โทรศัพท์

096 948 1913

อีเมล์

sathaiaan@gmail.com

เวลาเปิด

จันทร์ - ศุกร์: 9:00 - 17:00

ในวงเสวนาหนึ่งซึ่งจัดขึ้นในงาน “มหกรรมพันธุกรรม ปี 2569” วันแรก เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ ภายใต้หัวข้อ “อาหารที่หายไป หรือลิ้นที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค” มีตัวแทนกลุ่มเกษตรกรและผู้บริโภคจากประเทศเพื่อนบ้านของไทย มาเข้าร่วมเล่าเรื่องราวของพวกเขาด้วย

สรุปสาระที่น่าสนใจได้ ดังนี้

ลาว: ยังคงเหลือ “ของเก่า” เป็นเชื้อให้ฟื้นคืน

เริ่มจาก “พูวง เพ็ดไพวัน” นักเทคนิคการเกษตรจากเมืองสังทอง ประเทศลาว ได้บอกเล่าว่า ในช่วงก่อนปี ค.ศ. 1975 หรือกว่า 50 ปีก่อน นโยบายเกษตรของลาวเป็นการทำเกษตรพึ่งตนเอง ซึ่งทำให้ประเทศมีความมั่นคงทางอาหารและผู้คนยังคงบริโภคอาหารพื้นบ้าน

ส่วนสถานการณ์ปัจจุบัน หลังจากนักวิทยาศาสตร์ได้เปลี่ยนแปลงการรับรสของผู้คน ทั้งหวาน มัน เค็ม หากแต่ในลาวก็ยังคงมีอาหารท้องถิ่นและมีความหลากหลายในทรัพยากรธรรมชาติ แต่ว่าพฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนรุ่นใหม่ก็เริ่มเปลี่ยนไป โดยการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ใช่เพียงเรื่องลิ้นรับรส แต่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพันธุกรรมพืชด้วย

ดังนั้นเพื่อให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ จึงมีกลุ่มชาวนาเมืองสังทองที่คิดทำการเกษตรแบบ Smart farmer ควบคู่กับการให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาในท้องถิ่นและกระบวนการผลิตธรรมชาติ โดยให้ความเคารพต่อแม่ธรณี ท้องฟ้า แม่น้ำ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้เกิดความยั่งยืนแก่ชีวิตได้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่พูวงขมวดทิ้งท้ายไว้ก็คือ “คิดว่าธรรมชาติยังพอเอาคืนได้ แต่สำคัญที่จิตใจคนจะเอาคืนมาได้หรือไม่ คิดว่าสันติภาพคือสิ่งที่เราปรารถนา ถ้าคนเราอิ่มหมีพีมัน สันติภาพก็เกิด แต่ถ้าหิวโหยก็แก่งแย่งกัน มีขโมย ที่เกิดข้อพิพาทมากมายในโลกทุกวันนี้ก็เพราะมีการขโมยเยอะมาก”

เวียดนาม: อาหารคือยาและลึกกว่าอาหารคือเมล็ดพันธุ์

“โว กว๊อก ลับ” (Vo Quoc Lap) หญิงซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มเกษตรกรจากประเทศเวียดนาม ได้บอกเล่าถึงสถานการณ์พื้นฐานว่า เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมจนเติบโตอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตเกษตรกร เธอระบุว่าตัวเธอเองรู้สึกเจ็บปวดและได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ รวมถึงคนรอบข้างด้วย

เมื่อตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านและเริ่มทำการผลิตที่ไม่ใช้สารเคมี รวมถึงทำงานเชื่อมกับผู้คน/ชุมชน เธอก็ยิ่งเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในพื้นที่อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูญหายของอาหารและเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น ทำให้เกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ สูญเสียการพึ่งพาตนเอง และส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น

นั่นเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เธอหันมาเริ่มต้นเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์และพยายามคงไว้ซึ่งอาหารท้องถิ่น เพื่อนำความทรงจำกลับมาในเรื่องรสชาติ กลิ่นดั้งเดิมที่คุ้นเคย ตลอดจนมีการแลกเปลี่ยนกันในเรื่องนี้มากขึ้น

ด้าน “ดวง ติ สวนติน” (Duong Thi ZuanTrinh) ตัวแทนอีกคนหนึ่งเสริมว่า การนำอาหารดั้งเดิมกลับมาสู่ครอบครัวและชุมชนนั้นยังได้นำความทรงจำและความสัมพันธ์กลับมาด้วย ซึ่งหนึ่งเรื่องสำคัญที่มีการเน้นย้ำกันก็คือ “อาหารคือยา” โดยในพื้นที่/เครือข่ายของพวกเขาพยายามขับเคลื่อนในเรื่องการอนุรักษ์รักษาพืชสมุนไพรและต้นไม้ รวมถึงเมล็ดพันธุ์พืชที่เชื่อมโยงกับสุขภาพของดิน น้ำ ป่าเข้าไว้ด้วยกัน ด้วยความเชื่อมั่นว่า

“ถ้าเราร่วมกันในการสร้างชุมชน เริ่มจากตนเองในการสร้างความเข้าใจในธรรมชาติ ลงมือทำ เชื่อมั่นเรื่องอาหาร ขยายให้กับคนรอบข้างก็จะทำให้ชุมชนมีความยั่งยืน”

เมียนมา: เมล็ดพันธุ์คือรากฐานชีวิตและตัวตน

นาง มิน มิ่น อู (Nang Myint Myint Oo) ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรจากรัฐฉาน ประเทศเมียนมา แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานเรื่องเมล็ดพันธุ์ของเธอและกลุ่มว่า มาจากรากฐานความเชื่อที่ว่า “เมล็ดพันธุ์คือผู้ปกปักรักษา”

สำหรับงานที่ทำครอบคลุมทั้งเรื่องการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ กระจายเมล็ดพันธุ์ ขายเมล็ดพันธุ์ รวมทั้งจัดอบรมให้ความรู้เกษตรกร/ผู้อพยพเรื่องการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ รวมถึงการทำงานเชื่อมโยงเรื่องอาหารพื้นบ้านและเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นที่กำลังสูญหาย ดังเช่นพันธุ์ข้าว “มะชิ่งชิ่ง” ซึ่งเป็นชื่อของแม่ม่ายที่ทำนาเลี้ยงชีพได้ และเป็นพันธุ์ข้าวซึ่งอร่อยมาก

ตัวเธอเองยังคงมีและเก็บรักษาข้าวพันธุ์นี้ไว้ในแปลง แต่ยังคงขยายได้น้อยและปลูกยาก นอกจากเรื่องความยาก อีกสาเหตุที่ชาวนาส่วนใหญ่ไม่นิยมปลูกเนื่องจากพบว่าผลผลิตที่ได้ไม่เหมือนเดิม แต่เธอก็ตระหนักดีว่าไม่อาจขับเคลื่อนเรื่องนี้เพียงคนเดียว จำเป็นต้องทำร่วมกันจึงงจะมีพลังและเกิดรูปธรรมในพื้นที่ ดังนั้นเพื่อที่จะจูงใจเพื่อนชาวนาด้วยกัน เธอจึงส่งเสริมการทำเมนูท้องถิ่นจากข้าวพันธุ์นี้

นาง มิน มิ่น อู สรุปส่งท้ายว่า “เมล็ดพันธุ์เป็นรากฐานของชีวิต รากฐานสุขภาพ และรากฐานที่แสดงอัตลักษณ์หรือตัวตนของเรา”

ฟิลิปปินส์: อาหารช่วยรวมศูนย์และนำความสุขสู่ครอบครัว

เอมาลิน อาบาตาโย (Emalyn Abatayo) เกษตรกรจากกลุ่มชาติพันธุ์พื้นที่มินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ เล่าถึงพัฒนาการด้านการเกษตรในท้องถิ่นและประเทศของเธอว่า จากยุคอดีตที่บรรพบุรุษมีการปลูกต้นไม้และรักษาป่า ต่อมาก็เริ่มมีการปลูกปาล์มน้ำมันและอ้อย กระทั่งส่งผลให้การผลิตอาหารเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่งของกลุ่มชาติพันธุ์ เนื่องด้วยการใช้สารเคมีได้ส่งผลต่อระบบการผลิต ทำให้ดินเป็นกรด

ตัวเธอเองในฐานะของแม่และยายจึงส่งเสริมลูกหลานให้ปลูกผักเพื่อเป็นอาหารในครอบครัว

“ผลผลิตจากระบบที่ทำเองนี้เมื่อใช้ทำอาหารจะมีรสชาติที่ดีกว่าอาหารในปัจจุบันและดีต่อสุขภาพด้วย” เอมาลินบอกเล่า ก่อนเพิ่มเติมประเด็นอีกว่า อาหารที่รสชาติดีนั้นยังทำให้ทุกคนมีความสุขและนำพาความทรงจำที่ดีกลับมาด้วย

ดังนั้นสำหรับเธอจึงไม่ลังเลที่จะพยายามทำเรื่องนี้ต่อไป พร้อมกับขยายพื้นที่เรื่องเกษตรนิเวศในระดับชุมชนและสู่ระดับชาติให้ได้

จีน: ความหลากหลายของอาหารหายไปพร้อมเกษตรกรรายย่อย

ในส่วนตัวแทนจากประเทศจีน เจนนิเฟอร์ เชน (Jennifer Chen) จากองค์กร Food Think ร่วมแลกเปลี่ยนในประเด็นเชิงภาพรวมว่า สำหรับการสูญเสียความหลากหลายของอาหารของจีนนั้นเป็นผลทั้งจากนโยบายรัฐและตลาด ซึ่งในระยะ 75 ปีที่ผ่านมา จากอาหารที่หลากหลายสูงถึง 9,000 กว่าชนิด ในปี พ.ศ. 2566 พบว่าความหลากหลายสูญหายไปกว่า 3,000 ชนิด

ถึงแม้ว่ารัฐไม่ได้ตั้งใจที่จะทำลาย และปัจจุบันมีความพยายามเพิ่มหลากหลายทางชีวภาพก็ตาม แต่ก็ยังคงมีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความหลากหลายที่ลดลง เช่น เทคนิค/เครื่องมือการเกษตรที่ก้าวหน้า การเปลี่ยนแปลงประโยชน์การใช้ที่ดิน การขยายตัวของอุตสาหกรรม การผลิตแบบเชิงเดี่ยว รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงทำให้ยากต่อการรับมือความมั่นคงทางอาหารและความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดลง

เจนนิเฟอร์ระบุว่า นิยามความมั่นคงทางอาหารในปัจจุบันนั้นเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมเป็นการผลิตให้มีผลผลิตเพิ่มขึ้นเพียงพอสำหรับการบริโภค แต่ปัจจุบันเป็นการผลิตมากเกินกว่าความพอดีและการเข้าถึงอาหารก็ยากขึ้นด้วย

ขณะที่เกษตรกรรายย่อยในพื้นที่เริ่มหายไปเช่นกัน โดยที่ผู้บริโภคไม่ได้ตระหนักในเรื่องนี้ ดังนั้นข้อเสนอของเธอและองค์กรก็คือ จำเป็นต้องสร้างความตระหนักในผู้บริโภคว่าระบบการผลิตทางการเกษตรที่เป็นอยู่นั้นมีปัญหา โดยการสื่อสารอย่างต่อเนื่องน่าจะทำให้ผู้บริโภคมีความตระหนักที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมได้

(ฟังเรื่องราวเต็มๆ ได้ที่ https://www.facebook.com/share/v/1HkqdnNbvt/)

บทความแนะนำ