การเจริญเติบโตและให้ผลผลิตของมะเขือเทศในช่วงฤดูฝนนั้นเป็นไปได้ยากหากไม่ได้มีการจัดการที่ดีในการควบคุมการให้น้ำ ประกอบกับสภาพอากาศที่ร้อนชื้น ดินที่มีน้ำขัง ความเครียดจากโรคพืชและอุณหภูมิที่สูงขึ้นนั้นมีผลทำให้ต้นกล้าที่ย้ายปลูกตายหรือมีผลผลิตที่ลดลงอย่างนัยสำคัญ รวมถึงมะเขือเทศเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดบนทวีปอเมริกาใต้ซึ่งเป็นกลุ่มพืชที่ปรับตัวได้ไม่ดีนักในเขตแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีอากาศค่อนข้างร้อนเกือบตลอดปี
มะเขือเทศที่เห็นในตลาดและที่ใช้ในร้านอาหารและโรงแรมในช่วงฤดูฝนนั้นส่วนใหญ่เป็นมะเขือเทศที่นำเข้า หรือปลูกในโรงเรือนแบบปิด จึงทำให้มีราคาสูง จากข้อจำกัดในการผลิตดังกล่าวมีเกษตรกรรายย่อยน้อยรายที่ประสบผลสำเร็จในการผลิตมะเขือเทศเข้าสู่ตลาดได้ในช่วงนอกฤดู ในขณะที่การปลูกมะเขือเทศในแปลงปลูกยกพื้นกลายเป็นสิ่งที่ทำการแพร่หลายนั้น การเสียบกิ่งก็เป็นอีกทางเลือกที่เกษตรกรอาจนำใช้ในการผลิตมะเขือเทศเพื่อเพิ่มผลผลิตและสร้างรายได้ รวมถึงการทำให้เกิดความหลากหลายในพื้นที่การเกษตรขนาดเล็กนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการสร้างระบบอาหารที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะในประเทศที่มีความเปราะบางต่อปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยีการขยายพันธุ์แบบต่อกิ่งในพืชผักสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์เพื่อพัฒนาความมั่นคงทางอาหารในช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดเวลาหนึ่ง
การเสียบยอดมะเขือเทศกับต้นตอมะเขือยาวพันธุ์พื้นเมือง
การเสียบยอดพันธุ์มะเขือเทศที่เป็นที่ต้องการของตลาดกับต้นตอมะเขือยาว (ภาพ 1) เป็นพันธุ์พื้นเมืองที่มีความสามารถในการต้านทานน้ำท่วม โรคเหี่ยวเขียวจากแบคทีเรีย โรคเหี่ยวเหลือง และโรครากปมจากไส้เดือนฝอย ต้นมะเขือเทศที่เสียบยอดแล้วจะรวมคุณสมบัติที่ดีจากทั้งต้นกิ่งพันธุ์และต้นตอพันธุ์ เทคนิคการเสียบยอดนี้มีต้นทุนต่ำและทำได้ง่าย

ภาพ 1 เปรียบเทียบการให้ผลผลิตของมะเขือเทศที่ใช้เทคนิคการเสียบยอดกิ่งพันธุ์กับต้นตอมะเขือยาวพื้นเมือง (ซ้าย) และต้นมะเขือเทศทั่วไป (ขวา) ในช่วงฤดูฝน (ภาพโดย Channaty Ngang of Ohio State Extension)
[หมายเหตุ: มะเขือเทศ (Solanum lycopersicum) และมะเขือยาว (Solanum melongena) เป็นกลุ่มพืชในวงศ์เดียวกัน ชื่อวงศ์ Solanaceae ทำให้มะเขือเทศและมะเขือยาวมีความสามารถที่จะเข้ากันได้ มะเขือเทศสามารถนำไปเสียบยอดกับมะเขือเทศพันธุ์อื่น รวมถึงพืชพันธุ์อื่นในวงศ์เดียวกัน เพื่อให้เกิดศักยภาพที่หลากหลายในการขยายพันธุ์]
การเสียบยอดมะเขือเทศที่ประสบความสำเร็จประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้
1.การเตรียมกล้าของกิ่งพันธุ์และต้นตอพันธุ์
การจะทำให้รอยผสานเกิดขึ้นได้ เนื้อเยื่อที่มีระบบท่อลำเลียงของต้นตอและกิ่งพันธุ์ต้องอยู่ในแนวเดียวกันและสัมผัสกัน ดังนั้นกิ่งพันธุ์และต้นตอพันธุ์จะต้องมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใกล้เคียงกันในขณะทำการเสียบยอด (ภาพ 3) อย่างไรก็ตาม กิ่งพันธุ์และต้นตอพันธุ์อาจเติบโตไม่เท่ากัน ควรให้ทำการทดลองก่อนเพื่อหาอัตราการเติบโตของต้นตอพันธุ์และกิ่งพันธุ์ในสภาพการเติบโตที่จะเกิดขึ้นจริง
2.วิธีการเสียบยอดกิ่งพันธุ์
วิธีการเสียบยอดกิ่งพันธุ์มี 2 รูปแบบ คือ การเสียบยอดแบบลิ่ม และ การเสียบยอดแบบฝานบวบ โดยวิธีการเลือกนั้นทำได้จากการพิจารณาดูขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของกิ่งพันธุ์และต้นตอพันธุ์ โดย “การเสียบยอดแบบฝานบวบ” นั้นจำเป็นที่เส้นผ่านศูนย์กลางของกิ่งพันธุ์กับต้นตอพันธุ์มีขนาดใกล้เคียงกันมากที่สุด ส่วน “การเสียบยอดแบบลิ่ม” นั้นเส้นผ่านศูนย์กลางของกิ่งพันธุ์และต้นตออาจมีขนาดไม่เท่ากันก็ได้ ดังนั้น การเสียบยอดแบบลิ่มจึงเป็นวิธีการที่ทำได้ง่ายกว่าสำหรับผู้ที่ฝึกทำใหม่ หรือกิ่งพันธุ์กับต้นตอพันธุ์มีขนาดแตกต่างกัน นอกจากนั้น ตำแหน่งที่จะทำการเสียบยอดกิ่งพันธุ์อาจปรับได้เพื่อให้ใกล้เคียงกับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของต้นตอตรงที่ต้องการจะตัดออก โดยการเสียบยอดกิ่งพันธุ์มีขั้นตอนเบื้องต้น 3 ขั้นตอน คือ
2.1 การเตรียมต้นตอพันธุ์
2.1.1 หลังจากที่เมล็ดมะเขือเทศงอกและเกิดต้นอ่อนขึ้นมาแล้ว ควรเลือกต้นกล้าที่มีลักษณะแข็งแรงที่สุดสำหรับการเสียบยอดกิ่งพันธุ์ โดยเลือกต้นกล้าที่มีใบจริง 2-4 ใบ (ภาพ 2) การเลือกต้นตอพันธุ์และกิ่งพันธุ์ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากันจะช่วยในการวางแนวท่อลำเลียงให้ตรงกันที่รอยผสาน (ภาพ 2 และ 3)

ภาพ 2 คัดเลือกต้นกล้าที่แข็งแรง มีลักษณะสมบูรณ์และมีใบจริง 2-4 ใบ

ภาพ 3 การใช้ต้นตอและกล้ากิ่งพันธุ์ที่มีขนาดลำต้นใกล้เคียงกันจะช่วยวางแนวระบบลำเลียงให้ตรงกันที่รอยผสาน
2.1.2 ตัดส่วนบนของต้นกล้าที่จะใช้เป็นต้นตอพันธุ์ โดยตัดเป็นแนวขวาง เมื่อตัดส่วนบนออกไปแล้ว จะเหลือเพียงส่วนลำต้นเท่านั้น (ภาพ 4 และ 5)


ภาพ 5 ส่วนบนของต้นตอถูกตัดไปแล้วและเหลือเพียงลำต้น
2.1.3 ใช้คลิปหนีบเพื่อช่วยยึดกิ่งให้มั่นคง หากใช้คลิปหนีบที่ทำเองจากหลอดพลาสติก ให้สวมหลอดลงไปบนต้นตอนั้นทันทีหลังจากตัดส่วนบนออกไป เลื่อนหลอดลงไปจนถึงดินที่โคนต้น (ภาพ 6)

ภาพ 6 ใช้คลิปหนีบที่ทำเองจากหลอดพลาสติกเพื่อให้กิ่งมั่นคง
2.1.4 ใช้มีดผ่าลงไปตรงกลางของต้นตอ ประมาณ 4 มม. (ภาพ 7)

ภาพ 7 ผ่ากลางจากด้านบนของต้นตอ
2.2 การเตรียมกิ่งพันธุ์
2.2.1 ตัดส่วนล่างของต้นกล้ากิ่งพันธุ์ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกให้ตัดรากออก ครั้งที่สองให้ตัดตรงจุดที่เส้นผ่านศูนย์กลางใกล้เคียงกับต้นตอ (ภาพ 8)

ภาพ 8 ตัดส่วนล่างของกิ่งพันธุ์ออก 2 ครั้ง
2.2.2 ตัดใบของกิ่งพันธุ์ออกเพื่อช่วยลดการสูญเสียน้ำ โดยเหลือยอดใบอ่อนไว้ 1-2 ยอด (ภาพ 9)

ภาพ 9 ตัดใบออกเพื่อลดการสูญเสียน้ำ
2.2.3 ตัดแต่งส่วนล่างของกิ่งพันธุ์ให้เป็นลักษณะลิ่ม โดยการเฉือนด้านข้างออกสองด้าน (แต่ละด้านให้เฉือนเพียงครั้งเดียว) พยายามรักษาพื้นผิวที่ตัดแล้วให้สะอาดและอย่าให้นิ้วมือสัมผัสกับรอยตัด (ภาพ 10)

ภาพ 10 ตัดแต่งส่วนล่างของกิ่งพันธุ์ให้เป็นลักษณะลิ่ม
2.3 การต่อกิ่งพันธุ์และต้นตอเข้าด้วยกัน
2.3.1 เสียบส่วนปลายลิ่มกิ่งพันธุ์เข้าไปในรอยแยกของต้นตอ (ภาพ 11)

2.3.2 เลื่อนคลิปพลาสติกขึ้นมาจากโคนต้นตอให้มาอยู่ตรงบริเวณรอยผสาน ภาพ 12 เป็นคลิปหนีบทำเองจากหลอดพลาสติก

ภาพ 12 เลื่อนคลิปพลาสติกขึ้นมา
3.การดูแลต้นที่ทำการต่อกิ่งหรือเสียบยอดเสร็จแล้ว
3.1 วางต้นที่ทำการเสียบยอดเสร็จแล้ว (ภาพ 13) ไว้ในส่วนพักฟื้นทันที ส่วนพักฟื้นคือโครงสร้างปิดขนาดเล็กที่ออกแบบไว้เพื่อเก็บรักษาความชื้นที่สูงและลดความเข้มของแสงเพื่อลดการสะสมของความร้อนที่เกิดขึ้นระหว่างการพักตัวของต้นที่ได้ทำการเสียบกิ่งพันธุ์ (ภาพ 14)

ภาพ 13 กิ่งพันธุ์ใหม่เริ่มประสานกันดี (ภาพโดย Ry Saren)

ภาพ 14 วัสดุหลายอย่างที่หาได้ในพื้นที่สามารถนำมาใช้เป็นส่วนพักตัวได้ (ภาพโดย Channaty Ngang of Ohio State Extension)
3.2 ใช้ถุงพลาสติกใสในการรักษาความชื้นที่ระเหยออกมาจากถาดที่ใส่น้ำไว้เต็มหรือภาชนะเก็บน้ำที่วางไว้บนพื้นของส่วนพักฟื้น ส่วนพักฟื้นจะคลุมด้วยพลาสติกสีดำเพื่อลดแสงที่ผ่านเข้ามา นอกจากนี้ อาจใช้ตาข่ายบังแดดไว้ด้านบนเพื่อช่วยลดแสงและให้เกิดการถ่ายเทอากาศที่ดี ความเข้มของแสงอาจควบคุมได้ตามความจำเป็นโดยการเอาตาข่ายบังแดดออกหรือใส่เพิ่มได้ การทำส่วนพักฟื้นไว้ในที่ร่มธรรมชาติอาจช่วยลดการใช้อุปกรณ์บังแดดได้ ขนาดและการออกแบบส่วนพักฟื้นนั้นขึ้นอยู่กับขนาดการผลิตต้นพันธุ์ที่ใช้เสียบกิ่ง ฟาร์มขนาดเล็กหรือสวนหลังบ้านอาจสร้างส่วนพักฟื้นจากถาดเพาะชำ ฝาครอบถาดเพาะชำ ถุงพลาสติก หรือถ้วยพลาสติก เป็นต้น
3.3 ในช่วงสัปดาห์แรกหลังการเสียบยอดนี้ กิ่งพันธุ์จะยังไม่สามารถรับน้ำจากต้นตอได้ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาสภาพอากาศที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำของกิ่งพันธุ์และช่วยให้เกิดรอยผสานอย่างรวดเร็ว เวลาที่ใช้โดยเฉลี่ยคือ 7-10 วันหลังจากการเสียบยอดเสร็จแล้วเพื่อให้ต้นตอพันธุ์และกิ่งพันธุ์เริ่มที่จะผสานเนื้อเยื่อส่วนท่อลำเลียงเข้าด้วยกัน และใช้เวลานานถึง 14 วันสำหรับแผลจากการผสานจะหายดี ขึ้นอยู่กับสถานที่และความสามารถในการควบคุมอุณภูมิ ความชื้น และแสง (ภาพ 15)

ภาพ 15 รอยผสานที่แผลหายดีแล้ว รอยแผลที่เกิดขึ้นจะปรากฏอยู่บนต้นที่ได้รับการเสียบยอดแล้วและเป็นต้นที่แข็งแรง เหมาะกับการนำไปปลูกได้ โดยปกติจะพร้อมนำไปปลูกในพื้นที่จริงประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังการเสียบยอด (ภาพโดย Channaty Ngang of Ohio State Extension)
3.4 ในช่วงสัปดาห์แรกของการรักษาแผล ให้ทำการรักษาความชื้นสัมพัทธ์ให้ได้มากกว่า 90% และอุณภูมิประมาณ 21-27/29 องศาเซลเซียส (ทั้งกลางวันและกลางคืนหากเป็นไปได้) ส่วนผลกระทบจากระดับแสงนั้นมีทั้งทางตรงและทางอ้อมและจะต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง ความเข้มข้นของแสงอาจมีประโยชน์ต่อกระบวนการรักษาแผลหากสามารถรักษาความชื้นและอุณหภูมิไว้ได้ในระดับที่ต้องการ
3.5 หลังจากสัปดาห์ที่สองของการรักษาแผลแล้ว อาจค่อยๆ ลดความชื้นลงได้ ขณะที่ระดับความเข้มของแสงควรมีเพิ่มขึ้นด้วยการเอาพลาสติกสีดำหรือตาข่ายบังแดดออกเป็นครั้งคราว กระบวนการนี้เป็นการทยอยปรับสภาพต้นที่ทำการเสียบยอดแล้วให้เข้ากับสภาพที่ต้องพบกับแสงแดดอย่างเต็มที่ในพื้นที่ปลูก
4.การย้ายไปปลูกในไร่
4.1 แม้กิ่งพันธุ์และต้นตอพันธุ์พัฒนาเนื้อเยื่อในส่วนของท่อลำเลียงที่เชื่อมต่อกันแล้วในประมาณวันที่ 7 แต่อาจใช้เวลาทั้งหมดถึง 14 วันเพื่อให้แผลจากรอยผสานได้รับการรักษาจนหายดี (ภาพ 15)
4.2 หลังจากนำต้นที่แผลหายดีแล้วให้เอาออกจากส่วนพักฟื้น ควรให้ต้นมะเขือได้ปรับตัวให้ชินกับสภาพอากาศในร่มในพื้นที่ที่ป้องกันลมเป็นเวลา 5-7 วัน ก่อนนำไปปลูกในไร่ นอกจากนี้อาจปล่อยให้ต้นมะเขือได้ถูกแสงแดดโดยตรงเป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนที่จะปลูกลงดิน ทั้งนี้ สามารถปรับเวลาได้หากจำเป็นเพื่อไม่ให้ต้นมะเขือเครียดเมื่อนำไปปลูกในสภาพแวดล้อมใหม่
4.3 เมื่อทำการย้ายปลูก ต้องดูให้แน่ใจว่ารอยผสานจากการเสียบยอดนั้นอยู่เหนือพื้นดิน (ภาพ 16) หากรอยผสานอยู่ใต้ดิน กิ่งพันธุ์จะแตกรากลงดิน จะทำให้เสียประโยชน์ที่จะได้รับจากต้นตอ เช่นความต้านทานโรคที่เกิดจากดิน

ภาพ 16 ต้นมะเขือเทศที่นำไปปลูกในพื้นที่โดยมีรอยผสานอยู่เหนือดิน และมีวัสดุอินทรีย์คลุมดินเพื่อป้องกันไม่ให้ดินกระเด็นไปติดที่เนื้อเยื่อของกิ่งพันธุ์ (ภาพโดย Rick Bates)
4.4 เมื่อต้นมะเขือเทศปรับตัวและเริ่มเติบโตขึ้นในไร่หรือพื้นที่ปลูกแล้ว ให้คอยตรวจดูและตัดกิ่งที่แตกออกจากต้นตอทิ้งไป รวมถึงตัดรากที่อาจงอกออกมาจากกิ่งพันธุ์ด้วย และเพื่อป้องกันไม่ได้เกิดการติดเชื้อจากโรคที่เกิดจากดิน จะต้องคอยระวังไม่ให้กิ่งพันธุ์สัมผัสกับดิน ด้วยการใช้วัสดุคลุมดินคลุมบริเวณรอบๆ หลังจากทำการย้ายปลูกเพื่อลดการกระเด็นของดินขึ้นไปติดบนต้นมะเขือในช่วงฝนตกหรือช่วงการรดน้ำ ต้นมะเขือที่ได้รับการเสียบยอดแล้วควรมีไม้ประคองไว้ด้วยเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์หลังจากการย้ายปลูก จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมัดต้นมะเขือให้ติดแน่นไว้กับไม้ประคอง เพราะจะช่วยป้องกันไม่ได้ต้นเลื่อนต่ำและกิ่งพันธุ์สัมผัสถูกดิน
แหล่งข้อมูล: