โทรศัพท์

096 948 1913

อีเมล์

sathaiaan@gmail.com

เวลาเปิด

จันทร์ - ศุกร์: 9:00 - 17:00

“ตลาดเขียว” เป็นหนึ่งในรูปธรรมของการเข้าถึงแหล่งอาหารปลอดภัยที่มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยเฉพาะในภาคอีสาน ตลาดเขียวของไทยเกิดขึ้นเป็นแห่งแรกที่ จ.สุรินทร์ ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติในปี พ.ศ. 2544 ให้สุรินทร์เป็นจังหวัดต้นแบบนำร่องด้านการพัฒนาเกษตรอินทรีย์

ปัจจุบันตลาดเขียวของภาคอีสานครอบคลุมอยู่ใน 6 พื้นที่หลัก ได้แก่ที่ จ.สุรินทร์ มหาสารคาม ยโสธร ขอนแก่น ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ซึ่งในเวทีสานพลังภาคีสุขภาวะเครือข่ายอาหารปลอดภัยภาคอีสาน ภายใต้โจทย์ “ตลาดเขียว ทางเลือก ทางรอด เพื่อสุขภาวะของคนอีสาน” จัด ณ ลานตลาดเขียวมหาสารคาม สวนสุขภาพศรีสวัสดิ์ จ.มหาสารคาม เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีตัวแทนจากตลาดเขียว 5 พื้นที่เข้าร่วม และได้บอกเล่าเรื่องราวรวมถึงเส้นทางการปรับเปลี่ยนที่ผ่านมาของตลาดเขียว 5 แห่ง กว่าจะเป็นตลาดเขียวที่เห็นเช่นทุกวันนี้

ตลาดเขียวสุรินทร์ ยกระดับผู้ค้า “จากรุ่นสู่รุ่น”

สมศักดิ์ พลภักดี ตัวแทนจากตลาดเขียวสุรินทร์ ย้อนเรื่องราวการพัฒนาของตลาดเขียวสุรินทร์ จากจุดเริ่มต้นตั้งแต่ยังไม่เป็นที่เข้าใจของสังคม และต้องต่อสู้กับการถูกไล่ที่จากเทศบาลมาโดยตลอด เนื่องจากถูกมองว่าทำให้พื้นที่สกปรก

“แต่เรายังคงดื้อแพ่งย้ายสถานที่ขายไปเรื่อย ช่วงหลังนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัดคนก่อนอนุญาตให้ขายได้ แต่ยังคงย้ำเรื่องความสะอาด ถ้ามีขยะถูกปรับ” สมศักดิ์กล่าว

แต่เมื่อนโยบายของรัฐมีการปรับเปลี่ยน จากระบบการผลิตเกษตรเคมีเป็นเกษตรอินทรีย์ จนปัจจุบันยกระดับจากเกษตรอินทรีย์เป็นเกษตรอินทรีย์ที่ปลายทางนำไปสู่การทำเกษตรนิเวศทั้งระบบ ซึ่งถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ในส่วนของตลาดเขียวก็มีการส่งต่อผู้ค้าจากรุ่นสู่รุ่นเช่นเดียวกัน

“ช่วงหลังมีรุ่นลูกเข้ามา เพราะได้ทำกับพ่อ ๆ ชวนมาขายแล้วเห็นว่าดี ขายไปขายมากลายเป็นตัวหลักของพ่อ มาขายแทนพ่อ จากรายได้ 300 ต่อครึ่งวันของวันเสาร์ วันนี้ผมเช็กตัวเลขพี่น้องที่ขายปรากฏว่าประมาณ 4,000-5,000 บางคน 6,000 เพราะฉะนั้นคนรุ่นใหม่ทุกวันนี้ไม่ไปรับราชการแล้ว ส่วนใหญ่ที่รู้จัก 70% จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยทั้งนั้น และมาปรับวิธีคิดส่งขายออนไลน์ อันนี้คือ คนรุ่นใหม่ ผมสรุปง่ายๆ ว่า การถ่ายทอดไม่ได้อยู่ที่การไปสอน แต่พาทำ อันนี้คือการยกระดับจากรุ่นสู่รุ่น”

ตลาดเขียวยโสธร กับเป้าหมายขยายครบทุกอำเภอ

วารุณี มาตขาว ตัวแทนตลาดเขียวจังหวัดยโสธร เล่าในเชิงภาพรวมความเป็นเมืองเกษตรอินทรีย์และเมืองแห่งวิถีอีสานของจังหวัดยโสธร ซึ่งมีสินค้าหลักก่อนหน้านี้คือข้าวและประชาชนมีการปลูกผักกินเอง

ต่อมามีกลุ่มแกนนำที่ทำเรื่องเกษตรกรรมอินทรีย์ครอบคลุมทั้ง 9 อำเภอของ จ.ยโสธร เกิดแนวคิดทำอย่างไรให้คนในเมืองได้รับประทานอาหารปลอดภัยจากผลผลิตในพื้นที่ ตลาดหอนาฬิกาจึงเป็นตลาดเขียวแห่งแรกของจังหวัดที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2551 โดยเป็นตลาดเช้าที่คนในเมืองได้กินอาหารปลอดภัย รวมทั้งเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์และเรื่องของสุขภาพ

ก่อนที่ต่อมาจะขยายไปที่ศาลาว่าการจังหวัด โรงพยาบาล ที่ว่าการอำเภอ และกระจายไปยังต่างอำเภอ ปัจจุบันทั้งจังหวัดมีตลาดเขียวแล้ว 8 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ และมีผู้ค้าอยู่ใน 7 อำเภอ โจทย์วันนี้ของตลาดเขียวยโสธรจึงอยู่ที่การขยายตลาด

“แนวคิดของเรา เมื่อเรามีสินค้าที่เป็นอาหารปลอดภัยในที่ต่าง ๆ สู่เมือง แล้วพยายามที่จะกระจายไปให้แต่ละพื้นที่ ให้ทั่วแทบทุกอำเภอของจังหวัด แต่ตอนนี้ไปแค่ 4 อำเภอ แต่ก็กระจายอยู่ตามชุมชนต่าง ๆ ที่มีความพร้อมในเรื่องของการซื้อขาย ในอนาคตข้างหน้าเรามีแผนกระจายไปให้ได้ทุกอำเภอ”

ตลาดเขียวราษีไศล ลบภาพจำ “ตลาดม็อบ”

สำหรับตลาดเขียวราษีไศล จ.ศรีสะเกษ เคยถูกมองและเรียกว่า “ตลาดม็อบ” เนื่องจากในอดีต อ.ราษีไศล คือพื้นที่ต่อสู้ของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนราษีไศล มีผลทำให้เกิดภาพลักษณ์ของ ‘ม็อบ’ ที่หมายถึงการชุมนุมประท้วงหรือการรวมตัวของฝูงชน

แต่จากคำบอกเล่าของนิพาดา ลาดบาศรี ตัวแทนตลาดเขียวราษีไศล ลูกหลานครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนราษีไศล ปัจจุบันภาพลักษณ์นั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว ดังเช่นตัวเธอเองวันนี้ก็ได้รับการยอมรับเป็นผู้ทำเกษตรอินทรีย์อย่างแท้จริง ตลาดเขียวเองก็ได้รับการยกย่องพอสมควร

“ไม่ว่าจะเป็นอำเภอ โรงพยาบาล ที่ดิน ที่ไหน เขาก็เรียก มาแล้ว แม่ค้าตลาดนัดสีเขียวมาแล้ว จะไปติดต่อหน่วยงานที่ไหนก็ง่ายขึ้น เมื่อก่อนไปติดตามหน่วยงานไหน หรือไปส่งหนังสือที่ไหน ไม่มีคนอยากคุยด้วยเลย แต่ทุกวันนี้ภาพลักษณ์ของเราเปลี่ยนไปแล้ว ไปที่ไหนคนก็ยกย่องว่าเป็นผู้ที่ทำเกษตรอินทรีย์ เขาเห็นหน้าเรา หรือเพื่อน ๆ ก็จะเชื่อว่า เราทำจริง เราผลิตจริง บริโภคจริง ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค”

นิพาดาถ่ายทอดด้วยความภูมิใจว่า ทุกวันนี้อำเภอราษีไศลยกย่องตลาดนัดสีเขียว เนื่องจากตลาดมีกฎกติกาและมีเครือข่ายที่ช่วยหนุนเสริมกัน

“ทำให้ตลาดนัดเราอยู่ในอำเภอราษีไศลได้อย่างสง่า ทุกวันนี้ก็สงบสุข แต่ก่อนไม่ค่อยสงบ เดี๋ยวย้ายไปที่โน่นบ้าง ย้ายไปที่นี่บ้าง จะติเราว่าอยากให้ออก ไม่อยากให้ขายตรงนั้น เขาอยากให้เราไปขายที่อื่น เขาอ้างว่าขยะรกไปไหม ติชมทุกอย่าง” นิพาดาเล่าย้อนเปรียบเทียบปัจจุบันกับอดีต

จากบทบาทแรกเริ่มที่เป็นเจ้าหน้าที่ส่งเสริมในโครงการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ปัจจุบันเป็นทั้งเกษตรกรและผู้ค้าตลาดเขียวราษีไศล นิพาดาเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นว่ามาจากการถูกตั้งคำถามท้าทาย

“เราได้งบประมาณจากเขื่อนมาทำงานกับพี่น้องใน 3 จังหวัด สุรินทร์ ร้อยเอ็ด และศรีสะเกษ ได้ลงพื้นที่ พอไปส่งเสริม พี่น้องถามกลับมา ตัวเองผลิตหรือยังถึงมาส่งเสริม ทำให้กลับมาคิดและทำเกษตรในแปลงของตัวเอง ตอนแรกไม่ประสบความสำเร็จ ทำไปทำมาเรียนรู้กับเกษตรกรไปด้วย และทำงานไป ส่งเสริมให้เขาผลิต ผลิตแล้วจะไปไหน และเอาผลผลิตของเขามาจำหน่าย เดิมทีจำหน่ายเป็นซื้อมาขายไป รู้สึกว่าผลผลิตได้น้อย กำไรได้น้อย เลยเอามาแปรรูป อย่างกล้วยเป็นขนมกล้วย มันเป็นขนมมัน ส่วนมากจะเน้นแปรรูป พอมาแปรรูปก็กลับมาทำแปลงของตัวเอง ตัวเราก็ผลิตไป และแลกกัน ทำไปทำมาก็สนิทกันเหมือนลูกค้าเป็นคนในครอบครัว เราทำของไปขาย เราก็ทำของที่เราชอบ และคนในครอบครัวชอบ มันก็ออกมาดี ของที่แปรรูปก็ขายดี ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภค”

นั่นคือมุมมองของนิพาดาต่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้ค้ากับผู้บริโภคในตลาดเขียวว่าเป็นเสมือนคนในครอบครัวเดียวกัน

ตลาดเขียวขอนแก่น หนึ่งในเสาหลักที่ทำให้สุขภาพดี

จิระนันท์ พากเพียร ตัวแทนตลาดเขียวขอนแก่น และสมาคมผู้บริโภคจาก จ.ขอนแก่น เป็นหนึ่งในลูกค้าคนสำคัญที่ไปตลาดเขียวอยู่เป็นประจำ ด้วยความเชื่อมั่นในมาตรฐานและอุดมการณ์ของบุคลากรที่ทำตลาดเขียวร่วมกับทางเทศบาล

จิระนันท์มองว่า ตลาดเขียวตอบโจทย์สำหรับผู้ที่มีเป้าหมายสูงสุดในชีวิต ซึ่งต้องการจะมีสุขภาพดี มีความสุข และตายโดยที่ไม่ป่วย ไม่พิการ ไม่ติดเตียง และความจำไม่เสื่อม หรือปลอดจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ทั้งหมดนั่นเอง

“เราจะต้องอยู่ดี อยู่ดีคือกินดี ออกกำลังกายดี นอนดี หลับดี แต่ที่สำคัญมาก ๆ คือกินดี เพราะถ้าเรากินไม่ดี เราจะอยู่ไม่ดี เพราะฉะนั้นเราจะต้องกินให้เป็น มีทักษะในการกิน การกินเป็นทักษะชีวิตอย่างหนึ่ง ถ้าเรากินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เราก็จะมีสุขภาพไม่ดี อันนี้ชัดเจน

“ตลาดเขียวขอนแก่นขายอาหารที่ดีมีประโยชน์  ไม่ขายอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น ชานมไข่มุก น้ำหวาน ไม่ใช้สารเคมีในการเกษตร ไม่ให้ใส่ผงชูรส ไม่ใส่สารสังเคราะห์ สารแต่งสี แต่งกลิ่นทั้งหลาย จึงเป็นอันหนึ่งที่เราเลือกจะใช้บริการตลาดเขียวขอนแก่น”

นอกจากเป็นผู้บริโภค จิระนันท์ยังรับหน้าที่เป็นประชาสัมพันธ์ของตลาดเขียวขอนแก่น ซึ่งทำให้เธอพบว่า ตลาดเขียวเป็นพื้นที่สร้างความสุขผ่านความสัมพันธ์ระหว่างผู้ค้ากับผู้บริโภค ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในเสาหลักที่ทำให้สุขภาพดีอีกด้วย

“ตลาดเขียวให้ความสุขกับเราค่ะ เพราะว่าให้ความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บริโภคและผู้ค้าด้วย เวลาลูกค้าไม่มานาน ๆ เขาจะทักทายเลยว่าหายไปไหน เป็นความสัมพันธ์ที่มีความสุข ทำให้สุขภาพดี”

“กินสบายใจ” ที่นี่คือสังคมแห่งความสุขของคนอุบลฯ

ธวัชชัย นนทะสิงห์ ตัวแทนตลาดเขียวกินสบายใจ จ.อุบลราชธานี เล่าถึงจุดเริ่มต้นตลาดเขียวว่าเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2554 จากโครงการกินสบายใจกับเป้าหมายทำเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่ฐานการผลิต การตลาด และฐานผู้บริโภค ที่มาพร้อมกับการทำงานในรูปแบบที่มีแนวคิด “กินสบายใจห่างไกลโรค” ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2554-2562

จากนั้นเมื่อเข้าสู่ช่วงโควิด 19 ปี 2562 เป็นต้นมา ได้มีการปรับแนวคิดเป็น “กินสบายใจ ซื้อเรา เซฟโลก” โดยเน้นไปที่ผู้บริโภคว่า ยิ่งซื้อมาก ยิ่งช่วยโลกมาก แต่ภายหลังวิกฤตโควิด 19 ผ่านพ้นไป ระหว่างปี 2567-2571 ก็ได้หันมาใช้แนวคิด “You Are My Hero” เพื่อขอบคุณทุกคน ทั้งผู้บริโภค ผู้ผลิต และทุกภาคีเครือข่าย ที่อยู่บนเส้นทางของการสร้างอาหารปลอดภัย

ตัวแทนตลาดเขียวกินสบายใจอธิบายเพิ่มเติมว่า ตลาดกินสบายใจไม่เคยมองว่า ตลาดคือตลาด หรือพื้นที่ของการหาผลประโยชน์

“แต่เราเปิดมุมมองให้ทุกคนรู้สึกว่า นี่คือสังคมแห่งความสุข คุณจะมากอบโกยอะไรก็ได้ที่กินสบายใจ สุดท้ายต้องกลับไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงบางเรื่องเกิดขึ้น เลยให้คำนิยามผู้บริโภคคือ ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ปีหลัง ๆ กินสบายใจเล่นกับผู้บริโภคมากขึ้น โดยมองว่า ผู้บริโภคคืออินฟลูเอนเซอร์ที่ดีที่สุดในการสื่อสารเรื่องอาหารปลอดภัย เราใช้รูปแบบการทำงาน การส่งเสริมต่างๆ ในรูปแบบไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเข้ามา”

ส่วนในด้านการพัฒนาตลาด ธวัชชัยระบุว่า  ขณะนี้น่าจะครอบคลุมเกือบ 8 อำเภอของ จ.อุบลฯ แต่ในการทำงานมีการทำกับทั้ง 25 อำเภอ โดยร่วมมือกับหลายฝ่าย และพร้อมเปิดกว้าง ภายใต้จุดยืนสำคัญคือ อุบลฯ จะต้องกลายเป็นเมืองแห่งเกษตรอินทรีย์ พื้นที่แห่งอาหารปลอดภัยและความยั่งยืน

“มีตลาดที่ดีบ้าง ที่ล้มหายตายจากไปบ้าง แต่จะมีผุดขึ้นมาแบบนี้อยู่เรื่อย ๆ และเราไม่ได้มองว่า ตลาดที่เกิดขึ้นคือ ตลาดคู่แข่ง แต่คือตลาดทางเลือกและทางรอดของคนอุบลฯ และเราอยากให้ตลาดทุกที่มีแนวคิดแบบนี้” ธวัชชัยกล่าวทิ้งท้าย

อนึ่ง เวทีสานพลังภาคีสุขภาวะเครือข่ายอาหารปลอดภัยภาคอีสาน เป็นกิจกรรมที่เครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่ 9 จังหวัดของภาคอีสาน ได้แก่ สุรินทร์ ยโสธร มหาสารคาม ขอนแก่น ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อุดรธานี กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด ร่วมกับภาคีเครือข่าย 39 องค์กร จัดขึ้น ภายใต้โครงการพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนงานสุขภาวะภาคีเครือข่ายภาคอีสาน โดยมหาวิทยาลัยนครพนม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ประเด็นที่มีการพูดกันในเวทีนี้ ยังมีโจทย์เรื่องความไม่มั่นคงเรื่องสถานที่ตั้งตลาดเขียว พร้อมกับข้อเสนอเชิงนโยบาย ซึ่งจะนำมาเสนอในลำดับต่อไป

บทความแนะนำ