
ในงาน ‘มหัศจรรย์วันดาหลาบาน’ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้ง (ปี) ที่ 4 ที่ตลาดบ้านเมล็ดพันธุ์จุดรวมคนหัวใจอินทรีย์ สี่แยกไฟแดงคลองปอม ต.บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 8-9 สิงหาคม ที่ผ่านมา หนึ่งในเวทีเสวนาภายในงานเป็นการพูดคุยกันด้วยหัวข้อ “Spirit of Dala : จิตวิญญาณแห่งดาหลา” วิทยากรที่ร่วมเสวนาต่างให้ความหมายของจิตวิญญาณดาหลาไว้อย่างน่าสนใจ ทั้งในเชิงแนวคิดและรูปธรรมที่ปรากฏ


ความงดงามแห่ง ‘สันกาหลาคีรี’
“ผมนึกถึงคำว่าสันกาหลาคีรี หลายสิ่งหลายอย่างที่อยู่บนภูเร้นลับ อยู่บนสันติภาพที่เราไม่รู้จัก มีความยิ่งใหญ่ การชูช่อ ต้นที่ใหญ่ ดอกที่สง่างาม ก้านที่ตรง การคืบ การเดิน เขาจะขยายเดินไปเรื่อย ๆ มีความงามไปหลาย ๆ ที่ หลาย ๆ ภูมิภาค จิตวิญญาณของดาหลาพยายามจะบอกเราว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมโยงกัน แล้วเราจะต้องเคารพกับสิ่งที่เชื่อมโยงนั้นด้วย”
พินิจ สุวรรณคง ผู้จัดการตลาดบ้านเมล็ดพันธุ์ เจ้าของสถานที่และหนึ่งในเจ้าภาพการจัดงานครั้งนี้ กล่าวถึงดาหลาโดยอ้างอิงสิ่งที่ได้พูดคุยกับ “แสงธรรมดา” นักร้อง นักดนตรี และนักแต่งเพลงเพื่อชีวิต ชาวจังหวัดสงขลา ซึ่งเล่าว่า ดาหลานั้นเป็นพืชที่อยู่ตามเทือกบนสันเขาเมื่อก่อนบนสันเขามีต้นดาหลา จึงเป็น “สันดาหลาคีรี” แต่เนื่องจากคำว่า ‘ดาหลา’ นั้น สำหรับผู้คนบางส่วนแถวปัตตานี ยะลา มักเรียกว่า ‘กาหลา’ คำจึงแปลงไปตามชื่อเรียกนี้
โลกทัศน์ที่นำไปสู่การทำลายตัวเอง
พินิจยังนำเสนอมุมมองของเขาในเชิงภาพรวมว่า มนุษย์นั้นมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการมีสัมพันธภาพกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว และสิ่งหนึ่งที่มนุษย์มีสัมพันธ์มากที่สุดคือเหล่าพืชพรรณ อันเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่คู่กับมนุษย์ มีสัมพันธภาพที่เอื้อต่อกัน แต่ด้วยมุมมองที่เห็นสรรพสิ่งเป็นเพียงสิ่งตอบสนองความต้องการ สรรพสิ่งจึงถูกมนุษย์ทำลาย
“มนุษย์มองสิ่งที่อยู่ด้วยกันเป็นผู้ที่รับใช้ เลยคิดเป็นอื่น ไม่ได้คิดเป็นเพื่อน เมื่อมองเป็นผู้รับใช้ เราก็จะทำลาย หรือตอบสนองความต้องการของเรา ในความต้องการที่ไม่มีสิ้นสุด เป็นมุมมองที่ทำลายเพื่อนที่มาด้วยกัน เมื่อก่อนมนุษย์บูชาให้ความเคารพทุกสิ่งทุกอย่าง แต่หลัง ๆ มนุษย์รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีจริง พืชพรรณมาเพื่อตอบสนองเรา สัตว์ต่าง ๆ เพื่อตอบสนองเรา เลยคิดว่าเราทำอะไรก็ได้ เพื่อให้สิ่งเหล่านั้นมาตอบสนองเราให้ได้ วันนี้เลยมาถึง วันเวลาที่สิ่งเหล่านั้นสูญหายไป ภาวะโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โลกที่มนุษย์ทำลายสิ่งที่ตัวเองอยู่เป็นประวัติการณ์ จนมนุษย์ไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน”
ในขณะที่วิพากษ์วิจารณ์มนุษย์ แต่เมื่อกล่าวถึงดาหลา พินิจกลับมีแต่คำเชิดชูและชื่นชม โดยกล่าวเทียบเคียงย้ำว่า “ดาหลายังคงยืนหยัด งดงาม กล้าแกร่ง ท้าทายสิ่งที่เป็นกาลเวลา”
พินิจยังแสดงความคิดเห็นเชิงข้อเสนอด้วยว่า “ถ้ามนุษย์มองเห็นความงามของสรรพสิ่ง มนุษย์จะเคารพศรัทธาในตัวเอง ลมหายใจของตัวเอง เคารพศรัทธาในวิถีที่สัมพันธ์กับที่ตัวเองเอื้อ สิ่งที่เรากิน ที่เราหายใจ แต่มนุษย์กลับไม่ทำอย่างนั้น”
พืชพื้นถิ่นที่เชื่อมโยงฐานรากชีวิต
เทพรัตน์ จันทพันธ์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมอาหารพื้นบ้านและพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ ผู้ซึ่งปัจจุบันผันตัวเองมาเป็นเกษตรกร โดยชักชวนผู้คนทำนาด้วยกันที่ ต.ท่าข้าม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กล่าวถึง ‘ดาหลา’ ในแง่มุมที่สอดคล้องกับพินิจ โดยชี้ว่า ดาหลาเป็นพืชพื้นถิ่นของภาคใต้ที่พบเห็นได้ทั่วไป เป็นความปกติที่ไม่ธรรมดาในวิถีการทำเกษตรของพื้นที่ภาคใต้


“ผมลงไปเก็บข้อมูลพื้นที่แถว ๆ บ้านผม พื้นที่ตรงนั้นมีทั้งสวน มีทั้งนา มีทั้งข้าว ริม ๆ รั้วเขามีดาหลาปลูกอยู่เต็มไปหมด สิ่งที่ผมเห็น มันมีมิติของการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ บนฐานระบบของความสัมพันธ์ที่เอื้อต่อกัน บนมิติของความเคารพ ผมว่ามิติอย่างนี้ เราจะเห็นผ่านตำนาน เรื่องเล่า และความเชื่อต่าง ๆ”
เป็นทั้งอาหารและเครื่องบูชา
ในมุมมองส่วนตัว อาจารย์เทพรัตน์มองว่าดาหลาเป็นทั้งอาหารและเครื่องบูชา และไม่เพียงแต่เป็นมุมมองเท่านั้น ในทางปฏิบัติ เขาก็ใช้ประโยชน์ในทั้งสองลักษณะ
“ดาหลาของผมที่บ้าน สิ่งหนึ่งที่ได้ทุกครั้งสำหรับการออกดอกที่ข้างบ้านก็คือจะอยู่หน้าพระ พอออกดอกก็จะบูชาหน้าท่าน เครื่องบูชานี้หมายความว่า เรามองมิติความสัมพันธ์ของผู้คน อาหาร สรรพสัตว์ทั้งหลาย และเชื่อมโยงกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติด้วย มองความสัมพันธ์ระหว่างเรากับธรรมชาติที่อยู่ร่วมกันด้วย”


ทั้งนี้ วิถีดังกล่าวไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนตัว หากแต่เป็นวัฒนธรรมส่วนรวมที่มีมาดั้งเดิม แม้ว่าปัจจุบันอาจจางลงไปบ้าง
“ของผมแถวบ้าน ถ้าไปเจอในชุมชน เจอตามริมรั้ว ถ้าไม่มีสวนยาง ก็จะเป็นรอบ ๆ บ้าน ปลูกเป็นปกติ สำหรับปลูกใช้ อันหนึ่งที่ปลูกใช้แน่ ๆ คืองานบุญ อีกอันหนึ่งก็คืออาหาร ที่เป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่มีอยู่ในพื้นที่ภาคใต้เอง ดาหลาจะเป็นส่วนหนึ่งของรสชาติของพื้นถิ่น ถ้าเราเจอข้าวยำที่มีดอกดาหลาซอย และในอาหารบางอย่างที่ใช้ดาหลาเป็นส่วนหนึ่งของอาหาร พวกนี้ถูกใช้ประโยชน์อยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนอยู่แล้ว”




อาจารย์เทพรัตน์ย้ำว่า มิติเชิงจิตวิญญาณดังกล่าวเป็นสิ่งที่เคยมีและยังคงมีอยู่ แต่อาจจะถูกมองข้ามหรือถูกละเลยไปบ้าง
“รากพวกนี้ก็ยังมีอยู่ ปัญหาคือวันนี้เราอาจจะไม่เห็นเรื่องพวกนี้ อาจจะเห็นเรื่องอื่น แต่ว่ามีอยู่ มีรากฐาน ผมใช้คำว่า เป็นราก เป็นฐานคิด เป็นวิธีการอยู่ร่วม และระบบของความสัมพันธ์ที่เราอยู่ร่วมกับธรรมชาติ โดยความเคารพ โดยมองมิติของการอยู่ร่วมบนฐานที่พึ่งพากัน”
สัญลักษณ์ของผู้คนที่ทำงานจิตอาสา
อีกมุมที่น่าสนใจยิ่งและเป็นความหมายในทางสากลก็คือ ดอกดาหลายังทำหน้าที่เป็นตัวแทนสัญลักษณ์ของกลุ่มคนจากทั่วโลกที่มารวมตัวกันเพื่อทำงานจิตอาสา
ประเด็นดังกล่าวนี้ อเล็กซ์ เดนี กัวโนเล แบชตัวล์ จากสมาคมอาสาสมัครนานาชาติ หรือกลุ่มดาหลา (Dalaa) กล่าวว่า ทางสมาคมได้เลือกดาหลาเป็นสัญลักษณ์ของสมาคมฯ ในประเทศไทยเมื่อ 22 ปีก่อน เนื่องจากดาหลาคือสัญลักษณ์ของภาคใต้ที่ปลูกได้ในป่าที่บริสุทธิ์ สวย แข็งแรง กินได้ และมีประโยชน์มาก ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของภาคใต้ ที่สำคัญอเล็กซ์เชื่อว่า ทุกสิ่งที่มีชีวิตต้องมีจิตวิญญาณ เฉกเช่นเดียวกับที่คนญี่ปุ่นเชื่อว่า ก้อนหินมีจิตวิญญาณ
“ธรรมชาติเป็นครูของเรา เราเลือกดอกดาหลาที่จะเป็นครูให้เรา เพื่อให้เป็นจิตที่สวย แข็งแรง ที่ยืนยาว หลากหลาย ดาหลาส่วนใหญ่จะอยู่กับธรรมชาติที่บริสุทธิ์และหลากหลาย องค์กรของดาหลาจะเชื่อมคนที่มาจากทั่วโลก กับชุมชน กับสังคมที่ทำที่นี่ ในจิตวิญญาณของดาหลา จิตวิญญาณของอาสาแต่ละคนจะมาเชื่อมกัน ที่เรามาวันนี้ อยากสนับสนุนจิตอาสาของเมล็ดพันธุ์ ของทุกองค์กร ทุกคนที่มาที่นี่ คนที่นำจิตวิญญาณช่วยสังคม และจะเชื่อมกับจิตวิญญาณของดาหลา ถ้าลึกกว่านี้จะเชื่อมกับประเพณีของประเทศไทย” อเล็กซ์กล่าว
พลังขับเคลื่อนเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม
อเล็กซ์เล่าถึงความเป็นมาของแนวทางการทำงานของสมาคมฯ ว่า มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ช่วงปี ค.ศ. 1920 มีชาวสวิตเซอร์แลนด์ชื่อปิแอร์ เซเรโซเล เกิดแนวคิดว่า ทำอย่างไรให้คนเข้าใจว่าเราไม่ใช่ศัตรูที่ทะเลาะกัน จึงนำเอาเยาวชนเยอรมันมาที่ประเทศฝรั่งเศส ช่วยกันซ่อมบ้านของคนที่บ้านพัง ทำให้เกิดการใช้ชีวิตด้วยกัน และทำประโยชน์ให้ท้องถิ่น ในลักษณะ Living, Learning, Walking Together ใช้ชีวิตด้วยกัน ทำงานด้วยกันให้มีประโยชน์ และเรียนรู้ด้วยกัน ได้เห็นความเหมือนกันในท่ามกลางความแตกต่าง
“นั่นเป็นครั้งแรกที่เครือข่ายเกิดขึ้น เราเชื่อมกันได้ทางจิตวิญญาณ เป็นเพื่อนมนุษย์ได้” อเล็กซ์พูดถึงสมาคมฯ ที่มีต้นรากมาจากองค์กรระดับสากลชื่อว่า อาสาสมัครพลเรือนสากล (Service Civil International) ก่อตั้งโดยปิแอร์ เซเรโซเล วิศวกรชาวสวิส เพื่อดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่เสียหายจากสงคราม ภายหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง

อเล็กซ์อธิบายภาพของการนำจิตวิญญาณดาหลามาประยุกต์ใช้ในการทำงานของสมาคมฯ ในประเทศไทย โดยผ่านกิจกรรมทั้งด้านการศึกษา การเกษตร และให้การสนับสนุนชุมชนหรือองค์กรที่ทำเรื่องดี ๆ เพื่อพัฒนาสังคม แต่เบื้องหลังก็คือการใช้ชีวิตร่วมกันให้ได้
“เรามีเกือบ 20 คน ทั้งฝรั่งเศส ไต้หวัน และคนไทยน้องฝึกงาน และคนไทยที่กำลังจะไปเยอรมนี มีเด็กที่มาจากต่างจังหวัดก็เยอะ มาร่วมกับคนที่มาจากฝรั่งเศส เยาวชนอายุ 18 ถึง 25 บางครั้งอายุมากกว่านี้ เราจะอยู่ได้อย่างไรให้มีความสุข รู้จักรับผิดชอบ รู้จักตัวเองในความคิดแตกต่าง อันนี้เป็นวิธีที่เราทำ ให้ความเข้าใจทีละนิดทีละหน่อย มีคนที่ทำเมล็ดพันธุ์เหมือนพินิจมาเป็นครู เป็นอาจารย์ให้อาสาของเรา
“เพราะดาหลาเป็นโรงเรียนให้วิชารู้จักตัวเอง ช่วยสังคม รู้จักให้ ส่วนใหญ่อายุยังน้อย 19 ถึง 20 ต้น ๆ จริง ๆ จิตอาสายังไม่แข็งแรงเท่ากับสมาชิกของเมล็ดพันธุ์ แต่มีพลัง และเป็นอนาคตของเรา”
คือจิตวิญญาณแห่งการอยู่ร่วม
พินิจพูดถึงดาหลาในมิติที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการอยู่ร่วมเช่นเดียวกัน โดยอธิบายจากสภาพความเป็นจริงในการดำรงอยู่ของดาหลาที่ชอบอยู่ร่วมกับพืชพรรณอื่นแบบผสมผสานหรือสมรม
“เมื่อดาหลามาต้องสร้างระบบนิเวศให้กับเขา จะให้ดาหลามาอยู่ในพื้นที่ของเรา ต้องทำให้พื้นที่มีความร่มรื่น มีธรรมชาติที่เอื้ออิงกัน ซึ่งไม่ใช่พืชเชิงเดี่ยวแน่นอน” พินิจกล่าวแบบฟันธง
จากนั้นขยายความด้วยการอธิบายความเป็นไปในปัจจุบันของวิถีการเกษตรภาคใต้ว่า วิถียางพาราได้ทำให้เกิดแบบแผนของพืชพรรณเชิงเดี่ยวและความแห้งแล้ง เนื่องจากการปลูกยางไม่มีการเชื่อมสัมพันธ์กับพืชที่งอกขึ้นมาเองตามธรรมชาติ
“พองอกมาเราก็ตัด พืชเล็ก ๆ คนรุ่นใหม่ไม่รู้จักแล้ว ลูกเฒ่า ลูกตาเป็ดอะไรต่าง ๆ ในป่ายางเราจะเอาออกหมด เพราะไม่มีความจำเป็นต่อเศรษฐกิจในวิถียางพาราของเรา เป็นมุมมองที่สร้างให้เกษตรกรภาคใต้ที่เป็นชาวสวนยางคิดในเชิงเดี่ยว นกก็ไม่มีที่จะให้เกาะ ไม่มีที่จะทำรัง”


ดังนั้นพินิจจึงมีความหวังกับวิถีดาหลา ว่าจะสามารถเป็นเงื่อนไขให้เกิดพื้นที่ลักษณะสมรม อยู่ร่วม เป็นวิถีแห่งความสัมพันธ์ระหว่างพืชพรรณ ป่า และมนุษย์ ให้กลับมาเกิดความสมดุลมากขึ้น
“ดาหลาอาจจะเป็นโจทย์หนึ่งที่จะมาอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ใช่เชิงเดี่ยว วิถีเชิงเดี่ยวอาจจะต้องทบทวนให้มากขึ้น อนาคตดาหลาอาจจะเป็นพืชหนึ่งที่น่าสนใจที่สุด” พินิจสรุป
ต้องส่งต่อความหลากหลายอย่างยั่งยืน
ทางด้านอาจารย์เทพรัตน์กล่าวถึงหลักการที่จะต้องให้ความสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ การอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพธรรมชาติ ความหลากหลาย และการส่งต่อความยั่งยืน
ในส่วนของการเคารพธรรมชาติ อาจารย์เทพรัตน์ได้ยกตัวอย่างแนวคิดของต่างประเทศเช่นแคนาดา ซึ่งมีมุมมองว่า ต้นไม้มีชีวิตและมีสิทธิของตัวเอง นับว่าคล้ายคลึงกับหลักคิดดั้งเดิมของไทยที่มองว่าต้นไม้มีชีวิต และคนเราควรอยู่ร่วมกับต้นไม้บนความแบ่งปันเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน
ขณะที่ในด้านความหลากหลาย อาจารย์เทพรัตน์ย้ำว่า โดยตัวของดาหลาเองก็มีความหลากหลายมาก ทั้งสีขาว สีม่วง ดอกเล็ก ดอกใหญ่ อีกทั้งสามารถจะอยู่ร่วมกับพื้นที่ป่าลักษณะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นป่าใหญ่ ป่าดิบ และป่าชื้น ตลอดจนมีความเป็นท้องถิ่น เนื่องจากได้ถูกนำมาใช้ในมิติการดำรงชีวิตของผู้คน

ดังนั้นหากสิ่งเหล่านี้ถูกเสริมพลังและดำเนินการต่อยอดย่อมจะก่อให้เกิดความหวังได้
“บนพื้นฐานของความเคารพและการอยู่ร่วม และนำมาใช้ประโยชน์บนฐานของภูมิปัญญาที่มีอยู่เดิม และนำมาต่อยอดใหม่ อาจจะสร้างสรรค์ใหม่ในเชิงของความเคารพในมิติความหลากหลายในตัวของมันเองอยู่แล้ว อันนี้ผมว่าสำคัญ ส่งต่อความยั่งยืน คือ การติดตาม ขยายพันธุ์ และสามารถจะส่งต่อให้กับรุ่นต่อไปได้ เพราะดาหลาไม่ใช่พืชพาณิชย์ แต่เป็นพืชพื้นถิ่นที่ขึ้นบนฐานของเมล็ดพันธุ์ ที่สามารถจะส่งต่อได้” อาจารย์เทพรัตน์กล่าวอย่างมีความหวัง