัพท์

096 948 1913

อีเมล์

sathaiaan@gmail.com

เวลาเปิด

จันทร์ - ศุกร์: 9:00 - 17:00

นับว่าตอบโจทย์อย่างยิ่งสำหรับโครงการสวนผักคนเมืองที่ทางมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) หรือ มกย. ดำเนินการร่วมกับเครือข่ายสลัม๔ภาค และมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย หรือ มพศ. โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ทั้งนี้เพื่อมุ่งสร้างศักยภาพการพึ่งตนเองด้านความมั่นคงทางอาหารให้แก่ชุมชนคนจนเมืองหลวง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่บ้านเมืองกำลังเผชิญกับวิกฤติปัญหาสินค้าราคาแพงขึ้นจากผลกระทบของสงคราม ซึ่งยิ่งซ้ำเติมคนจนเมืองที่ทุกวันต้องเผชิญกับปัญหาด้านรายได้ที่ไม่มั่นคงอยู่แล้ว

ในโอกาสเข้าสู่ปีที่ 2 ของการทำงาน เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 ที่ผ่านมาจึงมีการประชุมพัฒนาศักยภาพและเชื่อมโยงเครือข่ายสวนผักคนจนเมืองเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ณ ห้องประชุมอาคารสวัสดิการที่อยู่อาศัยเพื่อสวัสดิการคนจน “เลียบวารี” เพื่อให้สมาชิกแต่ละชุมชนสรุปการทำงานและกำหนดแผนงานที่จะทำต่อในอนาคต

สำหรับเครือข่ายสวนผักคนจนเมืองที่เข้าร่วม ได้แก่ สมาชิกจากศูนย์พักคนไร้บ้าน “บ้านพูนสุข” จังหวัดปทุมธานี สมาชิกสวนผักจากชุมชนภูมิใจ แขวงทรายกองดินใต้ เขตคลองสามวา และผู้เช่าห้องพักอาคารสวัสดิการฯ เลียบวารี เขตหนองจอก ทั้งสามชุมชนเป็นกลุ่มพื้นที่เดิมที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปลายปี 2567 หลังเข้ารับการอบรมกับอาจารย์เกศศิรินทร์ แสงมณี หรืออาจารย์เติ้ล

นอกจากนั้นยังมีชุมชนส่วนขยายในปีนี้อีก 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ ชุมชนทองกิตติ แขวงบางชัน เขตคลองสามวา และชุมชนพูนทรัพย์ เขตสายไหม โดยเริ่มเข้าร่วมเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2568

ย้อนทวนเส้นทางที่ผ่านมา

ตัวแทนแต่ละชุมชนที่เข้าร่วมได้เล่าถึงการดำเนินการในช่วงเวลาที่ผ่านมา เริ่มจากบ้านพูนสุขบอกเล่าโดยสรุปว่า มีสมาชิก 6 คน ชวยกันปลูกผัก อาทิ คะน้า มะเขือยาว มะเขือเปราะ ผักกาดขาว ถั่วพลู ทุกสัปดาห์จะมีคนมาขอซื้อ และไม่พอขาย เพราะเป็นที่ต้องการของร้านส้มตำที่อยู่ด้านหน้าชุมชน รวมถึงคนที่อยากกินผักปลอดสาร

ในการปลูกผักอินทรีย์ ชุมชนที่นี่สามารถลดค่าใช้จ่ายในการซื้อดิน ด้วยการนำผักตบชวาซึ่งเป็นวัสดุที่มีในชุมชนมาใช้แทนกาบมะพร้าวที่มีราคาแพง โดยนำมาสับแล้วหมักลงแปลง

สำหรับปัญหามีทั้งสมาชิกรีบเก็บผักที่ยังไม่ได้ขนาด ซึ่งมีผลต่อน้ำหนัก ทำให้คนซื้อได้ของจำนวนมาก แต่ไม่คุ้มสำหรับคนขายที่จะไปซื้อพันธุ์ใหม่ สมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ผู้มีปัญหาสุขภาพจิต และผู้พิการ ทำให้มีคนทำงานน้อย รวมทั้งปัญหาเดิม นั่นคือ “คนปลูกไม่ได้กิน คนกินไม่ได้ปลูก” จนมาถึงปัญหาใญ่เฉพาะหน้านี้คือสภาพของแดดที่ร้อนจัด ซึ่งกำลังพยายามแก้ไขด้วยการทำสแลนให้เต็มพื้นที่ อีกทั้งยังมีปัญหาน้ำในบ่อที่เคยใช้แห้งลงจนต้องใช้น้ำประปา ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

สำหรับแผนงานในอนาคต คือ การจัดการระบบน้ำให้สามารถดึงน้ำจากแม่น้ำเชียงรากที่อยู่ห่างจากแปลงเพียง 50 เมตรขึ้นมาใช้ได้ รวมทั้งทำแปลงปลูกผักเพิ่ม เช่น กวางตุ้ง ผักบุ้ง

ความเป็นไปของสวนผัก “ภูมิใจ”

ทางด้านชุมชนภูมิใจซึ่งมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นทางเพื่อแก้ไขจุดอ่อนเรื่อง “คนปลูกไม่ได้กิน คนกินไม่ได้ปลูก” อันเป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อความยั่งยืนของสวนผักคนเมือง ด้วยการเช่าใช้พื้นที่ส่วนกลางของชุมชนในราคาแปลงละ 100 บาทต่อปี แล้วจัดแบ่งแปลงตามจำนวนสมาชิกที่สนใจและเต็มใจเข้าร่วม

ในตอนเริ่มต้น สมาชิกมีทั้งหมด 11 ราย หรือ 11 แปลง โดยแต่ละรายรับผิดชอบแปลงของตนและเป็นเจ้าของผลผลิตโดยสมบูรณ์ แต่ในภาพใหญ่คือการทำไปด้วยกันแบบมีการวางจังหวะก้าวร่วมกัน คอยสนับสนุนและเกื้อกูลกัน

อย่างไรก็ตาม ในปีที่สองนี้ ปรากฏว่ามีสมาชิกหยุดการดำเนินการไป 2 แปลง โดยสมาชิกบางคนก็รับดูแลไปในระหว่างที่รอให้มีสมาชิกใหม่เข้ามารับช่วงต่อ

ตัวแทนสมาชิกสวนผักชุมชนภูมิใจบอกเล่าเชิงภาพรวมว่า ในทุกแปลงมีผลผลิตแทบทุกอย่าง ทั้งพริก มะเขือ ถั่วพลู ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว กวางตุ้ง คะน้า กะเพรา โหระพา โดยมีผลผลิตออกมาอยู่เรื่อย ๆ ให้ได้เก็บไปปรุงอาหารและพอได้ขาย ทำให้สามารถลดรายจ่ายและมีรายได้เสริมในครัวเรือน

สำหรับปัญหาที่พบในตอนนี้คือแดดร้อน และที่นาใกล้กับพื้นที่มีการใช้ยาฆ่าแมลง ทำให้นก หนอน แมลง หอยทากเข้ามาในแปลงผัก ทุกคนพยายามหาเทคนิคมาช่วย เช่น ใช้ยาเส้น ยาฉุน เหล้าขาว บางครั้งได้ผลมาก แต่บางครั้งก็ได้ผลน้อย จึงอยู่ระหว่างการพยายามปรับปรุงสูตรเพื่อไล่แมลง ส่วนแผนงานในอนาคตนั้น กำลังคิดค้นทำปุ๋ยหมักชีวภาพเพื่อจำหน่าย และเพาะกล้าปลูกใส่กระถางขาย ตลอดจนเก็บเมล็ดพันธุ์ อีกทั้งพยายามที่จะดึงเยาวชนที่สนใจอยากทำเข้ามาร่วมเป็นสมาชิก เนื่องจากในปัจจุบันมีแต่ผู้สูงอายุ ซึ่งขาดกำลังแรงงานที่จะมาช่วยทำ

การปรับตัวของ “เลียบวารี” ตามสภาพความเป็นจริง

ในส่วนชุมชนเลียบวารี ซึ่งเป็นอาคารสวัสดิการฯ ที่เปิดให้ผู้มีรายได้น้อยเช่าห้องพักอาศัย การดำเนินการสวนผักจึงทำโดยสมาชิกห้องเช่าร่วมกับผู้ดูแลอาคาร โดยในส่วนผู้เช่า เนื่องจากผู้ใหญ่ต้องออกไปทำงาน ผู้ดูแลสวนผักตัวจริงจึงเป็นเด็ก 2 คน

ทางด้านผลผลิตในแปลง มีตั้งแต่มะละกอ กล้วย ผักบุ้ง กะเพรา โหระพา ผักสลัด

สิ่งที่เป็นปัญหาพื้นฐานของเลียบวารีคือดินแห้ง น้ำไหลน้อย และน้ำในบ่อแห้ง ยากที่จะลงไปตักและกลัวอันตราย

วรรณา แก้วชาติ หรือ “หน่อย” ในฐานะผู้ประสานงานโครงการ มพศ. และดูแลอาคารสวัสดิการฯ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพพื้นที่ว่า เลียบวารีเป็นพื้นที่ใหม่ที่มีการถมดิน โดยเอาดินเหนียวมาถมที่ ในการปลูกผักจึงต้องซื้อดินมาเติม เมื่อปลูกไปสักระยะดินก็มีสภาพแห้ง เนื่องจากหน้าดินน้อย ทำให้การจะปลูกอะไรก็ยาก บวกกับน้ำไม่มี เมื่อไม่มีน้ำและสภาพที่เป็นดินเหนียว เวลาฝนตกมาก น้ำไม่สามารถซึมหายลงไปได้ ในขณะที่แดดร้อน เมื่อรากพืชเจอกับน้ำเดือดก็ทำให้รากเน่า “แต่เลียบวารีจะได้ผลผลิตคือหน้าหนาว ผักทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคะน้า กวางตุ้ง ผักกาดเขียว หรือบร็อกโคลี แผนในอนาคต คือ จะปรับแปลงผักเพื่อปลูกมะละกอทำส้มตำ เพราะที่นี่ปลูกได้งาม รวมทั้งบวบ หรือฟักทอง เพื่อขายดอกและยอด”

ประสบการณ์ระยะสั้นจาก 3 ชุมชน

อีก 3 ชุมชนที่เพิ่งเข้าร่วมทำ “สวนผักคนเมือง” ในปีนี้ก็ร่วมบอกเล่าประสบการณ์ของตนด้วย ซึ่งแม้เพิ่งเริ่มต้นทำมาเพียงประมาณ 4 เดือน แต่ก็มีเรื่องราวบอกเล่าไม่น้อยเช่นกัน

ชุมชนแรกคืออ่อนนุช 14 ไร่ มีสมาชิกกลุ่มซาเล้งรวม 11 คน ใช้พื้นที่ส่วนกลางเนื้อที่ประมาณร้อยตารางวา รวม 9 แปลง และมีบ่อเลี้ยงปลา สำหรับผักที่ปลูกมีทั้งมะเขือเทศ พริก คะน้า กะเพรา โหระพา

ในช่วงที่ผ่านมามีรายได้จากการปลูกผักแล้ว 2,700 บาท ได้นำเงินไปซื้อเมล็ดพันธุ์ ดิน ปุ๋ย ยังคงเหลือเงินอีก 700 บาท

ปัญหาที่พบคือ แมลง มด หอยทาก ตั๊กแตน และหน้าร้อนปลาในบ่อตาย อนาคตมีแผนทำที่บังแดดแก้ปัญหาอากาศร้อน และปลูกต้นไม้และผักประเภทอายุปานกลางเพิ่ม อาทิ มะม่วง มะนาว บวบ รวมทั้งปลูกสมุนไพรไล่แมลง ตลอดจนเก็บเมล็ดพันธุ์เพื่อลดต้นทุน และเพาะกล้าพันธุ์ในตะกร้าเพื่อขาย ทั้งยังมีโครงการเลี้ยงชันโรงด้วย

ด้านชุมชนทองกิตติ มีสมาชิกประมาณ 50 กว่าครัวเรือน เป็นชุมชนที่มีพื้นที่น้อย สมาชิกปลูกผัก 7-8 ครัวเรือนจึงใช้พื้นที่หน้าบ้านในการปลูก โดยเน้นผักที่กินในชีวิตประจำวัน อาทิ โหระพา มะระขี้นก ถั่วฝักยาว กล้วย สะระแหน่ ข่า มะละกอ มะเขือยาว มะเขือเปราะ มะกรูด ตะไคร้ มะนาว รวมทั้งผักเคลที่อาจารย์เติ้ลแนะนำในวันที่เข้ารับการอบรม ผักที่ปลูก นอกจากได้กินเอง ยังแบ่งปันให้กับเพื่อนบ้าน

สำหรับปัญหาที่ชุมชนทองกิตติประสบคือเรื่องการหมักดิน และในอนาคตอยากดึงเด็กและเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรม

สุดท้ายคือชุมชนพูนทรัพย์ มีพื้นที่ปลูกผักกว่า 300 ตารางวา และสมาชิก 10 คน เดิมที่นี่ดินดีมากและเคบทำแปลงปลูกผักมากแล้ว แต่หลังจากน้ำท่วม ปี 2554 ทำให้ดินเปรี้ยว ผักไม่โต ผักตาย จึงมีการปรับปรุงปลูกผักในกระถาง กระสอบปุ๋ย และลังโฟม โดยมีทั้งมะเขือยาว ชะพลู มะกรูด สลัด โหระพา เคล กล้วย พริก ซึ่งผักที่ปลูกในกระสอบปุ๋ยอย่างมะเขือยาวพบว่าได้ผลดี เก็บได้หลายรุ่น ผลผลิตพอได้เก็บกินเฉพาะสมาชิก เหลือขายเล็กน้อย ระยะหลังเริ่มมีการแจกจ่ายในชุมชน

ชุมชนพูนทรัพย์มีการทำปุ๋ยหมักใช้เองจากวัสดุที่มี ทั้งต้นกล้วย กิ่งไม้จากต้นมะม่วง มะขาม โดยนำทุกอย่างมาย่อยเพื่อทำปุ๋ย

ปัญหาที่พบของชุมชนนี้คือ บ่อเก็บน้ำไม่ได้ หน้าแล้งน้ำแห้ง ระเหยเร็ว ผักต้นเล็ก ๆ ที่ต้องรดน้ำทุกวันจึงต้องใช้น้ำประปา ทำให้มีค่าใช้จ่าย รวมทั้งปัญหามดคันไฟขึ้นต้นมะเขือ แต่มีวิธีกำจัด เป็นสูตรที่ใช้ได้ผล ซึ่งพร้อมแบ่งปันให้ชุมชนอื่นนำไปใช้ได้ นั่นคือ นำน้ำส้มสายชูมาผสมน้ำยาล้างจานกับน้ำเปล่า แล้วฉีดที่โคนต้นมะเขือ ผลพบว่ามดตายหมด โดยที่ใบไม่หงิกงอและลูกยังคงสมบูรณ์ สำหรับแผนที่อยากทำในอนาคตเพื่อการสร้างรายได้คือการทำแปลงขนาดใหญ่ที่สามารถเพิ่มผลผลิตเพื่อขาย โดยเฉพาะผักสลัดที่ปลูกในกระถางแล้วโตเร็ว รวมทั้งต้นเคล

เติมความรู้เรื่องดิน ปุ๋ย และอาหารพืช

นอกจากการย้อนทวนประสบการณ์และแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับแผนงานในอนาคตแล้ว สมาชิกที่เข้าร่วมประชุมยังได้รับความรู้เพิ่มเติมเรื่องโครงสร้างดิน และชมการสาธิตวิธีทำการผสมดิน โดยสุขสันต์ กันตรี เจ้าหน้าที่เทคนิคเกษตร จาก มกย. เป็นวิทยากร และยังได้เรียนรู้วิธีการทำปุ๋ยชีวภาพจากวัสดุที่หาได้ในครัวเรือนและชุมชน อย่างฮอร์โมนหน่อกล้วย ฮอร์โมนนมสด โดยทีมวิทยากรจากชุมชนพื้นที่เดิม โดยเฉพาะฮอร์โมนนมสด เป็นสูตรที่ “หน่อย” ผู้ประสานงานมพศ. บอกว่า สามารถใช้ได้จริง เนื่องจากมีการปรับสูตรที่ได้จากการอบรมครั้งก่อน ๆ เรียบร้อยแล้ว แถมด้วยสูตรน้ำหมักไล่แมลงจากวัสดุที่หาได้ในชุมชนอย่างฝักคูณ เป็นสูตรที่ “แจ็ค” หรือ ชาตรี เขื่อนแก้ว ผู้รับผิดชอบโครงการฯ ใช้เวลาศึกษาอยู่หลายปี ทั้งเรียนรู้และลองผิดลองถูกจนนำมาใช้แล้วเห็นผล

หน่อย-วรรณา กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เราใช้การอบรมเพื่อยกระดับคนทำงานทำหน้าที่พี่เลี้ยงสอนกันเอง หลังจากผ่านการอบรมกับอาจารย์เติ้ล โดยเลือกกิจกรรมที่เขาทำอยู่แล้ว อย่างเช่น “แจ็ค” ที่มีทักษะพัฒนาสูตรอาหารพืชและสมุนไพรกำจัดแมลงได้ด้วยตัวเอง เกิดจากการเรียนรู้ ทดลอง ใช้ซ้ำ ค่อย ๆ ปรับสูตรจนลงตัวเป็นเวลาเกือบ 10 ปี ก่อนนำมาถ่ายทอดต่อ  และ “พี่มล” จากชุมชนพูนทรัพย์ ซึ่งทำฮอร์โมนหน่อกล้วยมาตลอด ดวยเหตุที่ว่าเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายในชุมชน


ดังนั้น นอกจากมาบอกเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาและบอกกล่าวถึงเป้าหมายในอนาคต ยังเท่ากับได้แลกเปลี่ยนความรู้ที่สั่งสมจากประสบการณ์ให้แก่กันด้วย

บทความแนะนำ