โทรศัพท์

096 948 1913

อีเมล์

sathaiaan@gmail.com

เวลาเปิด

จันทร์ - ศุกร์: 9:00 - 17:00

ในงานสัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขง-อาเซียน 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ระหว่างวันที่ 23-26 กันยายน ที่ผ่านมา ในวันที่ 25 กันยายน มีวงเสวนาหนึ่งที่ตัวแทนเครือข่ายระหว่างประเทศ องค์กรพัฒนาเอกชนระดับภูมิภาค รวมทั้งประเทศไทย ได้ร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์ว่าด้วยเรื่อง “อธิปไตยทางอาหารของภาคประชาชน” เพื่อเน้นย้ำถึงสิทธิของประชาชนและชุมชนในการกำหนดระบบอาหาร เกษตร และทรัพยากรด้วยตัวเอง อันเป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในเวทีโลก

บราซิล : (1) สิทธิในที่ดินทำกินและความไม่มั่นคงทางอาหาร

คาโลไรน่า โมโตกิ ผู้แทนจากขบวนการป่าฝนโลก (World Rainforest Movement) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อรักษาผืนป่าเขตร้อน และขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเกษตรกรจากทั่วโลก (La Via Campesina) นำเสนอประสบการณ์จากประเทศบราซิล ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศและปัญหาด้านอธิปไตยทางอาหารคล้ายคลึงกับประเทศไทย 

คาโลไรน่ากล่าวว่า บราซิลมีขนาดพื้นที่กว่า 8.5 ล้านตารางกิโลเมตร คิดเป็น 1.6% ของพื้นผิวโลก เทียบกับหนึ่งทวีปได้เลย และขึ้นชื่อเรื่องความร่ำรวยของทรัพยากร แต่ถึงแม้เป็นประเทศที่ใหญ่มาก มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร แต่บราซิลยังคงประสบปัญหาความยากจน ที่เป็นผลมาจากการแย่งยึดที่ดิน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกร

คาโลไรน่า โมโตกิ

มีข้อมูลพบว่า ประชากรบราซิลจำนวนมากถึง 30% ของทั้งหมดกำลังเผชิญกับความไม่มั่นคงทางอาหาร เกษตรกรมีพื้นที่ขนาดเล็กสำหรับทำฟาร์มและปลูกข้าว ถั่ว และมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นอาหารหลักของคนบราซิลน้อยกว่า 50% ของพื้นที่ทั้งหมด ในขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นแปลงขนาดใหญ่ที่เน้นการปลูกข้าวโพดและถั่วเหลือง อันเป็นสินค้าเพื่อส่งออกเพียงอย่างเดียว

ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่า ที่ดินจำนวนมากไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อผลิตอาหารสำหรับประชาชนอย่างแท้จริง

ยิ่งกว่านั้น นับแต่ปี 2549-2559 พบว่า พื้นที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวขยายมากขึ้น และยังขยายไปใช้พื้นที่ป่าแอมะซอนด้วย ส่วนพื้นที่ปลูกสิ่งที่อาหารของคนบราซิลอย่างข้าวและถั่ว กลับลดลง

บราซิล : (2) การยึดครองทรัพยากรที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม

“เจ้าของที่ดินเป็นชาวบราซิล เขามีเงิน เขามีอำนาจ เป็นเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่ เขาบอกว่า เราคือคนที่เพาะปลูกเลี้ยงดูคนบราซิล เขาภูมิใจในตัวเองมาก เขาบอกว่าเป็นคนปลูกอาหารเพื่อเลี้ยงดูคนทั้งโลก” คาโลไรน่ากล่าว

ผู้แทนจากขบวนการป่าฝนโลกขยายภาพเพิ่มเติมในเชิงประวัติศาสตร์ว่า บราซิลเดิมนั้นถูกล่าอาณานิคมโดยโปรตุเกส ชนเผ่าพื้นเมืองถูกฆ่า และนำแรงงานจากแอฟริกาเข้ามาทำงานในภาคเกษตรกรรม แรงงานต้องตกอยู่ในสภาพชีวิตและการทำงานที่โดดเดี่ยว มีปัญหาหนี้สิน สถานการณ์เหล่านี้ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งปัญหาการแย่งยึดที่ดินที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม

พี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองส่วนใหญ่ไม่มีโฉนดที่ดิน เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ขณะที่ระบบนิเวศถูกทำลาย ความหลากหลายของพันธุ์พืชลดลง จากการถูกบังคับให้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว และการจดสิทธิบัตรพืชพันธุ์ท้องถิ่นโดยบริษัทขนาดใหญ่

นอกจากนั้นยังมีปัญหาดินและน้ำปนเปื้อนจากสารเคมี ทำให้ดินเสื่อมสภาพ ซึ่งบราซิลเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการใช้ยาฆ่าแมลงเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะยาฆ่าแมลงที่ถูกแบนจากประเทศอื่น ๆ

ธุรกิจการเกษตรขนาดใหญ่ยังทำให้ครัวเรือนต้องย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในเมือง เพื่อหนีความยากจน แต่กลับยิ่งจนมากขึ้น ไม่สามารถหางานทำที่มีรายได้เหมาะสม พื้นที่อุตสาหกรรมเกษตรกลายเป็นแหล่งทาสแรงงานมากกว่าเป็นลูกจ้าง ความอดอยากและภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหารของประชาชนยังคงเป็นปัญหาสำคัญ และมีความจำเป็นที่จะต้องผลักดันเรื่องสิทธิในที่ดินของเกษตรกร

ไทย : (1) เมล็ดพันธุ์คือปัจจัยการผลิตที่ชาวนาชาวไร่พัฒนามาตลอด

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) ตัวแทนจากประเทศไทย กล่าวว่า ถ้าไม่มีอธิปไตยเรื่องเมล็ดพันธุ์ จะไม่มีความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งนี่เป็นอีกประเด็นใหญ่นอกเหนือจากเรื่องที่ว่า การผลิตเกษตรกรรมขนาดใหญ่ครองโลกไปแล้ว โดยที่เรื่องการผูกขาดเมล็ดพันธุ์เป็นการลงลึกไปถึงการควบคุมปัจจัยการผลิต

วิฑูรย์กล่าวว่า สิ่งที่เป็นฐานสำคัญของเมล็ดพันธุ์ก็คือความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งทรัพยากรพันธุกรรมของโลกส่วนใหญ่กระจายอยู่ในประเทศโลกที่ 3 อันเป็นแหล่งกำเนิดของอารยธรรมเกษตร และความหลากหลายของเมล็ดพันธุ์ที่เกิดจากชุมชนเกษตรกรรม โดยกระบวนการเก็บพันธุ์ไปปลูกต่อและการแลกเปลี่ยนสายพันธุ์ระหว่างกันของเกษตรกร คือหัวใจสำคัญของความมั่นคงทางอาหารในอดีตจนถึงปัจจุบัน

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ

“ไม่ใช่แค่การแลกเปลี่ยนเพื่อพออยู่พอกิน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสายพันธุ์ด้วย ยกตัวอย่างข้าวหอมมะลิและทุเรียนหมอนทอง มีการพัฒนามาจนได้รับความนิยมและส่งออก เหล่านี้ล้วนมาจากฝีมือการคัดเลือกของชาวนาชาวไร่ทั้งสิ้น แต่มักจะถูกอุตสาหกรรมบอกว่า จำเป็นต้องพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ ๆ โดยถือเป็นการแข่งขัน 

“แต่ขอโทษ ถ้าทุกคนไปดูความเป็นจริง ข้าวที่ส่งออกเป็นข้าวที่นิยมมากที่สุดกลับมาจากฝีมือของชาวไร่ชาวนาพี่น้องที่บางพระ ชลบุรี เป็นคนให้กำเนิดสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิ ทุเรียนหมอนทองส่งออกแซงหน้ายางพารา เป็นฝีมือการคัดเลือกของชาวไร่ชาวนาทั้งสิ้น ส่วนพันธุ์ใหม่ ๆ ที่คุณบอกว่า คุณต้องคุ้มครอง พัฒนานวัตกรรม อย่างข้าวโพด นั่นคือพันธุ์พืชที่เกษตรกรต้องขายราคาถูก ๆ แล้วเปลี่ยนเป็นอาหารสัตว์ แล้วตอนนี้ต้องประท้วงกันทุกปี”

เลขาธิการไบโอไทยวิพากษ์วิจารณ์ต่อไปว่า “นั่นคือภาพความเป็นจริงของความหลากหลายทางมรดกพันธุกรรมของชาวไร่ ชาวนา ซึ่งแทรกเรื่องนวัตกรรมเข้าไปด้วย ไม่ใช่แค่นั้น ทั้งกระบวนการแลกเปลี่ยนพันธุกรรม กระบวนการคิดพันธุ์ไปปลูกต่อ เป็นส่วนหนึ่งของการเลือกสายพันธุ์ที่รองรับการเปลี่ยนแปลงของน้ำท่วม ฝนแล้ง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อันนี้เป็นหัวใจสำคัญที่เรามั่นคงอยู่ได้ เกิดขึ้นจากกระบวนการเหล่านี้”

ไทย : (2) การควบคุมปัจจัยการผลิตผ่านการผูกขาดเมล็ดพันธุ์

เลขาธิการไบโอไทยชี้ว่า ประเทศไทยถือเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนระหว่างการต่อสู้ของเกษตรกรรายย่อยกับบริษัทขนาดใหญ่ในเรื่องเมล็ดพันธุ์ โดยไล่เรียงสถานการณ์พันธุ์พืชในประเทศไทย ว่า นับตั้งแต่ปี 2503 กระบวนการเปลี่ยนแปลงพันธุ์พืชที่ชาวบ้านใช้ไปสู่สายพันธุ์เพื่อการค้าเริ่มเกิดขึ้น โดยเฉพาะพืชไร่ที่สำคัญ คือข้าวโพด ปัจจุบันเกือบทั้งหมดอยู่ในมือของบริษัทขนาดใหญ่ เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ มอนซานโต้ และซินเจนทา รวมถึงเมล็ดพันธุ์ผักที่ปลูกเพื่อการค้า มีบริษัทยักษ์ใหญ่แบ่งกันครอบครองตลาด ที่เหลือกระจายกันไป

วิฑูรย์ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันเมล็ดพันธุ์ผักที่ขายเพื่อการค้าแทบไม่มีพันธุ์ที่มาจากชาวบ้านอีกแล้ว ตัวอย่างศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือเรียกกันว่า ‘ไร่สุวรรณ’ จุดกำเนิดของข้าวโพดพันธุ์สุวรรณ 1 ในขณะนั้น 100% ของพันธุ์ข้าวโพดเป็นพันธุ์สุวรรณ 1 ซึ่งเป็นพันธุ์ผสมเปิด ปัจจุบันไร่สุวรรณกลายเป็นแหล่งทดลองของบริษัทเมล็ดพันธุ์ไปแล้ว

นอกจากนั้นยังมีกรณีพันธุ์ข้าวที่บริษัทเมล็ดพันธุ์พยายามผลักดันกฎหมาย เพื่อที่จะทำให้เกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกฤดูการผลิต เช่นเดียวกับพืชพาณิชย์อื่น ๆ

วิฑูรย์อธิบายเพิ่มเติมว่า แม้จะผ่านการปฏิวัติเขียว แต่เมล็ดพันธุ์ข้าว 60% ของพื้นที่เกษตรกรของประเทศยังอยู่ในมือการวิจัยของหน่วยงานรัฐ และชาวบ้านที่เก็บพันธุ์ปลูกต่อ หรือซื้อจากเพื่อนบ้าน การแลกเปลี่ยนพันธุ์ยังคงมีอยู่ ทั้งนี้ ถ้าดูจากภาคส่วนเมล็ดพันธุ์ของไทยที่ใหญ่ที่สุดตกปีละประมาณ 3,000 ล้านบาท แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นพันธุ์ข้าว ขนาดของตลาดใหญ่มากปีละประมาณ 1 ล้านตัน พันธุ์ที่ขายกันราคากิโลกรัมละ 30-40 บาท รวมมูลค่าสูงถึง 30,000-40,000 ล้านบาท

“หัวใจใหญ่ที่เขาอยากได้ UPOV1991 เขาอธิบายว่า เขาต้องการแรงจูงใจที่จะเข้ามาสู่อุตสาหกรรมพัฒนาสายพันธุ์ข้าว คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญ” วิฑูรย์พูดถึงความพยายามของบริษัทเมล็ดพันธุ์ในการหาวิธีครอบครองพันธุ์ข้าว และสนับสนุนการเข้าร่วมภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ หรือ UPOV1991 หลังจากบริษัทเมล็ดพันธุ์ใช้เวลาเกือบ 20 ปี ทดลองพันธุ์ข้าวลูกผสม แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

ไทย : (3) เส้นทางการต่อสู้กฎหมายผูกขาดเมล็ดพันธุ์ และผลกระทบ UPOV1991

เลขาธิการไบโอไทยอธิบายข้อกฎหมายผูกขาดเมล็ดพันธุ์ของไทยว่า มี 2 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ กฎหมายสิทธิบัตร เป็นกฎหมายเชิงอุตสาหกรรมที่นำมาใช้กับภาคเกษตร ซึ่งเริ่มต้นมาจากสหรัฐอเมริกา แต่ฝั่งนักปรับปรุงพันธุ์ที่อยู่ในยุโรปและบริษัทเมล็ดพันธุ์เห็นว่า รูปแบบยังไม่มีความเหมาะสม และยังไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน เนื่องจากระดับการผูกขาดสูงมาก เมื่อหลายปีก่อนจึงได้พัฒนารูปแบบที่ 2 ขึ้นมา คือ ระบบ UPOV1991 เพื่อควบคุมการผูกขาดเมล็ดพันธุ์ โดยจำกัดสิทธิของเกษตรกร ห้ามเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อ ห้ามคัดเลือกพันธุ์เพื่อพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ และห้ามอนุญาตให้ผู้อื่นนำสายพันธุ์ไปวิจัยหรือพัฒนา ซึ่งใกล้เคียงกับกฎหมายสิทธิบัตรมากที่สุด

ส่วนกฎหมายไทยปัจจุบันนำแนวคิดบางส่วนจาก UPOV78 มาประยุกต์ใช้ในกฎหมายเฉพาะ คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ที่ให้สิทธิในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของโลกนี้มาโดยตลอด แม้กระทั่งสนธิสัญญาพันธุกรรมพืช องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ก็ให้การยอมรับสิทธิ์นี้

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา มีความพยายามที่จะแก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช 2542 หลายครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับ UPOV1991

วิฑูรย์มีความเชื่อว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายถ้ารัฐจะผลักดันประโยชน์ให้กับนักปรับปรุงพันธุ์ เนื่องจากในการออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน เกษตรกรและภาคประชาสังคมได้ออกมาอธิบายการเคลื่อนไหวแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช 2542 ที่อิงกับ UPOV รวมทั้งรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วม CPTPP สภาผู้แทนราษฎร (2563) ได้ระบุชัดเจนว่า ถ้าเข้า UPOV1991 ผลกระทบจะเกิดขึ้นกับเกษตรกรรายย่อยอย่างกว้างขวาง จากการริดรอนสิทธิในการใช้พันธุ์พืชเพื่อการค้า ซึ่งกรรมาธิการฯ มาจากทุกพรรคการเมือง และนักการเมืองคนสำคัญล้วนแต่อยู่ในกรรมาธิการฯ ชุดนี้ และต่างต่อต้าน UPOV1991 ทั้งสิ้น

กระทั่งเมื่อสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ต้องการผลักดันข้อตกลงครอบคลุมและก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) เข้าไปในสภาผู้แทนราษฎร วันรุ่งขึ้น ขณะที่สื่อหลักไม่สนใจประเด็นดังกล่าวเลย แต่มีคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ทวิตข้อความสื่อสารทางออนไลน์มียอดทวิตถึง 3 ล้าน ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นพลัง

“มาจนถึงการเคลื่อนไหวในปัจจุบันที่พบว่าไม่ใช่แค่พวกเรา แต่คลิปเผยแพร่ไม่เอา UPOV1991 ล้วนมาจากชาวนาทั้งสิ้น นี่เป็นเหตุผลที่ผมเชื่อว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ ๆ ถ้าคุณต้องการผลักดันตัวประโยชน์เพื่อไปสู่นักปรับปรุงพันธุ์”

เลขาธิการไบโอไทยกล่าวอย่างมั่นใจ พร้อมทั้งนำเสนอความเห็นว่า การแก้ไขกฎหมายของไทยควรยึดแนวทางกฎหมายพันธุกรรมของอินเดีย ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิเกษตรกรอย่างชัดเจน โดยอนุญาตให้เก็บพันธุ์ไปปลูกต่อและใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะหว่านหรือเก็บเพื่อปลูกใหม่ การแลกเปลี่ยน รวมทั้งขายผลผลิตในท้องถิ่น ที่ไม่ใช่เป็นแบรนด์ที่ซื้อมา สามารถขายได้ด้วย เพราะเป็นวิถีแบบเดิมที่ทำกันมาก่อน

ด้านกรรณิการ์ กิตติเวชกุล ผู้แทนจากกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ วอช (FTA Watch) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงโครงสร้างของสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย ที่สนับสนุน UPOV1991 เพื่อผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์เขตร้อนชื้นของโลก (World Tropical Seed Hub) ว่า ประกอบด้วยตัวแทนจากบริษัทใหญ่ ๆ ที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ โดยนายกสมาคมฯ มาจากบริษัท ไบเออร์ไทย (เดิมคือ มอนซานโต้) ส่วนกรรมการบริหาร ได้แก่ เจียไต๋, แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์, ไดนามิคพันธุ์พืช, เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส, พืชพันธุ์ตาสิงห์, East-West Seed, เพื่อนเกษตรกร, ซินเจนทา ซีดส์ ประเทศไทย และไพโอเนีย ไฮ-เบรด ไทยแลนด์

ประสบการณ์การปกป้องความหลากหลายของพันธุ์พืชในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

คริสทีน เคย์ มากุดดาเยา ตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนระดับภูมิภาค (SEARICE) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาชนบทและการเสริมสร้างพลังให้กับชุมชนเกษตรกรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แบ่งปันประสบการณ์ทำงานใน 3 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม 

  • อินโดนีเซีย : เกษตรกร 15 รายถูกฟ้องคดีอาญาจากการขายเมล็ดพันธุ์ที่ขึ้นทะเบียน

คริสทีนกล่าวว่า อินโดนีเซียไม่ได้เป็นสมาชิก UPOV และมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเมล็ดพันธุ์ คือ คำสั่งหรือกฎระเบียบที่ออกโดยประธานาธิบดี (Presidential Decree) เกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ ปี 2514 กฎหมายการเพาะปลูกพืชพันธุ์ 2535 และมาตรการกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ 2538 หลักการสำคัญของกฎหมายคือการคำนึงถึงความหลากหลายตามธรรมชาติ และไม่ควรถูกควบคุมโดยรัฐบาล ปัญหาที่พบคือ เกษตรกรต้องขอใบอนุญาตในการเก็บและใช้เมล็ดพันธุ์ ไม่สามารถขาย แจกจ่าย หรือผลิตเมล็ดพันธุ์ได้โดยเสรี ส่งผลกระทบให้เกษตรกรไม่สามารถใช้สิทธิ์ของตนเองเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ได้อย่างเต็มที่

มีบันทึกของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของอินโดนีเซียระบุว่า มีเกษตรกรถูกจับในคดีอาญาจากการนำเมล็ดพันธุ์ที่มีการขึ้นทะเบียนไปขายอย่างน้อย 15 ราย นอกจากนั้นยังมีเกษตรกรที่ได้รับการสื่อสารว่า ถ้าทำแบบนี้จะถูกดำเนินคดี ทำให้เกษตรกรไม่กล้าที่จะแลกเปลี่ยนพันธุ์หรือเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ

อินโดนีเซียยังมีความกังวลเกี่ยวกับการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ที่ส่งผลกระทบต่อเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น และมีการพิจารณาใหม่เกี่ยวกับการปกป้องความหลากหลายของพืชพันธุ์ โดยเน้นบทเรียนจากเวียดนาม

คริสทีน เคย์ มากุดดาเยา (กำลังพูด) และกรรณิการ์ กิตติเวชกุล
  • ฟิลิปปินส์ : แก้ปัญหาการผูกขาดด้วยการจัดตั้งระบบทะเบียนเมล็ดพันธุ์ชุมชน

คริสทีนกล่าวถึงกรณีของประเทศฟิลิปปินส์ว่า มีความตระหนักถึงสิทธิตามจารีตประเพณีของชาวนาในการเก็บ ใช้ แลกเปลี่ยน และแบ่งปันผลประโยชน์ ภายใต้กฎหมายภายในประเทศ หรือ Republic Act No.9168 ได้ให้สิทธิ์คุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (PVP) แก่นักปรับปรุงพันธุ์อย่างเข้มงวด แต่ยังคงรับรองสิทธิบางประการของชาวนารายย่อย การปฏิบัติของชาวนารายย่อยในการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ ซึ่งมีกฎหมายที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย

ผู้แทนจาก SEARICE ให้ข้อมูลด้วยว่า ฟิลิปปินส์ไม่ได้เป็นสมาชิก UPOV แต่กำลังเผชิญกับแรงกดดันให้ให้สัตยาบัน UPOV และเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) รวมถึงการเจรจาการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรป-ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นสถานการณ์เดียวกับประเทศไทยเช่นกัน

ส่วนผลกระทบจากการเข้าเป็นสมาชิก UPOV จะทำให้แนวทางปฏิบัติดั้งเดิมของชาวนาในการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์หายไป ความสามารถในการรักษาและแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ในระดับชาติจะถูกจำกัด ความหลากหลายทางชีวภาพทางการเกษตรจะลดลง และสิทธิของชาวนาในการค้าระดับนานาชาติจะได้รับผลกระทบ

ดังนั้นเพื่อรักษาความหลากหลาย ป้องกันการผูกขาดของเมล็ดพันธุ์ ชาวนาฟิลิปปินส์จึงใช้ช่องทางกฎหมายที่เปิดให้รักษาและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ของตนเอง ตัวอย่างกลุ่มชาวนาหมู่บ้านคำปะเกา เทศบาลบิลาร์ จังหวัดโบโฮล และจังหวัดเนกรอส อ็อกซิเดนทัล ของฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาภาคเกษตรกรรมแบบยั่งยืน และการปฏิรูปที่ดินในภูมิภาควิซายาสของฟิลิปปินส์ ต่างลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนเอง ด้วยการจัดตั้งระบบจดทะเบียนเมล็ดพันธุ์ชุมชน เพื่อป้องกันการผูกขาดเมล็ดพันธุ์

และในปีนี้ SEARICE สามารถให้ความช่วยเหลือ 6 หมู่บ้าน ใน 3 เทศบาลของจังหวัดเนกรอส อ็อกซิเดนทัล จัดตั้งระบบทะเบียนเมล็ดพันธุ์ชุมชน

  • เวียดนาม : แชมป์เปี้ยน UPOV กับสิ่งที่ดูดีในระดับภาพลักษณ์

สำหรับประเทศเวียดนาม คริสทีนให้ข้อมูลว่า เวียดนามเป็นสมาชิก UPOV1991 ตั้งแต่ปี 2549 จากการเข้าร่วมองค์การการค้าโลก (WTO) และถูกมองว่าเป็น “แชมป์เปี้ยน” ของ UPOV หลังร่วมเป็นสมาชิก มีความพยายามประเมินประโยชน์ของการพัฒนาพันธุ์พืชที่มีต่อการพัฒนาเกษตรในเวียดนาม โดยเน้นย้ำในพืชหลัก 3 ชนิด คือข้าว ข้าวโพด และข้าวโพดหวาน ซึ่งมีผลจากรายงานศึกษา UPOV1991 ที่ชี้ว่า ระบบได้สนับสนุนผู้พัฒนาเมล็ดพันธุ์ภายในประเทศ แต่ในความเป็นจริงบริษัทใหญ่ควบคุมกระบวนการทั้งหมด อีกทั้งยังมีความพยายามโฆษณาชวนเชื่อโน้มน้าวเพื่อภาพลักษณ์ที่ดีผ่านข้อมูลและตัวเลขจากรายงาน แต่ไม่ได้แสดงความเชื่อมโยงโดยตรงกับการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ

ผู้แทนจาก SEARICE ยืนยันว่า ในความเป็นจริง ช่วง 5-6 ปีแรก รายงานที่บอกว่าดีนั้น ดูจากการขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ ซึ่งเดิมคือ 60% เพิ่มขึ้นเป็น 75% มาจากคำขอขึ้นทะเบียนของคนในประเทศ แต่ความจริงคนในประเทศคือนักปรับปรุงพันธุ์ที่ทำงานบริษัทเมล็ดพันธุ์ขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นบริษัทข้ามชาติที่มีสำนักงานอยู่ในประเทศนั้น

ในขณะที่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเข้าร่วม UPOV1991 เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย ทำให้มีผลกระทบต่อสถาบันปรับปรุงพันธุ์ของรัฐ ซึ่งเป็นที่พึ่งของเกษตรกร โดยนักปรับปรุงพันธุ์ของรัฐต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียมรักษาสิทธิ์ PVP เพื่อทำให้คำขอขึ้นทะเบียนหรือใบรับรองนั้นยังคงอยู่ ซึ่งเป็นเงินจำนวนมาก เมื่อนักปรับปรุงพันธุ์ของรัฐได้ขึ้นทะเบียน แต่ไม่มีงบประมาณสนับสนุน สุดท้ายนักปรับปรุงพันธุ์ของรัฐเป็นจำนวนมากก็ต้องขายสิทธิ์ให้กับบริษัทเมล็ดพันธุ์ ผลกระทบนี้ยังรวมไปถึงบริษัทท้องถิ่นและเกษตรกรรายย่อย ที่ต้องแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ และอาจสูญเสียที่ดินทำกิน โดยเฉพาะในเวียดนามตอนใต้

เสียงสะท้อนจากผู้เกี่ยวข้อง : การต่อสู้ต้องดำเนินต่อไป

ช่วงท้ายของการเสวนา เกษตรกรและผู้เข้ารับฟังการเสวนามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย

จงกล พารา จากศูนย์เรียนรู้สวนผักคนเมืองขอนแก่น เล่าประสบการณ์ทำงานในพื้นที่ว่า มีความพยายามอยู่หลายปีร่วมกับมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) หรือ มกย. ในการสำรวจพันธุ์พืชในท้องถิ่นเพื่อจดทะเบียน แต่ทำได้เพียงพื้นที่เดียวคือที่เมืองพล เนื่องจากต้องผ่านการรับรองโดยองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และเมื่อปีที่ผ่านมา มีการคุยกันว่า ทำอย่างไรจะสามารถขยายให้กว้างขวางมากขึ้น 

ส่วนกระแสตื่นตัวของเกษตรกรครั้งนี้ จงกลเห็นว่ายังมีโจทย์ว่า ทำอย่างไรชาวบ้านทั่วไปหรือผู้บริโภคจะมีส่วนร่วมด้วยมากขึ้น

“อย่างที่พูดถึงว่า มีการแชร์ต่าง ๆ หรือเกษตรกรเองก็ดี เพียงแต่ว่าถูกต่อต้านโดยฝ่ายรัฐ กระทรวงเกษตรฯ เราเองที่ทำงานกับภาคประชาชนยังเห็นจุดที่เรารู้สึกว่า เมื่อสิบกว่าปีก่อนที่ไปเอฟทีเอที่เชียงใหม่ แล้วไปต่อต้าน ก็มาเจออีกช่วง CPTPP และกลุ่มเคลื่อนไหวเรายังไม่เยอะมาก แต่โซเชียลเน็ตเวิร์กทุกวันนี้ช่วยมากขึ้น แต่ทำยังไงชาวบ้าน หรือผู้บริโภคจะมีส่วนร่วมกับเรามากขึ้น เป็นโจทย์ที่อาจจะต้องคิดร่วมกัน เรารู้สึกว่าเวลามายื่นหนังสือ เขาก็ปฏิเสธเราแบบนี้ เราต้องทำแบบนี้ตลอด มีความรู้สึกว่าอัดอั้นตันใจ”

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญแสดงความเห็นในเรื่องการต่อสู้ว่าจำเป็นต้องทำทั้ง 2 ทาง พร้อมทั้งยกตัวอย่างกรณีของพี่น้องแพรกหนามแดง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ที่เลี้ยงปลาในระบบเปิดอยู่ดี ๆ วันหนึ่งเมื่อบริษัทขนาดใหญ่มีการนำเอาปลาหมอคางดำมาไว้ข้าง ๆ ระบบการผลิตประมงแบบเปิดที่เอื้อเฟื้อธรรมชาติก็ถูกทำลายลง

“ระบบที่ทำมาก็เหี้ยนเลย ดังนั้นเป็นเรื่องที่คนในพื้นที่ต้องต่อสู้ หนีไม่ได้ เพื่อรักษาตัวเมล็ดพันธุ์ การผลิต และการเกษตรที่ยั่งยืนเอาไว้ ขณะเดียวกัน จะต้องปกป้อง ต่อสู้กับภัยคุกคามที่มาทุกรูปแบบ ต้องเผชิญหน้ากับมัน ถ้าไม่ต่อสู้ ระบบเราไม่สามารถรักษาการผลิตพวกนี้เอาไว้ได้ แน่นอน เราต้องรักษาและสร้างระบบการค้าที่เป็นธรรมพร้อมกันด้วย ขณะเดียวกัน ต้องต่อสู้กับฝั่งนโยบาย ไม่ว่ามันจะมาจากทุนท้องถิ่น ทุนผูกขาด ระดับชาติ หรือทุนข้ามชาติ ซึ่งปกติรวมพลังกันมาต่อสู้กับเรา ก็จำเป็นต้องต่อสู้เช่นเดียวกับการที่เราต้องต่อสู้ในทางนโยบาย เป็นสิทธิของพวกเรา เพราะรัฐสภาที่ตั้งอยู่ก็ภาษีของเรา เงินเดือนก็มาจากเรา งบประมาณที่จัดสรรก็มาจากภาษีประชาชนทุกคน เรามีสิทธิที่จะต่อสู้ ฉะนั้นเราไม่มีทางเลี่ยงที่เราจะต้องต่อสู้แย่งยึดรักษาพื้นที่เอาไว้ ต่อสู้กับฝั่งที่มากระทำกับชุมชน กับเมล็ดพันธุ์ของเรา”

เลขาธิการไบโอไทยย้ำด้วยว่า ถ้าย้อนไปดูตั้งแต่ต้นที่ต่อสู้กันมา ได้สร้างกระบวนการเรียนรู้มากมาย และนึกไม่ถึงมาก่อนว่า อยู่มาวันหนึ่งคนที่พูดและผลิตสื่อเพื่ออธิบาย UPOV1991 ไม่ใช่พวกเราอีกแล้ว และสิ่งซึ่งนึกไม่ถึง แต่เกิดขึ้นแล้วก็คือ มีดารา นางแบบ มีเชฟที่ออกมาพูดเรื่อง UPOV1991 

“มองในเชิงบวก สังคมได้เรียนรู้ อาจไม่เป็นเหมือนที่เราหวัง แต่คิดว่า พวกเราทั้งหลายได้ทำอะไรไว้มากมาย เราตายไป ก็มีคนอีกรุ่นหนึ่งสืบต่อแน่ ๆ” วิฑูรย์ให้ข้อคิดอย่างมีความหวัง

ด้านมาลี สุปันตี เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน จาก จ. มหาสารคาม กล่าวว่า การต่อสู้ทั้งเรื่องเหมืองแร่ คาร์บอนเครดิต แม่น้ำกก และทรัพยากรต่าง ๆ ล้วนเป็นเรื่องที่กำลังต่อสู้กับนายทุนทั้งสิ้น และทุกเรื่องกระทบกับอธิปไตยทางอาหาร ที่กำลังถูกละเมิด ดังนั้นจึงอยากตั้งประเด็นชวนพูดคุยว่า ภาคประชาชนในลุ่มน้ำจะร่วมมือกันอย่างไร

มาลี สุปันตี แสดงความคิดว่าในช่วงเปิดเวที

ส่วนอุบล อยู่หว้า จากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน ได้กล่าววิจารณ์ท่าทีของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไทยว่าแย่มาก ในแง่ที่มีการทำงานกับบริษัทเมล็ดพันธุ์จนกระทั่งชาวบ้านเป็นส่วนเกิน ซึ่งผู้บริหารบริษัทเมล็ดพันธุ์ยุโรปเป็นคนไทยทั้งสิ้น และผลิตเมล็ดพันธุ์ในประเทศไทยส่งออก โดยมูลค่าปีที่ผ่านมาคือ 24,000 ล้านบาท ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกเป็นของบริษัทยุโรป และบริษัทไทยบ้าง ซึ่งอำนาจตามกฎหมายในการดูแลระเบียบ กฎหมาย การผลิตเมล็ดพันธุ์ รวมถึงมาตรฐานปุ๋ย ล้วนอยู่ในมือของกรมวิชาการเกษตร โดยที่คนซึ่งดูแลเรื่องระเบียบกฎหมายกับคนที่ทำบริษัทธุรกิจเมล็ดพันธุ์ ธุรกิจปุ๋ยเคมี ล้วนเป็นรุ่นพี่ รุ่นน้อง เป็นเพื่อนกัน

อุบล อยู่หว้า แสดงความคิดว่าในช่วงเปิดเวที

“เวลาจะแก้ระเบียบกฎหมาย พวกเขาคุยกันเองเหมือนกับประชาชนเป็นส่วนเกิน สภาพประเทศไทยเป็นแบบนี้จริง ๆ” อุบลย้ำ

สถานการณ์เดียวกันทั้งโลก : เกษตรกรรายย่อยต่างต้องสู้กับทุนใหญ่

ในข่วงของการเปิดเวทีตอนท้าย ทางด้านคาโลไรน่า โมโตกิ ผู้แทนจากขบวนการป่าฝนโลก ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงประเด็นซึ่งเป็นข้อกังวลต่อสถานการณ์เมล็ดพันธุ์ในบราซิลว่า ภาคธุรกิจพยายามที่จะเข้ามาควบคุมเมล็ดพันธุ์ และในบราซิลเองมีขบวนการปฏิวัติเขียว ซึ่งพยายามที่จะมีอำนาจเหนือและควบคุมเมล็ดพันธุ์เช่นกัน ในขณะที่บริษัทเมล็ดพันธุ์ขนาดใหญ่ก็มักทำแพ็กเกจสวย ๆ มาขายในประเทศ ปัจจุบันชาวนาชาวไร่บราซิลจึงต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จากบริษัทต่าง ๆ และกู้เงินเพื่อซื้อปัจจัยในการผลิต ภายใต้เงื่อนไขของสถาบันการเงินที่กำหนดว่า ทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และการใช้ยาต้องมาจากบริษัท

คาโลไรน่าชี้ว่าระบบลักษณะนี้พยายามจะขโมยและกุมอำนาจจากเกษตรกร ถึงแม้ชาวนาชาวไร่พยายามที่จะเก็บพันธุ์เอง และนำมาแลกเปลี่ยนกัน แต่สถานการณ์จริง ระบบการผลิตในภาคการเกษตรถูกควบคุมโดยบริษัทใหญ่มากมายมหาศาล

อย่างไรก็ตาม ในเวลาเดียวกัน การแลกเปลี่ยนพันธุ์และการสู้เรื่องเกษตรทางเลือกกำลังเติบโตอย่างมากในบราซิล แม้ว่าในพื้นที่เพาะปลูกระบบเกษตรอินทรีย์จะพบปัญหาพื้นที่โดยรอบปลูกพืชเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งใช้เทคโนโลยีทางการเกษตร เช่น การใช้ยาที่พัดมาพร้อมกับอากาศ ซึ่งควบคุมได้ยาก

คาโลไรน่ายังได้เล่าเรื่องจากประสบการณ์จริงของตนเองว่า ตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจนถึงทุกวันนี้ ข้าวซึ่งเป็นพืชพื้นฐานของคนบราซิลนั้น มีพันธุ์ข้าวเหลือเพียงไม่กี่พันธุ์ และส่วนตัวรู้จักเพียงพันธุ์เดียว คือข้าวที่บริษัทขาย อีกทั้งในหลายพื้นที่ต้องไปซื้อข้าวห่างไกลจากพื้นที่ตนเอง เช่นเดียวกับปัญหาเรื่องสิทธิที่ดินทำกิน ยังคงเป็นประเด็นที่ขัดแย้งกัน เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่กำลังถูกรุกไล่โดยบริษัทการเกษตร

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การเข้ามามีบทบาทของบริษัทที่เข้าไปรุกในพื้นที่ป่า คู่ขนานกับขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนที่รวมตัวกัน เช่น ขบวนการแรงงานไร้ที่ดิน (MST) เพื่อต่อสู้เรื่องที่ดิน และยึดที่ดินขนาดใหญ่ของรัฐหรือของเอกชน ที่ไม่ได้ทำประโยชน์ เพื่อแบ่งที่ดินตั้งเป็นชุมชน โดยยืนยันในหลักการที่ดินควรจะเป็นผลประโยชน์ทางสังคม ไม่ใช่เพื่อความร่ำรวยหรือสมบัติของใคร

“ยุทธศาสตร์นี้มีหลายขบวนการเกิดขึ้นในบราซิล ถ้ามองย้อนไป 10 ปีที่ผ่านมา การปฏิรูปเกษตรกรรมตอนนี้ไม่มีแผนการกระจายที่ดินให้กับชาวนา ชาวไร่ จึงจำเป็นที่ประชาชนต้องรวมตัวกัน และต่อต้านความอยุติธรรม ในบราซิลมีผู้คนจำนวนมากที่ใช้ประโยชน์ในที่ดินมาเป็นเวลา 15 ปี แต่ไม่มีความเป็นไปได้เลยที่จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ตอนนี้มีคนบอกว่า รัฐบาลอยู่ได้เพราะเราไม่มีนโยบายปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรอย่างชัดเจน

“รัฐบาลปัจจุบันพูดว่าไม่สนับสนุนขบวนการประชาชน ไม่สนับสนุนชนพื้นเมือง และไม่ต้องการสนับสนุนให้ประชาชนเข้าร่วมถึงสิทธิในที่ดินทำกิน และสนับสนุนธุรกิจการเกษตรขนาดใหญ่ เรากำลังจะมีการเลือกตั้ง ฝ่ายขวาจัดกำลังได้รับเสียงมากขึ้น ถ้าสุดท้ายขวาจัดชนะ เราอยู่ในสถานการณ์ที่แย่แน่นอน” คาโลไรน่าพูดถึงปัญหาเรื่องการเกษตรในบราซิลซึ่งสัมพันธ์กับสถานการณ์การเมือง

ทางด้านคริสทีน เคย์ มากุดดาเยา ตัวแทนองค์กร SEARICE ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในประเด็นระบบการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ของชาวนาในฟิลิปปินส์ว่า สิ่งที่พยายามทำกันเกิดจากความต้องการให้ระบบเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ของชาวนาได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางเช่นเดียวกับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ของบริษัท ซึ่งปัจจุบัน 80-90% ของเมล็ดพันธุ์ที่แจกจ่ายในฟิลิปปินส์มาจากระบบการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ของชาวนา จากไร่นาของชาวนา แต่ไม่ได้รับการยอมรับมากพอในฟิลิปปินส์

ทั้งนี้ การเก็บรักษาความหลากทางเมล็ดพันธุ์เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความรู้ของชาวนาท้องถิ่น รวมถึงความต้องการเฉพาะอย่างของชุมชนนั้น ๆ ด้วย ดังนั้นบทบาทของชาวนาในการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์จึงสำคัญยิ่ง

“จริง ๆ ชาวนามีระบบการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ในระดับท้องถิ่น ไม่จำเป็นต้องเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ถูกแจกจ่ายไปในหลายพื้นที่ ถูกปลูกขึ้นในหลาย ๆ พื้นที่ เพราะความจริงชาวนามีความสามารถในการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ที่ตัวเองปลูกอยู่แล้ว” คริสทีนยืนยัน

บทความแนะนำ